โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ปีเดียวก็ทำได้ แอปฯ เดียวใช้ทุกอย่าง” แจ๊ค ฉัตริน ชี้แนวทางรื้อระบบเพื่อสร้าง “รัฐ as a Service”

Thairath Money

อัพเดต 29 ม.ค. เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. เวลา 08.52 น.
ภาพไฮไลต์

ชีวิตประจำวันของคนไทยวันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นศูนย์กลางของแทบทุกอย่าง โอนเงิน จ่ายบิล ซื้อของ ลงทุน ไปจนถึงการติดต่อบริการต่างๆ ที่เคยต้องเสียเวลาทั้งวันให้เสร็จภายในไม่กี่นาที ทุกอย่างลื่นไหล รวดเร็ว และเชื่อมถึงกันอย่างแทบไร้รอยต่อ แต่ภาพนั้นกลับเปลี่ยนไปทันที เมื่อเรื่องเดียวกันต้องไปจบที่“ภาครัฐ”

การกรอกข้อมูลซ้ำๆ หรือถ่ายเอกสารชุดเดิม การเดินเรื่องข้ามหน่วยงานที่ไม่เชื่อมถึงกัน และกระบวนการที่บังคับให้ประชาชนต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งทั้งหมดล้วนเป็นประสบการณ์ร่วมที่คนไทยคุ้นชินดี ทั้งที่โลกดิจิทัลภายนอกได้ก้าวไปไกลกว่านั้นมากแล้ว ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่คำถามง่ายๆ ว่า “รัฐบาลดิจิทัลดีพอหรือไม่” แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่า ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านของภาครัฐอยู่ที่เทคโนโลยีหรือวิธีคิดของคน

ในรายการ Digital Frontier : Special Talk เลือกอีกสักตั้ง โดย Thairath Money ตอนนี้ ชวนสำรวจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “รัฐบาลดิจิทัล” ผ่านมุมมองของ แจ๊ค-ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อจากเพื่อไทย พาทำความเข้าใจปัญหาในปัจจุบันว่าการปฏิรูปภาครัฐจะไปไกลกว่าแค่การนำระบบเดิมขึ้นออนไลน์ได้อย่างไร และเหตุใดการเปลี่ยนรัฐจากการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกปัญหาคอร์รัปชัน ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

ทำไมรัฐบาลดิจิทัลไทยยังไปไม่ถึงฝัน ?

“ปัญหาหนึ่งที่สะท้อนความล้มเหลวของรัฐดิจิทัลไทยในปัจจุบัน คือ แต่ละกระทรวง แต่ละกรม ต่างพัฒนาแอปของตัวเอง ผลลัพธ์คือ 1 กระทรวง มี 100 แอป รวมทั้งประเทศ กลายเป็นรัฐ 1,000 แอป”

ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อจากเพื่อไทย ฉายภาพปัญหาจากประสบการณ์จริงที่ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนภาพระบบเดิมของภาครัฐสู่โอกาสใหม่ที่หลายคนคาดหวัง

ความพยายามในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศดิจิทัล ไม่ได้เกิดจากการขาดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มีรากเหง้ามาจาก “การทำงานที่แยกส่วน” และ “โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาอย่างไม่เป็นระบบตั้งแต่ต้น”

เมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล การดำเนินงานกลับเกิดขึ้นในลักษณะต่างคนต่างทำ หน่วยงานและกระทรวงต่างๆ รวมถึงหน่วยงานส่วนกลางพัฒนาระบบของตนเองโดยไม่เชื่อมโยงหรือประสานงานกัน ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีของรัฐเกิดเป็นไซโล (Siloed Operations) แยกส่วน ขาดภาพรวม และไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

โครงสร้างที่ไม่ได้ถูกวางมาตั้งแต่ต้นเติบโตอย่างไร้ทิศทางจนยากต่อการจัดระเบียบ หรือยกระดับในภายหลัง ส่งผลให้ข้อมูลของประชาชนและภาครัฐกระจายอยู่ตามระบบต่าง ๆ ทั่วประเทศ แทนที่จะถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รัฐที่เป็นแพลตฟอร์มเพื่อพลเมืองทุกระดับ

ฉัตริน สรุปหลักการเบื้องต้นของการทำ Digital Transformation สำหรับภาครัฐที่ผ่าน 4 เลเยอร์สำคัญ ได้แก่

  • Digitization เปลี่ยนเอกสารกระดาษให้เป็นข้อมูลดิจิทัล กำจัดกองแฟ้มในหน่วยงาน
  • Digitalization เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล เช่น การใช้ Digital Signature แทนการเซ็นด้วยน้ำหมึก
  • Data Platform สร้างศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมี GDX หรือ Government Data Exchange รัฐจะไม่ทำแอปฯ เองทั้งหมด แต่จะเปิด Open API (Platform as a Service - PaaS) ให้ Developer ไทยนำข้อมูลและระบบส่วนกลางไปต่อยอดสร้างมินิแอปฯ ที่ตอบโจทย์เฉพาะทาง
  • Common Service สร้างระบบส่วนกลางที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน เช่น ระบบยืนยันตัวตน (Digital ID) และระบบชำระเงิน (Payment Gateway)

ฉัตริน ชี้ให้เห็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เชื่อมตรงกับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ คือ การลงทุนที่มากแต่กลับได้ประสิทธิผลที่ต่ำ (Low Productivity) คนไทยทำงานหนัก แต่สร้างมูลค่าได้น้อยกว่าเพื่อนบ้าน ธุรกิจเสียเวลามหาศาลไปกับขั้นตอนราชการ การเปิดร้าน เปิดโรงเรียน เปิดกิจการ ใช้เวลานับเดือน นับปี ในบางกรณีการขอใบอนุญาต 1 ใบ ต้องรอคิวอีกหลายสิบโครงการ

“ลองนึกภาพว่าถ้าการเปิดร้านอาหาร โรงแรม หรือบริษัทใหม่ไม่ต้องวิ่งหลายกระทรวง แต่ทำผ่านแพลตฟอร์มเดียว ระบบจะบอกทันทีว่าต้องใช้ใบอนุญาตอะไรบ้าง ขาดเอกสารตรงไหน ผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่าน เพราะอะไร หากข้อมูลครบ ระบบอนุมัติได้ทันที ไม่ต้องรอใครสักคนเซ็น หรืออีกตัวอย่างในเรื่องการรักษาพยาบาล ข้อมูลสุขภาพจะลิงก์กันทั้งประเทศ คุณหมอที่ไหนก็เข้าถึงประวัติการรักษาได้ทันทีผ่าน Digital ID ของเรา ลดความเสี่ยงจากการให้ยาผิดและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตในกรณีฉุกเฉิน”

ดังนั้นการพูดถึง “รัฐบาลดิจิทัล” จึงต้องเข้าใจว่ามันคือการออกแบบระบบใหม่ทั้งชุด ตั้งแต่โครงสร้าง วิธีทำงาน โดยเฉพาะบทบาทของรัฐที่จะต้องเปลี่ยนจาก “ควบคุม” สู่ “การสนับสนุน” และให้บริการภาคประชาชน โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโอกาส คือการวางรากฐานชีวิตใหม่ให้กับคนไทยทุกคนมีชีวิตที่สะดวกสบาย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนฉัตริน กล่าว

เมื่อถามว่าประชาชนจะมีความหวังได้แค่ไหนที่จะมี “แอปฯ เดียวแล้วจบ” ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ทุกรอบ หรือต้องโหลดแอปใหม่ทุกครั้งที่มีโครงการใหม่ รัฐบาลใหม่ฉัตริน ตอบว่า ภายใน 1 ปีเราจะเห็น Super App ที่รวมบริการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดมาไว้ที่เดียว เพราะความคืบหน้าล่าสุดงบประมาณและหลักการในการพัฒนาโครงการนี้ได้รับการอนุมัติไปแล้ว และที่สำคัญยังได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่สร้างพื้นฐานเรื่องแอปฯ ภาครัฐไว้ก่อนหน้านี้

“เทคโนโลยีไม่มีโต๊ะ มันเลยจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ได้” ทำไม Digital Government จะเป็นเครื่องมือปราบคอร์รัปชันที่ทรงพลังที่สุด

นอกจากนี้ ฉัตริน เสนอแนวคิดสำคัญที่จะเป็นแก่นสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล คือ การลดบทบาทการตัดสินใจแบบมนุษย์เพื่อสร้าง “Trustless System” หรือระบบที่เราไม่ต้องเชื่อใจนักการเมืองหรือข้าราชการรายบุคคลแต่สามารถเชื่อมั่นในระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ “เพราะ ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจคน แต่เพราะทุกจุดที่ใช้ผ่านการตัดสินโดยคนกลายเป็นช่องทางของความล่าช้า และเป็นช่องทางของการคอร์รัปชัน”

โดยมีกลไกสำคัญ คือ ระบบออนไลน์และเทคโนโลยี หากการอนุมัติทุกอย่างทำผ่านระบบออนไลน์ รัฐจะตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ 100% ลดปัญหาเงินรั่วไหล รวมถึง AI ที่สามารถนำมาใช้ในการอนุมัติใบอนุญาตตามเกณฑ์ที่กำหนด ลดการเรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับความเร็ว และที่สำคัญที่สุด คือ การสร้าง Open Government เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนร่วมตรวจสอบว่าหน่วยงานไหนซื้ออะไร ราคาเท่าไหร่ และใครเป็นคู่สัญญา

“ดังนั้นรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้เร็วขึ้น แต่จะกลายเป็นโครงสร้างของระบบที่จำกัดและปราบปรามคอร์รัปชันโดยธรรมชาติ เมื่อข้อมูลเปิดประชาชนกลายเป็นผู้ตรวจสอบร่วมกับรัฐ และเทคโนโลยี AI สามารถจับพฤติกรรมผิดปกติได้อัตโนมัติ”ฉัตริน กล่าวอย่างมั่นใจ

ท้ายที่สุดแล้วคำถามเรื่องรัฐบาลดิจิทัลที่ควรจะร่วมกันหาคำตอบ คือ โครงสร้างของรัฐจะถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้ชีวิตของประชาชนจริงหรือไม่

หากรัฐบาลดิจิทัลถูกสร้างขึ้นในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานของชีวิต” ตั้งแต่การเกิด การเรียน การทำงาน การรักษาพยาบาล ไปจนถึงสวัสดิการยามชรา ในเชิงนโยบายรัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการรายหน่วย ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มกลางของประเทศ” ที่เชื่อมข้อมูลครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดชีวิต ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจ และลดพื้นที่สีเทาที่เคยเปิดช่องให้คอร์รัปชันฝังตัวอยู่ในระบบราชการมายาวนาน

รัฐบาลดิจิทัลที่แท้จริงจึงไม่ใช่โครงการระยะสั้นของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ต่อเนื่อง วัดผลได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากรัฐกล้ารื้อโครงสร้างเดิมและสร้างระบบใหม่ที่ทำงานเพื่อชีวิตคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย รัฐบาลดิจิทัลจะไม่ใช่แค่คำสวยหรูในเอกสารนโยบาย แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มประสิทธิผล และฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐในระยะยาว

โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน แต่ระบบที่เราใช้… เดินทันไหม?📌 การศึกษาในยุค AI📌 แรงงานโลกใหม่📌 รัฐบาลดิจิทัล

Digital Frontiers : Special Talks #เลือกอีกสักตั้ง ชวนคุยกับนักการเมืองสายเทคจาก 3 พรรค

  • ดร.อ้อ การดี เลียวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์

  • คุณป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุช พรรคประชาชน

  • คุณแจ๊ค ฉัตรริน จันทร์หอม พรรคเพื่อไทย

เพื่อทำความเข้าใจโจทย์เดียวกันของประเทศ ปัญหาอยู่ตรงไหน ทางออกมีจริงแค่ไหน และสุดท้าย… เราทุกคนต้องปรับตัวยังไง 🎥 ติดตามทั้ง 3 ตอน ได้ที่ YouTube : Thairath Money🗓

ลาขาดได้ยัง กับรัฐพันแอปฯ คุยเรื่องรัฐบาลดิจิทัล แบบเห็นภาพและจับต้องได้ | Digital Frontiers EP.56 Special Talk

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปีเดียวก็ทำได้ แอปฯ เดียวใช้ทุกอย่าง” แจ๊ค ฉัตริน ชี้แนวทางรื้อระบบเพื่อสร้าง “รัฐ as a Service”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...