“สหรัฐ” ย้ำพันธกรณีป้องกันเกาหลีใต้ หลังข่าวโยกกำลังรับมือสงครามอิหร่าน
"สหรัฐ" ยืนยันยังคงมุ่งมั่นปกป้องเกาหลีใต้จากภัยคุกคามนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ หลังมีรายงานว่าสหรัฐอาจพิจารณาย้ายยุทโธปกรณ์บางส่วนจากกองกำลังสหรัฐในคาบสมุทรเกาหลีไปยังตะวันออกกลาง
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 10.19 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กองทัพสหรัฐยืนยันยังคงมุ่งมั่นปกป้องเกาหลีใต้จากภัยคุกคามของเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์ หลังมีรายงานว่าสหรัฐอาจพิจารณาย้ายกำลังทหารบางส่วนจากคาบสมุทรเกาหลีไปยังตะวันออกกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น
หนังสือพิมพ์ภาษาเกาหลี DongA Ilbo รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า แหล่งข่าวระบุว่าเกาหลีใต้และสหรัฐกำลังหารือกันเกี่ยวกับความต้องการด้านกระสุนและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐ รวมถึงความเป็นไปได้ในการโยกย้ายทรัพยากรทางทหารของกองกำลังสหรัฐในเกาหลีใต้ (US Forces Korea: USFK) ไปยังตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม USFK ซึ่งดูแลกำลังทหารสหรัฐบนคาบสมุทรเกาหลี ระบุว่า ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางปฏิบัติการ จึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย การปรับกำลัง หรือการวางกำลังยุทโธปกรณ์ทางทหารเฉพาะใด ๆ ได้
เจ้าหน้าที่ USFK ย้ำว่ากองกำลังสหรัฐยังคงมุ่งเน้นการรักษากำลังรบที่พร้อมปฏิบัติการและมีความน่าเชื่อถือ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการปกป้องเกาหลีใต้
ปัจจุบันสหรัฐมีกำลังทหารประมาณ 27,000 นายประจำการในเกาหลีใต้ และติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายระบบบนคาบสมุทร รวมถึงระบบ Patriot และระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense)
เกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงครามกับเกาหลีเหนือในทางเทคนิค เนื่องจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950–1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง (armistice) ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐขยายปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยการสู้รบยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลาย ขณะที่อิหร่านยังคงตอบโต้ด้วยการโจมตีหลายจุดในตะวันออกกลาง รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอลและประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย
ก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐได้จมเรือรบของอิหร่านในน่านน้ำสากล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่เรือดำน้ำของสหรัฐโจมตีเรือผิวน้ำของฝ่ายตรงข้าม
รายงานของ DongA Ilbo ระบุว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ สหรัฐอาจพิจารณาส่งยุทโธปกรณ์สำคัญจากกองกำลัง USFK เช่น ขีปนาวุธยุทธวิธี ATACMS ไปสนับสนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง เพื่อชดเชยปัญหาการขาดแคลนกระสุนและอาวุธของสหรัฐ
ทั้งนี้ในปี 2568 ระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot ที่ประจำการในเกาหลีใต้เคยถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางชั่วคราวภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ ก่อนจะถูกนำกลับมายังคาบสมุทรเกาหลีในภายหลัง
กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้กล่าวกับ Bloomberg ว่าไม่เหมาะสมที่รัฐบาลเกาหลีใต้จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังของกองกำลังสหรัฐในเกาหลีใต้
Leif-Eric Easley ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย Ewha ในกรุงโซล ระบุว่า จากขนาดของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านต่อพันธมิตรและฐานทัพของสหรัฐในตะวันออกกลาง การพิจารณาโยกย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศชั่วคราวถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่าการเคลื่อนย้ายดังกล่าวควรประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเกาหลีใต้ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของพันธมิตรและศักยภาพในการยับยั้งเกาหลีเหนือ
แม้เกาหลีใต้และสหรัฐจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกัน แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรลดการพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐ ขณะที่รายงานยุทธศาสตร์กลาโหมที่เผยแพร่เมื่อต้นปีนี้ยังส่งสัญญาณถึงการลดบทบาททางทหารของสหรัฐในภารกิจยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
ในวันเดียวกัน สื่อของเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จองอึน ได้ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธร่อนจากเรือรบลำใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ติดตามการฝึกซ้อมยิงของหน่วยพลซุ่มยิง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเกาหลีเหนือประณามการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐว่าเป็นการรุกรานที่น่าละอายและผิดกฎหมาย
อ้างอิง : bloomberg.com