โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไฟสงครามตอกย้ำชัด โลกยังหนี “พลังงานฟอสซิล” ไม่พ้น

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไฟสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จุดชนวนความตึงเครียดที่ลุกลามไกลเกินพรมแดนภูมิภาค ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันและความกังวลด้านความมั่นคงพลังงาน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการแข่งขันอำนาจของมหาอำนาจโลก แต่ยังตอกย้ำว่า ระบบพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เศรษฐกิจและเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของโลกเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์

ความตึงเครียดครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่เพียงจุดชนวนความเสี่ยงด้านความมั่นคงในภูมิภาค แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า โลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างลึกซึ้ง จนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศต้องเผชิญความเปราะบางจากภูมิรัฐศาสตร์

ปฏิบัติการทางทหารร่วมดังกล่าวพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านนิวเคลียร์หลายร้อยแห่งในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอ่าวเปอร์เซีย เพิ่มความเสี่ยงของการขยายวงความขัดแย้ง

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะระบุว่าเป็นการสกัดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มิติด้านพลังงานและการแข่งขันอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับอิหร่านยังคงเป็นผู้ผลิตไฮโดรคาร์บอนรายใหญ่ของโลก แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรมายาวนาน โดย ณ สิ้นปี 2024 มีปริมาณสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้วราว 209,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 12% ของโลก และ 24% ของตะวันออกกลาง

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อิหร่านผลิตน้ำมันดิบราว 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 3% ของอุปทานโลก น้ำมันส่วนใหญ่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และรองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือราว 30% ของโลก เฉลี่ยวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

หลังการโจมตี ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยเบรนท์ทะยานเกิน 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าอุปทานอาจสะดุด นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อีกมิติสำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือความสัมพันธ์ด้านพลังงานระหว่างจีนกับอิหร่าน จีนกลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด โดยสัดส่วนเพิ่มจาก 25% ในปี 2017 เป็นเกือบ 90% ในปี 2023

ในปี 2025 กว่า 80% ของน้ำมันอิหร่านที่ส่งออกทางเรือมุ่งหน้าไปจีน เฉลี่ยราว 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 13% ของการนำเข้าน้ำมันทางเรือทั้งหมดของจีน โรงกลั่นอิสระในมณฑลซานตง ซึ่งคิดเป็นราว 1 ใน 4 ของกำลังการกลั่นประเทศ อาศัยน้ำมันอิหร่านราคาลดพิเศษจากผลของการคว่ำบาตร

หากอิหร่านถูกกระทบจนส่งออกลดลง จีนจะต้องหาซัพพลายเออร์ใหม่ในราคาสูงขึ้น โดยประเมินว่า ส่วนต่างราคาประมาณ 10-14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ต้นทุนนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้นวันละ 13-18 ล้านดอลลาร์ และส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

สำหรับสหรัฐฯ ประเด็น “ความมั่นคงพลังงาน” กลับมาเป็นวาระสำคัญ โดยเฉพาะในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผลักดันแนวคิด “ครองความเป็นใหญ่ด้านพลังงาน” ผ่านนโยบายสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและแร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ควบคู่กับการลดกฎระเบียบและการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนบางส่วน

สหรัฐฯ ยังรักษาฐานทัพทางอากาศ ทางเรือ และภาคพื้นดินในอ่าวเปอร์เซียมายาวนาน เพื่อค้ำประกันความต่อเนื่องของเส้นทางพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่จีนเลือกแนวทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจน แต่การพึ่งพาน้ำมันอิหร่านทำให้จีนมีความเปราะบาง หากความขัดแย้งทวีความรุนแรง ปักกิ่งจะต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกยังดำเนินไปไม่เร็วพอ ตราบใดที่การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ยังผูกติดกับห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงฟอสซิล เป้าหมายด้านภูมิอากาศก็ยังคงเสี่ยงต่อความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์มองว่า เหตุการณ์ในอ่าวเปอร์เซียไม่ใช่เพียงปัญหาความมั่นคงระดับภูมิภาค แต่สะท้อนความตึงเครียดเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก ที่เชื่อมโยงระหว่างน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งล้วนมีแนวโน้มผันผวนและคาดเดาได้ยากในระยะข้างหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...