โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

KPI Poll เปิดสเปก ‘ครม.ชุดใหม่’ ในฝันของคนไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 02.21 น.

6 มี.ค. 2569 - สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “สเปก ครม.ชุดใหม่ ในฝันของคนไทย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายให้การจัดทำ KPI Poll เป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองอย่าง “เป็นกลาง เป็นจริง และเป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 11 ที่ศูนย์ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 2 มี.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,908 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

ผลสำรวจพบว่า คุณสมบัติของรัฐมนตรีที่ประชาชน “ไม่ต้องการ” มากที่สุด คือผู้ที่มีประวัติด่างพร้อยด้านความซื่อสัตย์ โดย 48.9% ระบุว่าไม่ต้องการบุคคลที่เคยมีคดีทุจริตหรือคดีร้ายแรงเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ซึ่งทิ้งห่างตัวเลือกอื่นอย่างชัดเจน รองลงมา 17.9% ไม่ต้องการผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในกระทรวงที่รับตำแหน่ง, 15.3% ไม่ต้องการผู้ที่ขาดอุดมการณ์ทางการเมือง ย้ายพรรคหรือข้ามขั้วเพื่อหวังตำแหน่ง, 14.9% ไม่ต้องการผู้ที่ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในกระทรวงที่ดูแล และ 3.0% ไม่ต้องการผู้ที่เคยบริหารงานผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย

ผลสำรวจสะท้อนว่า “คอร์รัปชัน” กลายเป็นเส้นแดงสำคัญที่ประชาชนต้องการใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี โดยประชาชนให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาลและคุณสมบัติของบุคคล มากกว่าการจัดสรรตำแหน่งตามเกมการเมือง

เมื่อถามถึงคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการมากที่สุด พบว่า 32.1% ต้องการบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา 28.7% ต้องการคนที่รับฟังและนำปัญหาของประชาชนไปแก้ไข, 24.6% ต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีผลงานในตำแหน่งที่รับผิดชอบ, 11.5% ต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ และมีเพียง 3.1% ที่ให้ความสำคัญกับการเคยดำรงตำแหน่ง สส.หรือรัฐมนตรีมาก่อน

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ให้คุณค่ากับสถานะการเป็นนักการเมืองอาชีพเท่ากับความน่าเชื่อถือ ความซื่อสัตย์ และความสามารถในการทำงานจริง

ผลสำรวจยังพบว่า ความคาดหวังของประชาชนในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน โดยกรุงเทพฯ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ความสำคัญกับการ “รับฟังและแก้ปัญหาของประชาชน” มากที่สุด ขณะที่ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” เป็นอันดับแรก สะท้อนว่าบางพื้นที่ ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางพื้นที่มองว่าความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการเมืองยังเป็นโจทย์สำคัญ

ในประเด็นการเปิดโอกาสให้มืออาชีพจากนอกการเมืองเข้ามาร่วมเป็นรัฐมนตรี พบว่า 26.4% ระบุว่ามีหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่นายกรัฐมนตรี รองลงมา 22.2% ต้องการให้มีประมาณ 10%, 18.4% ต้องการให้มี 30% ขึ้นไป และ 14.7% ต้องการให้มี 20%

ส่วนสัดส่วนผู้หญิงในคณะรัฐมนตรี พบว่า 31.2% ระบุว่ามีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งเห็นว่าควรมีผู้หญิงในสัดส่วน 10–30%

ผลสำรวจสะท้อนว่า สังคมไทยค่อนข้างเปิดกว้างต่อการดึง ผู้เชี่ยวชาญจากนอกการเมือง เข้ามาทำงาน และไม่ยึดติดกับโควตาเพศ แต่ต้องการให้คัดเลือก “คนที่เหมาะสม” มากที่สุด

บทสรุปจากผลสำรวจ KPI Poll ครั้งนี้ชี้ว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของบุคคล มากกว่าการจัดสรรโควตาทางการเมืองหรือที่มา ทั้งยังชี้ว่าประชาชนต้องการผู้นำที่มีมาตรฐานจริยธรรมสูง เริ่มจากความสุจริต โปร่งใส และปลอดผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมทำงานแบบรับฟังและแก้ปัญหาได้จริง ดังนั้น การเปิดตัวคณะรัฐมนตรีไม่ควรสื่อสารเพียงรายชื่อและตำแหน่ง แต่ควรชี้แจง “เหตุผล” ของการคัดเลือก โดยเชื่อมโยงกับคุณสมบัติที่ประชาชนให้ความสำคัญ เช่น ประวัติการทำงานที่โปร่งใส กลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และผลงานการแก้ปัญหาในอดีต

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากเปิดรับการดึงผู้เชี่ยวชาญจากนอกการเมือง (Technocrat) เข้ามาร่วมทำงาน หากมีบทบาทชัดเจนและวัดผลได้ โดยเฉพาะกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางสูง เพื่อเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมในช่วงต้นของรัฐบาล ทั้งนี้ “เส้นแดง” ที่สำคัญ คือ ตัวเลขสูงเกือบ 50% ที่ปฏิเสธรัฐมนตรีซึ่งมีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริตอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติหรือข้อร้องเรียนด้านความซื่อสัตย์สุจริต/ผลประโยชน์ทับซ้อน อาจเพิ่มแรงเสียดทานและกระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล หรือ เกิดวิกฤตศรัทธาได้อย่างรวดเร็ว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...