โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

CEO บจ.ไทย มองเศรษฐกิจปี 69 โต 1.1-2% ท่องเที่ยว-งบรัฐหนุนธุรกิจ แต่หนี้ครัวเรือนและการเมืองยังเสี่ยง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 13.33 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 06.33 น.

ผลสำรวจผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 234 กว่า 73% คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตเพียง 1.1–2% โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและนโยบายการคลังของภาครัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจยังระวังปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเมือง กำลังซื้อในประเทศ และระดับหนี้ครัวเรือนสูง แม้กว่า 80% เชื่อรายได้ธุรกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง

6 มีนาคม 2569 -ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยผลสำรวจ SET CEO Survey: Economic Outlook 2026 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 23 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมให้ความเห็นทั้งสิ้น 234 บริษัท จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

ผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังเติบโตในระดับจำกัด โดย 73% ของซีอีโอคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงประมาณ 1–2% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารโลกที่ประเมินการเติบโตใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ผู้บริหารภาคธุรกิจมองว่าแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจาก การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึง เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและการลงทุน

นอกจากนี้ ผู้บริหารบางส่วนยังเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลและการลดปัญหาคอร์รัปชัน จะเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เมื่อจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าธุรกิจเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นหลัก เนื่องจากต้องการความชัดเจนด้านนโยบาย ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหารให้ความสำคัญกับการส่งออกมากกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศสูง

แม้เศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวก แต่ภาคธุรกิจยังประเมินว่ามีความเสี่ยงหลายด้าน โดย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่

  • เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ
  • กำลังซื้อภายในประเทศ
  • ระดับหนี้สินภาคครัวเรือน

ปัจจัยทั้งสามมีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการใช้จ่ายและการบริโภคของประชาชน ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

ในบางอุตสาหกรรมยังมีความกังวลเฉพาะด้าน เช่น กลุ่มเกษตรและอาหารให้ความสำคัญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการกู้ยืมและการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนประมาณครึ่งหนึ่งคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 1–3% ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่บางส่วนประเมินว่าเงินเฟ้ออาจต่ำกว่า 1% ในช่วงต้นปี ก่อนจะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

แม้เศรษฐกิจเติบโตในระดับจำกัด แต่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มรายได้ โดย มากกว่า 80% ของซีอีโอคาดว่ารายได้ของบริษัทจะยังเติบโตในปี 2569 และกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตอยู่ในช่วง 0–10% สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของภาคธุรกิจ

เมื่อจำแนกตามอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มบริการมีสัดส่วนการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในระดับสูงมากที่สุด สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดการเติบโตในระดับปานกลาง ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์มีมุมมองที่กระจายตัวมากกว่า เนื่องจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในประเทศ

ทั้งนี้ผลสำรวจยังพบว่า ประมาณ 75% ของผู้บริหารมองว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน โดยยังให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นฐานหลักในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งมองหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศในอาเซียน

ประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ เวียดนาม ซึ่งถูกมองว่าเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง รองลงมาคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่บางบริษัทให้ความสนใจตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย

โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการมีแนวโน้มกระจายการลงทุนไปยังหลายประเทศมากที่สุด สะท้อนความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อการลงทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน

สำหรับการรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ บริษัทจดทะเบียนมีแนวทางปรับตัวใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน
  • เดินหน้าลงทุนโดยยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก
  • ปรับกลยุทธ์ด้านสินค้า ราคา และช่องทางการจำหน่าย
  • ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่เร่งทำธุรกรรมควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในระยะสั้น แต่จะมุ่งเน้นการเติบโตผ่านธุรกิจหลักและการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม มากกว่าการเน้นผลตอบแทนระยะสั้นแก่ผู้ถือหุ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...