CEO บจ.ไทย มองเศรษฐกิจปี 69 โต 1.1-2% ท่องเที่ยว-งบรัฐหนุนธุรกิจ แต่หนี้ครัวเรือนและการเมืองยังเสี่ยง
ผลสำรวจผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 234 กว่า 73% คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตเพียง 1.1–2% โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและนโยบายการคลังของภาครัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจยังระวังปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเมือง กำลังซื้อในประเทศ และระดับหนี้ครัวเรือนสูง แม้กว่า 80% เชื่อรายได้ธุรกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง
6 มีนาคม 2569 -ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยผลสำรวจ SET CEO Survey: Economic Outlook 2026 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 23 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมให้ความเห็นทั้งสิ้น 234 บริษัท จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด
ผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังเติบโตในระดับจำกัด โดย 73% ของซีอีโอคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงประมาณ 1–2% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารโลกที่ประเมินการเติบโตใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ผู้บริหารภาคธุรกิจมองว่าแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจาก การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึง เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ ผู้บริหารบางส่วนยังเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลและการลดปัญหาคอร์รัปชัน จะเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เมื่อจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าธุรกิจเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นหลัก เนื่องจากต้องการความชัดเจนด้านนโยบาย ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหารให้ความสำคัญกับการส่งออกมากกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศสูง
แม้เศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวก แต่ภาคธุรกิจยังประเมินว่ามีความเสี่ยงหลายด้าน โดย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่
- เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ
- กำลังซื้อภายในประเทศ
- ระดับหนี้สินภาคครัวเรือน
ปัจจัยทั้งสามมีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการใช้จ่ายและการบริโภคของประชาชน ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
ในบางอุตสาหกรรมยังมีความกังวลเฉพาะด้าน เช่น กลุ่มเกษตรและอาหารให้ความสำคัญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการกู้ยืมและการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนประมาณครึ่งหนึ่งคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 1–3% ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่บางส่วนประเมินว่าเงินเฟ้ออาจต่ำกว่า 1% ในช่วงต้นปี ก่อนจะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
แม้เศรษฐกิจเติบโตในระดับจำกัด แต่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มรายได้ โดย มากกว่า 80% ของซีอีโอคาดว่ารายได้ของบริษัทจะยังเติบโตในปี 2569 และกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตอยู่ในช่วง 0–10% สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของภาคธุรกิจ
เมื่อจำแนกตามอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มบริการมีสัดส่วนการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในระดับสูงมากที่สุด สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดการเติบโตในระดับปานกลาง ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์มีมุมมองที่กระจายตัวมากกว่า เนื่องจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในประเทศ
ทั้งนี้ผลสำรวจยังพบว่า ประมาณ 75% ของผู้บริหารมองว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน โดยยังให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นฐานหลักในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งมองหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศในอาเซียน
ประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ เวียดนาม ซึ่งถูกมองว่าเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง รองลงมาคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่บางบริษัทให้ความสนใจตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการมีแนวโน้มกระจายการลงทุนไปยังหลายประเทศมากที่สุด สะท้อนความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อการลงทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน
สำหรับการรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ บริษัทจดทะเบียนมีแนวทางปรับตัวใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
- เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน
- เดินหน้าลงทุนโดยยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก
- ปรับกลยุทธ์ด้านสินค้า ราคา และช่องทางการจำหน่าย
- ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่เร่งทำธุรกรรมควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในระยะสั้น แต่จะมุ่งเน้นการเติบโตผ่านธุรกิจหลักและการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม มากกว่าการเน้นผลตอบแทนระยะสั้นแก่ผู้ถือหุ้น