ธุรกิจแห่ใช้ AI พุ่ง 66% เหตุต้นทุนถูก-ทำงาน 24 ชม. เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI จากที่เคยเป็นเทคโนโลยีไกลตัว กลายเป็นเครื่องมือประจำโต๊ะทำงานของภาคธุรกิจไทยอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่ “จะใช้ดีไหม” แต่เป็น “ใครใช้เก่งกว่า ใครปรับตัวทันกว่า”
ผลสำรวจ Thailand Digital Outlook โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านชัดเจน ระหว่างปี 2565–2568 อัตราการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในปี 2568 มีสัดส่วนสูงถึง 66.1% จากกลุ่มตัวอย่าง 3,355 รายทั่วประเทศ
ตัวเลขการใช้งาน AI ภาคธุรกิจไทย
- ปี 2565 : 40.5%
- ปี 2566 : 44.5%
- ปี 2567 : 56.1% (คำนวณจากอัตราการขยายตัวเฉลี่ย)
- ปี 2568 : 66.1%
ภายในเวลาเพียง 4 ปี สัดส่วนการใช้ AI เพิ่มขึ้นกว่า 25% สะท้อนว่า AI ไม่ใช่ “ของทดลอง” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ
นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป ระบุว่า ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างการจ้างงาน ในมุมขององค์กร AI กลายเป็น “พนักงานระดับ Junior” ที่ต้นทุนต่ำมาก เพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน แต่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีวันลา และช่วยให้พนักงานเดิมทำงานได้มากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ หลายเอเจนซี่เริ่มชะลอหรือปฏิเสธการรับเด็กจบใหม่และเด็กฝึกงาน เพราะมองว่าการสอนงานมีต้นทุนแฝง ทั้งด้านเวลาและประสิทธิภาพ ขณะที่หัวหน้าทีมต้องบริหารกำไรขาดทุน (PNL) ของตนเอง การเลือกใช้ AI แทนงานรูทีนจึงเป็นทางเลือกที่รักษา “ตัวเลขกำไร” ได้ชัดเจนกว่า
พร้อมกันนี้ โครงสร้างองค์กรกำลังเปลี่ยนจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานนับพันคน ไปสู่ทีมขนาดเล็กลง งานที่เคยใช้ 1,000 คน อาจเหลือเพียง 100 คน หากระบบอัตโนมัติรองรับได้
งานที่มีความเสี่ยงสูงคือ งานรูทีน งานผลิตชิ้นงานตามคำสั่ง และงานระดับต้นที่ยังไม่สร้างมูลค่าเชิงกลยุทธ์ เช่น งานครีเอทีฟพื้นฐาน งานจัดทำรายงาน งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น แต่ทั้งสองภาคส่วนเห็นตรงกันว่า AI ยังทดแทน “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะ
- การคิดเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจซับซ้อน
- ความเข้าใจอารมณ์และบริบทสังคม
- การสร้างแนวคิดใหม่ที่มีประสบการณ์รองรับ
- ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สั่งสมจากประสบการณ์จริง
เด็กจบใหม่ในปี 2026 จะเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะคู่แข่งไม่ใช่เพียงเพื่อนร่วมรุ่น แต่คือ AI ที่พร้อมทำงานทันที ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ทำงานแทน AI ได้ แต่คือคนที่ “สั่งงาน AI เป็น” และต่อยอดให้เกิดคุณค่าใหม่
ขณะที่นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ความกลัวที่ว่าAI จะมาแย่งงานคนอาจไม่ใช่ประเด็นที่ต้องตื่นตระหนกที่สุด
“คนจะไม่ตกงานเพราะ AI ถ้าคนรู้จักใช้ AI” ปัญหาแท้จริงของไทยคือ การอัพสกิลและรีสกิลแรงงานที่ดำเนินมาอย่างล่าช้า เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ที่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างจริงจัง หรือ จีน ที่บรรจุเนื้อหา AI ในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยม
เทคโนโลยีเติบโตทุกวัน แต่คนใช้ไม่ได้เติบโตในอัตราเดียวกัน หากปล่อยให้ช่องว่างนี้ขยายตัว ไทยอาจกลายเป็นผู้ตามในภูมิภาคอาเซียน
ในภาคธุรกิจร้านอาหาร AI ไม่ได้อยู่แค่ในครัวอัจฉริยะ แต่เข้าไปอยู่ในงานการตลาดและการบริหารจัดการมากขึ้น เช่น
- การสร้างคอนเทนต์โซเชียลมีเดีย เขียนแคปชัน วางคีย์เวิร์ด
- การออกแบบภาพเมนูหรือภาพอาหารด้วยระบบสร้างภาพอัตโนมัติ
- การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและพฤติกรรมการสั่งซื้อ
- การคาดการณ์สต๊อกวัตถุดิบ
ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีต้นทุนจำกัดสามารถใช้ AI ลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรบางส่วน และเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสารกับลูกค้า
อย่างไรก็ตาม นายสรเทพตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐควรปรับตัวให้เร็วไม่แพ้เอกชน โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจ เช่น การตรวจจับความผิดปกติของรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ซ้ำกันหลายบริษัท ซึ่งระบบ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็วกว่าแรงงานคน
จะเห็นได้ว่าเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจเรียกร้องให้ภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านดิจิทัลและการศึกษา เร่งปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ บรรจุทักษะ AI และการคิดเชิงวิเคราะห์เข้าไปตั้งแต่ระดับการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีเทคโนโลยี แต่ใครมี “คน” ที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวเลข 66.1% ในปี 2568 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ และคำถามสำคัญจากนี้ไม่ใช่ “AI จะโตอีกไหม” แต่คือ “แรงงานไทยจะโตทันหรือไม่”