นายกฯ ถกรับมือไฟตะวันออกกลาง มั่นใจไทยยังคุมได้
วันนี้ (2 มี.ค. 69) เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงร่วมกันถึงการประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่จะเร่งทำการรับมือ และแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีความรุนแรง และพยายามใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาสสำหรับประเทศไทย ในทุกวิกฤตินั้นมีโอกาส จะต้องสร้างให้โอกาสเหล่านั้นเกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด ตนได้แจ้งให้กับตัวแทนภาคเอกชน ให้ได้รับทราบถึงสถานการณ์ได้รับฟังความคิดเห็นข้อชี้แนะ และแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทย ได้ดำเนินการสนับสนุน โดยภาพรวมตนได้หารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง
“ก่อนการประชุมตนได้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันยังถือว่ามีความไม่แน่นอนอยู่ และหากเป็นเช่นนี้ก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่าง ๆ ทั้งค่าขนส่งสินค้าราคาน้ำมันในตลาดโลกที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่งอย่างแน่นอน แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกนั้นยังมีอยู่สูง ราคาต่าง ๆ ก็อาจมีผลกระทบแต่ไม่มากนัก นอกจากนี้ ยังได้รับทราบข่าวว่ากลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน OPEC ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นมา ส่วนความมั่นคงในด้านพลังงานของประเทศไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้และมีการสำรองพลังงานเชื้อเพลิง ไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน และระบบเศรษฐกิจ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผลกระทบแบ่งออกเป็นแนวทางดำเนินการออกเป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่ พลังงาน การค้า การท่องเที่ยว ตลาดเงิน และตลาดทุน และแรงงาน พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทย และสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาทางการทูต
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุด นายเอกนิติ ระบุว่า คือ ด้านพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก ทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 5–10% จากระดับเดิม รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว ประเทศไทยมีกลไกสำคัญในการดูแลผลกระทบระยะสั้น โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 60 วัน ทำให้มีเวลาในการบริหารจัดการสถานการณ์ไม่ให้กระทบต่อประชาชนโดยตรง ในด้านการค้า ผลกระทบทางตรงยังมีไม่มาก โดยไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้าประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดจากค่าระวางเรือและค่าพรีเมียมประกันภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้ง นักลงทุนมักโยกย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 17% ก่อนจะลดลงประมาณ 2% ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพโดยรวมที่ยังอยู่ในระดับดี ประเทศไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 300,000 ล้านบาท เพียงพอรองรับความผันผวนในระยะหนึ่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด พร้อมตั้งศูนย์รับข้อชี้แนะและให้คำปรึกษาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ผ่านสายด่วน 1169 รวมถึงให้ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ตลอดจนบริหารจัดการราคาสินค้าและแหล่งวัตถุดิบ ผลกระทบทางตรงด้านการท่องเที่ยวอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 4% อีกทั้งช่วงนี้เป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม จึงมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวไม่มาก อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าสถานการณ์อาจเป็นโอกาสในการขยายตลาดในบางเส้นทางการบิน
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินรวม 135 เที่ยว แบ่งเป็น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 59 เที่ยว มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบ 9,409 ราย ท่าอากาศยานภูเก็ต 36 เที่ยว ผู้โดยสาร 5,665 ราย ท่าอากาศยานดอนเมือง ผู้โดยสารได้รับผลกระทบ 285 ราย และท่าอากาศยานเชียงใหม่ 165 ราย สายการบินจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านที่พักและอาหารแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางเปลี่ยนเส้นทางการบิน เพื่อรองรับผู้ที่ต้องการเดินทางกลับจากพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่สู้รบ หรือเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นก่อน
ขณะเดียวกัน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์ว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยแรงงานไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน และถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังฃ
ขณะนี้มีผู้ประสงค์ขอกลับประเทศไทยจากอิสราเอลจำนวนน้อย ไม่เกิน 10–20 คน ส่วนในอิหร่านได้รับแจ้งประมาณ 40 ราย โดยรัฐบาลได้ประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย แต่หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงในวงกว้าง ได้มีการเตรียมแผนรองรับและช่วยเหลือคนไทยไว้แล้ว ทั้งการประสานเที่ยวบินพาณิชย์ในกรณีจำนวนไม่มาก รวมถึงแผนอื่นรองรับหากจำเป็น