“ทูตอิหร่าน” รับอยู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ซัดลอบสังหารผู้นำน่ารังเกียจ
วันที่ 4 มี.ค. 69 H.E. Dr.Nassereddin Heidari เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงรายละเอียดและจุดยืนต่อเหตุการณ์สู้รบที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง
นัสเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในระหว่างเหตุการณ์การรุกรานระลอกใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและไม่มีความชอบรรรม ซึ่งกระทําต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดมาตรา 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน โดยสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลจงใจมุ่งโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอธิปไตยซึ่งก็คือผู้นําสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน “อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี“ อิหร่านจึงถือว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการก่อการร้ายที่ขี้ขลาดเพราะเป็นการจู่โจมโดยตรงต่อหลักการพื้นฐานที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทซ ซึ่งรวมถึงข้อห้ามในการใช้กําลัง, การเคารพในความเท่าเทียมทางอธิปไตย, สิทธิที่จะไม่ถูกละมิดและความคุ้มกันของประมุขแห่งรัฐ
นี่คือการยกระดับสงครามที่อันตรายและไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรทัคฐานพื้นฐานที่สุดของความเป็นรัฐและการดำเนินงานอย่างอารยะในหมู่มวลมนุษยชาติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประมุขแห่งรัฐถือเป็นตัวแทนอธิปไตยของชาติและต้องได้รับสิทธิในการไม่ถูกละเมิด การให้เกียรติและความคุ้มกัน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระ ดังนั้นการจงใจมุ่งเป้าไปที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจึงถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานที่ใช้ปกครองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอย่างร้ายแรงและไม่เคยมีมาก่อน การกระทำที่ถือเป็นการก่อการร้ายอย่างชัดเจนนี้ ไม่เพียงแต่ละเมิดหลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นมา แต่ยังเป็นการเปิด "กล่องแพนโดร่า" ที่เป็นอันตราย ซึ่งจะกัดกร่อนรากฐานความเท่าเทียมทางอธิปไดยและเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศ
นอกจากที่ “อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี“ จะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้วยังเป็นผู้นําทางศาสนาซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูงของชาวมุสลิมหลายสิบล้านคนในภูมิภาคและทั่วโลก การกระทําที่ถือเป็นการก่อการร้ายครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงและผู้กระทําผิดต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เหตุการณ์นี้ไม่ได้ลบล้างสิทธิอันชอบธรรมที่มีมาแต่กําเนิดในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชนตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 ว่าด้วยสิทธิในการป้องกันตัวเอง
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เริ่มรุกรานเมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา การโจมตีทางการทหารได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือนรวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล อุปกรณ์และบุคลากรบรรเทาทุกข์ซึ่งนําไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จํานวนมากรวมถึงผู้หญิงและเด็กตลอดจนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจํานวนมาก ซึ่งนี่คือหลักฐานที่ชัดเจนของ "อาชญากรรมสงคราม" และ "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" ซึ่งสหประชาชาติต้องเร่งดำเนินการเพื่อยุติเหตุการณ์และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
สําหรับความสูญเสียหรือโศกนาฏกรรมในวันแรกของการรุกราน มีการทำลายโรงเรียบประถมศึกษาในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่ามีนับ ส่งผลให้นักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 165 คน โดยมีการกู้ร่างขึ้นมาจากซากปรักหักพังหลังใช้ความพยายายามบรรเทาทุกข์หลายชั่วโมงและในวันเดียวกันมีการโจมตีที่ส่งผลให้เหล่านักเรียนเสียชีวิตในเมืองอื่นๆทางตะวันออกของเตหะราน และเมืองเอบแย็ก
โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม มีการโจมตีมุ่งเป้าไปที่อาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง และโรงพยาบาลในเตะหราน, อาห์วาซ และเมืองอื่นๆ รวมถึงอาการที่พักอาศัย ต่อมาในวันที่ 2 และ 3 มีนาคม มีการชิงขีปนาวุธใส่ย่านที่พักอาศัยที่มีประชากรหนาแน่นทางตะวันตกของอิหร่าน ซึ่งการกระทำเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและเป็นการเพิกเฉยต่อการพิจารณาด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะการ เคารพต่อสิทธิในชีวิตของพลเรียน
เบื้องหลังการเจรจาทางการทูตและกลลวงซึ่งการเจรจาที่ไม่ได้เกิดจากความจริงใจโดยการรุกรานทั้งหมดนี้ถูกจัดฉากขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาทางการทูตเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการเจรจาเหล่านี้เช่นเดียวกับการเจรจารอบก่อนหน้าเป็นเพียง "ปฏิบัติการหลอกลวง" ที่มีการตัดสินใจจะโจมตีอิหร่านไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่นายเนทันยาฮูเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" แต่การรุกรานนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับอิสราเอลเป็นอันดับแรก และพร้อมจะสละเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายที่เลวร้ายของระบอบอิสราเอล ทั้งที่อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ
แม้อิหร่านจะตระหนักถึงเจตนาอันเลวร้ายของสหรัฐฯ จากประสบการณ์ในอดีต แต่อิหร่านก็ยังยอมเข้าสู่การเจรจาเพื่อทำตามหน้าที่ต่อระบบระหว่างประเทศและทุกประเทศทั่วโลกเพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของชนชาติอิหร่านว่าไม่มีความทะเยอทะยานในการ ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเพื่อขจัดความกำกวมหรือข้ออ้างที่ไร้ความชอบธรรมที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะใช้ในการรุกราน อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการทางการทูตด้วยความสุจริตใจและจริงจังทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม
อย่างไรก็ตามสงครามรุกรานต่ออิหร่านก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดคือปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านส่งผลให้ในปัจจุบัน อิหร่านอยู่ใน "สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ" (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อของการรุกราน อิหร่านจึงมีสิทธิทุกประการที่จะป้องกันตนเอง ด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าสงครามรุกรานนี้จะยุติลง.