โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ด้อมส้มจะเอาให้ได้! จากชลบุรีถึงบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 20.14 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 08.01 น.

การเลือกตั้งสส. ปี 2569 จบลงด้วยผลคะแนนที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายชนะ ขณะที่พรรคส้มซึ่งมีกระแสสนับสนุนแรงในโลกออนไลน์ก่อนวันเลือกตั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนแรงเชียร์ให้กลายเป็นจำนวนที่นั่งตามที่คาดหวังไว้ได้

ความต่างระหว่างเสียงเชียร์ในโซเชียลกับตัวเลขหน้าคูหา จึงกลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองทันทีหลังประกาศผล

เขต 1 จังหวัดชลบุรี ถูกหยิบขึ้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดัน มีการยื่นคำร้องขอนับคะแนนใหม่ ตั้งข้อสังเกตเรื่องไฟฟ้า พัดลมหยุดหมุน และบรรยากาศระหว่างการนับคะแนน กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ขยายตัวรวดเร็ว พร้อมคำเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการ คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบพยานหลักฐาน และชี้แจงว่าไม่พบเหตุอันควรให้นับคะแนนใหม่ หลายคำร้องไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง บางส่วนเป็นเพียงคำบอกเล่า ผลพิจารณาเป็นไปตามกรอบกฎหมาย

แต่แทนที่เรื่องจะยุติ ประเด็นกลับขยับจากการขอนับใหม่เขตเดียว ไปสู่คำถามระดับกระบวนการ และไม่นาน บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งก็ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นใหม่

คำที่ถูกหยิบมาย้ำคือ “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยตรงและลับ หลักการนี้ไม่มีใครปฏิเสธ

คำถามคือ บาร์โค้ดทำให้ความลับหายไปจริงหรือไม่

ต้องเริ่มจากหน้าที่ของมันก่อน บาร์โค้ดมีไว้ควบคุมการพิมพ์และการกระจายบัตร เพื่อให้รู้ว่าบัตรมาจากเล่มใด หน่วยใด ป้องกันบัตรปลอม บัตรสอด หรือบัตรที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 เปิดช่องให้กำหนดรหัสหรือเครื่องหมายพิเศษในบัตรเพื่อป้องกันการปลอมแปลง

นี่คือมาตรการควบคุมเอกสาร ไม่ใช่มาตรการติดตามผู้ลงคะแนน และตราบใดที่ไม่มีระบบใดผูกบัตรกับชื่อบุคคล หลักความลับของการลงคะแนนก็ยังคงอยู่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

และบัตรที่มีลักษณะเช่นนี้ก็ถูกใช้มาแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ปีนั้นพรรคส้มเป็นฝ่ายชนะ ไม่ปรากฏเสียงเคลื่อนไหวว่าหลักความลับถูกทำลาย แต่พอปี 2569 แพ้เลือกตั้ง ประเด็นเดียวกันกลับถูกขยายเป็นเรื่องใหญ่ คำถามจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงว่า ปัญหาอยู่ที่กลไก หรืออยู่ที่ผลลัพธ์

ฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยอธิบายว่า หากบัตรแต่ละใบมีหมายเลขเฉพาะ และหากหมายเลขนั้นเชื่อมโยงกับต้นขั้วที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน ก็อาจย้อนกลับได้ว่าใครเลือกใคร นี่คือจุดที่หลายคนกังวลจริง ๆ

ต้องอธิบายให้เข้าใจแบบตรงไปตรงมา ต้นขั้วมีหมายเลขเรียงลำดับจริง และผู้มาใช้สิทธิต้องลงลายมือชื่อจริง แต่ไม่มีขั้นตอนใดบันทึกว่า “คนนี้ได้บัตรหมายเลขใด”

หมายเลขอยู่ในเล่มบัตร ลายเซ็นอยู่ในบัญชีรายชื่อ ไม่มีเอกสารใดจับคู่สองอย่างนี้เข้าด้วยกัน

ตรงนี้คือหัวใจของหลักความลับ เพราะเมื่อไม่มีการจับคู่ตั้งแต่ต้น กระบวนการก็ถูกออกแบบให้แยก “ตัวคน” ออกจาก “ตัวบัตร” โดยสิ้นเชิง

การที่ตัวเลขมีอยู่ ไม่ได้แปลว่าถูกผูกกับตัวบุคคล หากไม่มีการสร้างข้อมูลจับคู่ตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีจุดเริ่มต้นให้ย้อนกลับ

มีภาพในสื่อออนไลน์ที่สแกนบาร์โค้ดแล้วขึ้นตัวเลข ทำให้หลายคนตกใจ เพราะดูเหมือนระบบดึงข้อมูลกลับมาได้ ต้องแยกให้ออกว่าสิ่งที่สแกนได้คือ “เลขของบัตรใบนั้น” เท่านั้น บาร์โค้ดทุกชนิดคือการเข้ารหัสตัวเลข เมื่อสแกนก็อ่านเลขออกมา เหมือนสแกนสินค้าที่ร้านแล้วขึ้นรหัสสินค้า

เลขที่ขึ้นมาไม่ใช่ชื่อคน ไม่ใช่เลขบัตรประชาชน และไม่ใช่ข้อมูลว่าใครเลือกใคร มันคือเลขประจำเอกสาร

ความลับของการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีตัวเลขใดเลย แต่หมายความว่าไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงบัตรใบนั้นกลับไปยังตัวบุคคลได้ หากไม่มีฐานข้อมูลผูกเลขนั้นกับชื่อ ต่อให้รู้เลข ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นของใคร

ยิ่งดูขั้นตอนหลังลงคะแนน ความเป็นไปได้ในการติดตามยิ่งไกลออกไป หลังจากกาเสร็จ บัตรถูกพับก่อนหย่อนลงหีบ บาร์โค้ดอยู่ด้านใน ระหว่างนับคะแนน เจ้าหน้าที่คลี่อ่านคะแนน แล้วพับกลับก่อนรวบรวมทุกใบ บัตรทั้งหมดถูกรวมกัน ไม่มีลำดับ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีใครรู้ว่าใบไหนหย่อนก่อนหรือหลัง

ทันทีที่บัตรตกลงในหีบ มันก็กลายเป็นกระดาษนิรนามใบหนึ่งในกองกระดาษจำนวนมาก ความเชื่อมโยงกับตัวผู้ใช้สิทธิถูกตัดขาดตั้งแต่วินาทีนั้น

ถ้าจะตามรอยใคร ต้องรู้ก่อนว่าเขาได้หมายเลขใด แต่ไม่มีใครรู้ตั้งแต่ต้น จะเปิดดูทุกใบก็ไม่ช่วย เพราะไม่รู้ว่ากำลังหาอะไร

การอ้างว่า “อาจตรวจสอบย้อนหลังได้” ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจะเริ่มจากจุดใด หากไม่มีข้อมูลจับคู่ตั้งแต่ต้น การเชื่อมโยงก็ไม่มีฐานให้เกิดขึ้น และหลักความลับก็ไม่ได้ถูกทำลายตามที่กล่าวอ้าง

มีการเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่ถูกสั่งให้เป็นโมฆะ เพราะการจัดคูหาทำให้ผู้อื่นมองเห็นการลงคะแนน กรณีนั้นช่องละเมิดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เห็นได้ทันที

กรณีบาร์โค้ดแตกต่างโดยสาระ เพราะไม่มีใครมองเห็นว่าใครกาอะไร และไม่มีระบบใดบันทึกผูกหมายเลขกับชื่อผู้ใช้สิทธิไว้ตั้งแต่ต้น จึงไม่เกิดการเปิดเผยความลับในเชิงโครงสร้างเหมือนปี 2549

อีกข้อโต้แย้งหนึ่งคือ ต่อให้ไม่มีขั้นตอนจับคู่ในระบบปกติ แต่หากผู้มีอำนาจรัฐต้องการ ก็อาจสืบค้นได้

ตรงนี้ต้องถามให้ชัดว่า จะสืบค้นไปเพื่ออะไร การรู้ว่าใครเลือกพรรคใดหรือกาเบอร์ใด ไม่ได้เปลี่ยนผลคะแนนที่นับเสร็จแล้ว ไม่ได้เพิ่มที่นั่งให้ฝ่ายใด และไม่สามารถทำให้ผลเลือกตั้งย้อนกลับได้

ในทางปฏิบัติ แรงจูงใจที่ชัดเจนของระบบคือการป้องกันบัตรปลอมและการทุจริต ไม่ใช่การตามตัวผู้ลงคะแนน เพราะสิ่งหลังไม่มีประโยชน์ต่อการจัดการเลือกตั้ง และขัดต่อหลักการที่กฎหมายตั้งไว้เอง

เมื่อเรียงเหตุการณ์ตั้งแต่ชลบุรีมาถึงบาร์โค้ด รูปแบบของกระแสจึงเห็นชัด จากการขอนับคะแนนใหม่ในพื้นที่หนึ่ง ขยายไปสู่ข้อสงสัยระดับประเทศ และบางกระแสถึงขั้นเรียกร้องให้นับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ

การตั้งคำถามทำได้ การตรวจสอบทำได้ แต่การกล่าวว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับถูกทำลาย ต้องมีข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นกว่าความกังวล

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่า มีการบันทึกผูกหมายเลขบัตรกับชื่อผู้ใช้สิทธิ และยังไม่มีหลักฐานว่ามีกลไกใดย้อนจากบัตรไปถึงตัวบุคคล

ตราบใดที่ไม่สามารถเชื่อมโยงบัตรกับตัวผู้ลงคะแนนได้จริง หลักความลับของการเลือกตั้งก็ยังคงอยู่

บาร์โค้ดมีไว้ควบคุมบัตร ไม่ได้มีไว้สืบค้นว่าใครกาเบอร์อะไร

ผลการเลือกตั้งอาจทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดหวังได้ แต่ความผิดหวังไม่อาจแทนที่หลักฐาน และประเด็นเรื่องความลับต้องถูกวัดด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ด้วยแรงอารมณ์ทางการเมือง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...