ปลุกระดมประชาชนพิฆาตตั๋วใบที่ 2 ตั้งรัฐบาลประชาชน 270 เสียง สั่งตายการเมืองเก่า
ปลุกระดมประชาชนพิฆาตตั๋วใบที่ 2 ตั้งรัฐบาลประชาชน 270 เสียง สั่งตายการเมืองเก่า วางสเปครมต.พรรคร่วมขั้นเทพ เน้น “ตรงปก-ขาวสะอาด”
วันที่ 25 ม.ค. 69 สำนักข่าว The Room 44 รายงานถึง “รัฐบาลประชาชน”ที่จะเกิดขึ้นหลังปิดหีบเลือกตั้งช่วงเย็นวันที่ 8 ก.พ. 2569 เมื่อ “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แม่ทัพใหญ่พรรคประชาชน(ปชน) แสดงความ “มั่นใจเกินร้อย ชนะเลือกตั้ง” ระหว่างตระเวนช่วยผู้สมัครสส.ค่ายส้มที่ ภาคเหนือ โดยผนึกพลังกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงค่ายส้มที่รับบทเป็นนักรบ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ทำหน้าที่หลังบ้าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทัพเสริม รวมกับนักรบทหารราบค่ายส้มทั่วประเทศ เพื่อปลุกกระแสทลายการเมืองเดิมๆ โครงสร้างบริหารแบบเก่า
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ขณะนี้พรรคปชน.มาไกลกว่าคำว่าชนะการเลือกตั้ง โดยมีโจทย์ใหญ่คือ “ตั้งรัฐบาลประชาชนให้ได้” จะจัดตั้งรัฐบาลได้จริงต้องชนะขาดระดับหนึ่ง อย่างน้อยทิ้งห่างจากพรรคที่ได้อันดับ 2 ประมาณ 20-30 เสียงขึ้นไป เพื่อการันตีความมั่นคงของเสียงที่เข้มแข็ง พรรคปชน.ถึงพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การตั้งรัฐบาลประชาชนได้สำเร็จตามธง ต้องมีเสียงเข้มแข็งมากพอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพื่อทลายวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิม ที่จัดสรรโควตารัฐมนตรีตามจำนวนสส. และแบ่งงบประมาณแผ่นดิน โฉมหน้ารัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่ตรงปกที่เข้าไปดำรงตำแหน่งในแต่ละกระทรวง การทำงานไม่สอดประสาน ทั้งที่ปัญหาของประชาชน อาจต้องทำงานข้ามกระทรวงกันได้ เราเห็นปัญหานี้ท่ามกลางที่ประเทศต้องออกจากวิกฤติต่างๆ ทั้งภัยพิบัติ สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ โจทย์ๆ ทุกกระทรวงต้องทำงานสอดประสาน ถึงได้เปิดโฉมหน้าว่าที่ครม.รัฐบาลประชาชน เข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชนและแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์พยายามย้ำตลอดการให้สัมภาษณ์ว่า “ต้องชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลประชาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างพรรคปชน.ที่เป็นการเมืองใหม่ โดยเปิดทีมบริหารรัฐบาลประชาชน มีความรู้ตรงปก พร้อมกับผู้สมัครสส.ในพื้นที่ทั้ง 400 คน ไม่มีใครมีเบื้องหลังมาจากทุนใหญ่ ทุนเทา หรือมุ้งใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา เข้ามาทำงานการเมือง ใครอยากสัมผัสโฉมหน้ารัฐบาลที่มีฐานอำนาจมาจากสส. ไม่ยึดโยงทุนใหญ่ ทุนเทา มุ้งใหญ่ ขอเทเสียงให้พรรคปชน.อย่างถล่มทลาย เพื่อการันตีตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน
เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคปชน.เตรียมจัดตั้ง “รัฐบาลประชาชน” ประมาณ 270 เสียง ตรงนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร นายณัฐพงษ์ระบุว่า จริงๆอาจไม่ได้ให้ตัวเลขเป๊ะต้องเป็นกี่เสียง แต่ให้โดยหลักได้ถึงคำว่า ชนะขาด ของเรา อย่างน้อยขั้นต่ำทิ้งห่างอันดับ 2 สัก 20-30 เสียงขึ้นไป เพื่อทำให้พรรคอันดับรองลงมาปฏิเสธพวกเราได้ยากขึ้น ยิ่งตอนนี้เท่าที่ติดตามความเห็นของทุกพรรคบนเวทีดีเบต ทุกคนพร้อมยอมรับกติกาในระบบรัฐสภา พรรคอันดับ 1 ต้องได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน ฉะนั้นโจทย์พรรคปชน.ไม่ได้มองแค่มาเป็นอันดับ 1 เท่านั้น เรามั่นใจสามารถมาเป็นอันดับ 1 ได้ แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าต้อง ชนะให้ขาดมากเพียงพอ
เมื่อถามว่าพรรคปชน.ชัดเจนถ้ามาเป็นอันดับ 2 ไม่โหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย และพร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แต่พรรคปชน.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดึงพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ระบุว่า เราไม่ใช้วิธีการดึงใคร แต่ขอกางคล้ายๆ ทีโออาร์ให้เห็นถึงเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลประชาชน เปิดให้แต่ละคนมายื่นซองบิดประมูลเหมือนเดิม ใครที่ให้ข้อเสนอได้ดีที่สุด เช่น หลักการไม่ยอมรับรัฐมนตรีมีประวัติสีเทา ถ้าคุณยังเสนอชื่อคนมีประวัติแบบนี้มา ผมคงยอมรับไม่ได้ ในทางกลับกันเราไม่ได้ไปยื่นมือว่าจะเลือกใคร แต่พยายามกางเงื่อนไข ดูพรรคไหนยอมรับเงื่อนไขได้ และพร้อมให้ข้อเสนอที่ดีกว่า
เมื่อถามลงลึกอีกนิดว่า ค่ายส้มมาเป็นอันดับที่ 1 พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสร่วมรัฐบาลประชาชนได้ นายณัฐพงษ์ระบุว่า โดยเงื่อนไข ณ ตอนนี้ ถูกต้องครับ แต่รัฐมนตรีที่มาดำรงตำแหน่งต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ตรงสายงาน ไม่มีประวัติสีเทา ทำงานข้ามกระทรวงได้ เป็นเงื่อนไขที่ต่ำมากตามสากลโลกในประเทศที่พัฒนาแล้วทำกัน ถึงเวลาเข้ามาบริหารประเทศแล้วมีมูลบ่งชี้ หรือ เชื่อได้ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องสีเทา ทั้งส่วย สินบน เงินใต้โต๊ะ ทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณแผ่นดิน “ตัวผมที่เป็นนายกฯสั่งปลดออกทันที” ถ้าไม่ยอมก็เปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาล หากดึงพรรคอื่นเข้ามาแทนแล้วเสียงไม่ถึงยุบสภาเลือกตั้งใหม่
เมื่อถามถึงกลุ่มที่ส่งสัญญาณพิเศษยังถกเถียงไม่ตกผลึก อยากลองให้พรรคปชน.ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ได้ยินกระแสข่าวนี้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ระบุว่า มีเสียงสะท้อนมาบ้าง แต่ดีครับอยากให้ลองดูว่าเราตั้งใจอย่างไร ถ้าลองแล้วทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เชื่อว่าคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 อยู่สถานะก็จะดีขึ้น ประชาชนให้การยอมรับมากขึ้น เชื่อว่าถ้าไปในทิศทางนี้ ทุกคนอยู่ในที่ตั้งของตัวเองได้อย่างสงบสันติ เกิดการเปลี่ยนผ่านทำให้สังคมไทยก้าวหน้า และทุกคนมีความสุขไปพร้อมๆ กัน
ส่วนกรณีแม่ทัพส้มเคยระบุสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดแรงมาก แต่พรรคภูมิใจไทยถูกตั้งข้อสังเกตมีลมแห่งสัญญาณพิเศษแรงมาก เตรียมปรับกระบวนท่าอย่างไร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ นายณัฐพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมาเราเชื่อในพลังประชาชน เราเอาชนะความเป็นไปไม่ได้มาทุกครั้ง ครั้งนี้ทุกคนยังปรามาสชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ผมเชื่อมั่นถ้าประชาชนเข้มแข็งมากพอ ตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน แต่ถ้าเชื่อว่าคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 เอาชนะพลังของตั๋วใบที่ 1 ได้เสมอ แบบนี้ไม่ต้องเลือกตั้ง ปล่อยให้คนถือตั๋วใบที่ 2 ปกครองประเทศไป
เมื่อพูดถึงสัญญาณพิเศษ ก็ต้องดูว่าพรรคปชน เมื่อผ่านด่านแรกโดยได้รับเสียงสนับสนุนมากพอได้ เชื่อมั่นผู้มีอำนาจไม่กล้าปฏิวัติรัฐประหาร แต่คงมีกระบวนการนิติสงครามอื่นๆ ทั้งหมดพรรคปชน.บริหารความเสี่ยงเอาไว้ทั้งหมด คำว่านิติสงครามหมายถึงคดีจริยธรรม 44 ขุนพลค่ายส้มหรือไม่ นายณัฐพงษ์ระบุว่า คดีที่รับรู้ตามการรายงานข่าวของสื่อมวลชนและที่ได้รับรู้มา ที่ฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว เราบริหารความเสี่ยงไว้หมดแล้ว ทั้งคดีจริยธรรม คดีสส.เดิมที่ติดตัวอยู่ ได้บริหารความเสี่ยงโดยย้ายบางส่วนลงสมัครสส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นถ้าผ่านการเลือกตั้ง และถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จริง หรือถูกดำเนินคดีต่อจริง สามารถลาออกจากสส.บัญชีรายชื่อ และขยับลำดับถัดไปขึ้นมา ไม่กระทบกับจำนวนสส.พรรคปชน.ในสภาชุดหน้าแน่ ส่วนคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกฯของผม และน.ส.สิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตฯนายกฯอีกคน ขอบอกว่าคดีจริยธรรมไม่ว่าโดนสั่งหรือไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีผลใดๆต่อคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกฯ จนกว่าศาลฎีกาชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า ถ้าตัดสินเป็นลบในตอนนั้น มีโทษถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต แต่ศาลฎีกากว่าจะพิจารณาสะเด็ดน้ำเมื่อเทียบเคียงคดีอื่นในอดีต กินเวลาประมาณครึ่งปีถึง 2 ปี หากกรณีเลวร้ายที่สุด พรรคปชน.ยังมีแคนดิเดตฯ นายกฯถึง 3 คน โดยคนที่ 3 นามว่านายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ไม่มีความเสี่ยงทางคดีใดๆทั้งสิ้น คดีบนสมรภูมินิติสงคราม ปชน.อุดช่องว่างเอาไว้หมด รับรองคะแนนที่ประชาชนเลือกไม่ตกน้ำหายไปไหนแน่
ส่วนกรณีเลวร้ายสุด แม่ทัพค่ายส้มถูกนิติสงครามเล่นงานจนถูกเล่นย้อนหลัง ลายเซ็นที่เซ็นส่งผู้สมัครสส.ทั้งหมดมีโอกาสโดนด้วยให้ตกเป็นโมฆะ มองตรงนี้อย่างไร นายณัฐพงษ์ระบุว่า ทีมกฎหมายพรรคปชน.พิจารณาหมดแล้วเห็นว่าไม่เกี่ยว ยิ่งเมื่อย้อนในอดีตที่พรรคอื่นโดนนิติสงครามในลักษณะแบบนี้ ไม่ได้ส่งผลถึงสส.คนอื่น
ส่วนคำว่า “ล้มสถาบัน” เป็นอีกข้อกล่าวหาที่ค่ายส้มพยายามมชี้แจงต่อสังคม ล่าสุดสังคมเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร นายณัฐพงษ์ระบุว่า โดยประสบการณ์ตั้งแต่หลังยุบสภามาจนถึงวันนี้ ที่เหลือประมาณ 2 สัปดาห์กว่าๆ จนถึงวันเข้าคูหา เชื่อว่าทำได้ดีขึ้นทุกวัน ประชาชนเข้าใจมากขึ้นทุกวัน สังเกตได้จากการลงพื้นที่ก็ไม่ค่อยมีคนข้ามาถามประเด็นนี้แล้ว ต้องขอบคุณทางสื่อมวลชนที่ช่วยกันสะท้อนเสียง ช่วยกันเผยแพร่คำอธิบายของเรา เชื่อว่าประชาชนก็น่าติดตามข้อมูลข่าวสาร และรู้ข้อมูลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น