โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัชกาลที่ 6 ทรงลดโทษคณะ ร.ศ. 130 “เราไม่ได้มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้ายต่อพวกนี้”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 08.09 น.
คณะ ร.ศ. 130 ในงานศพ 17 วีรชนปราบกบฏบวรเดชที่ท้องสนามหลวง กุมภาพันธ์ 2476 (แถวหน้าจากซ้าย) ร.ต. จรูญ ษตะเมษ ร.ต. โกย วรรณกุล ร.อ. เหล็ง ศรีจันทร์ ร.ต. ถัด รัตนพันธุ์ ร.ต. จรูญ ณ บางช้าง ร.ต. สอน วงษ์โต ร.ต. เปลี่ยน ไชยมังคละ (แถวหลังจากซ้าย) ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ร.ท. จือ ควกุล ร.ต. บ๋วย บุณยรัตพันธุ์ ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. ศิริ ชุณห์ประไพ นายอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา

รัชกาลที่ 6 ทรงลดโทษคณะ ร.ศ. 130 “เราไม่ได้มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้ายต่อพวกนี้”

ก่อน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นปีอภิวัฒน์สยาม มี“คณะ ร.ศ. 130” ประกอบด้วยกลุ่มนายทหารหัวก้าวหน้า ข้าราชการ และคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย และต้องการยกระดับประเทศให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่ทำสงครามชนะรัสเซียใน พ.ศ. 2448

คณะ ร.ศ. 130 เห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นชนะ เพราะมีข้าราชการ และราษฎรที่ฉลาด รู้จักกิจการบ้านเมือง และรักประเทศชาติของตนอย่างยิ่ง

ความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองสยาม เกิดขึ้นเมื่อครั้งบรรดานายทหารหนุ่มศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนนายร้อย เรื่องนี้ ร้อยตรี เนตร พูนวิวัฒน์ เลขานุการคณะ ร.ศ. 130 เล่าถึงช่วงที่ได้ศึกษาในโรงเรียนนายร้อยว่า

“ทุกคนมีสิทธิที่จะคุยการเมืองได้ทุกแห่ง ตลอดถึงระบอบการปกครองหรือลัทธิ แม้แต่ทูลกระหม่อมจักรพงษ์ (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ-ผู้เขียนบทความออนไลน์) ก็ดี พระยาเทพหัสดินก็ดี เมื่อเข้าสอนวิชายุทธวิธีในห้องเรียน ท่านก็สอนลัทธิการเมืองของหลายประเทศ ประกอบด้วยลัทธิไหนดี ท่านก็ชมเชย ลัทธิไหนชั่ว ท่านก็ติเตียน ทำไมลูกศิษย์จะนำมาคุยและถกเถียงกันไม่ได้เล่า”

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จึงรวมตัวกันก่อตั้งสมาคม ซึ่งภายหลังมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 50 คน เฉพาะสมาชิกที่เป็นนายทหารหนุ่มมีเช่น ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์), ร้อยโท จรูญ ณ บางช้าง, ร้อยโท จือ ควกุล, ร้อยตรี เนตร พูนวิวัฒน์, ร้อยตรี เขียน อุทัยกุล เป็นต้น

การประชุมเพื่อหารือเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2454 (นับตามปฏิทินเก่า) หลังจากนั้นก็ประชุมอีกหลายครั้ง ซึ่งเมื่อเทียบปีดังกล่าวเป็น ร.ศ. ก็จะได้ 130 เป็นที่มาของการเรียกว่า คณะ ร.ศ. 130 นั่นเอง

การประชุมของคณะ ร.ศ. 130 มีใจความหลักเป็นการพูดถึงข้อดีข้อเสียของการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองแบบญี่ปุ่น คือ “ลีมิตเต็ดมอนากี้” (Limited Monarchy) ที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือจะเป็นการปกครองแบบฝรั่งเศสคือ “รีปับลิ๊ก” (Republic) ซึ่งเป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะได้ดำเนินการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงการปกครองใด ๆ สมาชิกคณะ ร.ศ. 130 ก็ถูกจับกุมตัว หลังการประชุมครั้งแรกเพียงเดือนเศษเท่านั้น ดังที่ “กายสิทธิ์” นามปากกาของร้อยตรี สอน วงษ์โต หนึ่งในคณะ ร.ศ. 130 เขียนในหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์เป็นตอน ๆ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2475 ว่า (จัดย่อหน้าใหม่ และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)

“ได้เริ่มประชุมคิดการเปลี่ยนแปลงประเพณีปกครองแผ่นดินครั้งกระนั้น เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2454 (ร.ศ. 130) เป็นวันแรกและได้ประชุมกันเรื่อย ๆ มาอีกหลายครั้ง มีการโต้เถียงกันระหว่างสมาชิกว่า การที่จะเปลี่ยนประเพณีการปกครองแผ่นดินครั้งนี้ จะดำเนิรให้เป็นไปอย่างลดพระอำนาจพระเจ้าแผ่นดินอยู่ใต้พระธรรมนูญหรือจะกระโดดจนสุดยอดเป็นประชาธิปตัยทีเดียว

ผลที่สุดก็ตกลงกันอย่างเด็ดขาดแล้วว่า ยังไม่เหมาะแก่กาละสมัยจะเป็นประชาธิปตัย ควรลดอำนาจพระอำนาจพระเจ้าแผ่นดินอยู่ใต้พระธรรมนูญก่อน

แต่ผลการตกลงของคณะเก่าซึ่งได้คิดครั้งกระโน้นยังไม่ทันผลิดอกออกผล ถูกคนที่เขาได้กินน้ำสาบานเข้าเป็นสมาชิกแล้วตีตนออกห่างแอบเข้าฟ้องร้องคณะรัฐบาลเก่าโดยลับ ๆ จนถึงเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 (ร.ศ. 130) คณะรัฐบาลจึงจัดการจับกุม”

รัชกาลที่ 6 ทรงลดโทษคณะ ร.ศ. 130

คราวนั้นจับกุม“คณะปฏิวัติ ร.ศ. 130” จำนวน 97 คน แบ่งเป็น นายทหารบก 89 นาย นายทหารเรือ 3 นาย พลเรือนสังกัดกระทรวงยุติธรรม 4 คน พลเรือนสังกัดกระทรวงกลาโหม 1 คน สอบปากคำ 12 วัน จนถึงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2454 และสรุปคำพิพากษาโทษเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2455 (ร.ศ. 131)

คณะสอบสวนมีคำพิพากษา โดยแบ่งผู้ต้องหาเป็น 5 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 ประหารชีวิต 3 นาย ชั้นที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต 20 นาย ชั้นที่ 3 จำคุก 20 ปี 32 นาย ชั้นที่ 4 จำคุก 15 ปี 6 นาย และชั้นที่ 5 จำคุก 12 ปี 30 นาย

ข้อหาฉกรรจ์ ที่คณะ ร.ศ. 130 ได้รับการพิพากษา มีใจความสำคัญคือ

“เมื่อได้ความตามทางที่พิจารณาดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าวินิจฉัยได้ว่าเรื่องนี้เดิมทีเดียวดูเหมือนสมาคมนี้ตั้งขึ้นเพียงจะเปลี่ยนการปกครองบ้านเมืองแต่ส่วนเดียว แต่ครั้งพิจารณาละเอียดลงไปกลับได้ความว่าสมคบกันเพื่อการประทุษร้ายต่อพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย บุคคลบางคนถึงแม้ว่าจะไม่มีเจตนาโดยตรงที่จะประทุษร้ายต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยก็ดี ถึงกระนั้นก็ได้สมรู้เป็นใจช่วยปกปิดความประสงค์ของสมาคมเสีย มิได้นำเอาความนั้นมาร้องเรียนขึ้น”

เมื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลดหย่อนผ่อนโทษ ดังความว่า

“เห็นว่า กรรมการพิเศษพิพากษาลงโทษพวกเหล่านี้ ชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายทุกประการแล้ว แต่ว่าความผิดของพวกเขาเหล่านี้มีข้อสำคัญที่จะกระทำร้ายต่อตัวเรา เราไม่ได้มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้ายต่อพวกนี้ เห็นควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเป็นอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินจะยกให้ได้…”

เหตุที่รัชกาลที่ 6 ทรงลดโทษคณะ ร.ศ. 130 ด้วยทรงเห็นว่า ปัจจัยที่เป็นเหตุให้นายทหารกลุ่มนี้คิดเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาจากปัญหาในระบบราชการกองทัพ และปัญหาด้านการศึกษา คือ เรื่องตำแหน่งที่มีจำกัดในกองทัพ

พระองค์ทรงมองว่า ชนชั้นสูง และพระราชวงศ์มีข้อได้เปรียบในการเข้ารับราชการในกองทัพ ทำให้สามัญชนที่ได้รับการศึกษา และเป็นข้าราชการรุ่นใหม่ รู้สึกว่าถูกปิดกั้นโอกาสอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่มุมมองของผู้ก่อการคณะ ร.ศ. 130 นั้นแตกต่างออกไป

ท้ายสุด ผู้ต้องหาทั้ง 91 คน ก็ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ดังนี้ ชั้นที่ 1 ประหารชีวิต 3 นาย ให้ลดลงเป็นโทษชั้นที่ 2 คือ จำคุกตลอดชีวิต ชั้นที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต 20 นาย ให้ลดลงเป็นโทษชั้นที่ 3 คือ จำคุกมีกำหนด 20 ปี ส่วนนักโทษชั้นที่ 3-5 จำนวนรวม 68 คน ให้รอลงอาญา

หลังรัชกาลที่ 6 ทรงลดโทษคณะ ร.ศ. 130 แล้ว ต่อมาได้ลดหย่อนผ่อนโทษตามความประพฤติ และวาระพิเศษต่าง ๆ กระทั่งถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ซึ่งเป็นวันที่รัชกาลที่ 6 ทรงครองราชย์ครบ 15 ปี จึงปล่อยตัวคณะ ร.ศ. 130 ทั้งหมด รวมเวลาอยู่ในเรือนจำ 12 ปี 6 เดือน

คณะ ร.ศ. 130 ที่มีชีวิตอยู่ถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีใครบ้าง?

สมาชิกคณะ ร.ศ. 130 ที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มี 19 คน ได้แก่

ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) (เสียชีวิต พ.ศ. 2502)

ร้อยโท จรูญ ณ บางช้าง (เสียชีวิต พ.ศ. 2494)

ร้อยตรี เจือ ศิลาอาสน์ (เสียชีวิตก่อน พ.ศ. 2503)

ร้อยโท จือ ควกุล (เสียชีวิต พ.ศ. 2487)

ร้อยตรี เขียน อุทัยกุล (เสียชีวิตก่อน พ.ศ. 2503)

ร้อยตรี ถัด รัตนพันธุ์ (เสียชีวิต พ.ศ. 2487)

ร้อยตรี เหรียญ ศรีจันทร์ (เสียชีวิต พ.ศ. 2513)

นายอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา (เสียชีวิต พ.ศ. 2480)

ร้อยตรี เนตร พูนวิวัฒน์ (เสียชีวิต พ.ศ. 2523)

ร้อยตรี สอน วงษ์โต (เสียชีวิตราว พ.ศ. 2522)

ร้อยตรี จรูญ ษตะเมษ (เสียชีวิตหลัง พ.ศ. 2517)

ร้อยโท ทองดำ คล้ายโอภาส (เสียชีวิตราว พ.ศ. 2511)

ร้อยตรี บ๋วย บุณยรัตพันธุ์ (เสียชีวิต พ.ศ. 2498)

ว่าที่ร้อยตรี ศิริ ชุณห์ประไพ (เสียชีวิตก่อน พ.ศ. 2503)

ว่าที่ร้อยตรี โกย สุวรรณกุล (เสียชีวิต พ.ศ. 2514)

พันตรี หลวงวิฆเนศร์ประสิทธิ์วิทย์ (อัทย์ หะสิตะเวช) (เสียชีวิต พ.ศ. 2506)

ร้อยตรี บุญ แตงวิเชียร (เสียชีวิตหลัง พ.ศ. 2503)

ร้อยตรี หรี่ บุญสำราญ (เสียชีวิตหลัง พ.ศ. 2480)

ร้อยตรี เปลี่ยน ไชยมังคละ (เสียชีวิต พ.ศ. 2508)

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน กล่าวกับคณะ ร.ศ. 130 ที่มีชีวิตอยู่จนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่า

“พวกผมถือว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องกันมาจากการกระทำเมื่อ ร.ศ. 130 จึงขอเรียกคณะ ร.ศ. 130 ว่าพวกพี่ ๆ ต่อไป”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นริศ จรัสจรรยาวงศ์. 2475 ราสดรส้างชาติ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2566.

รวินทร์ คำโพธิ์ทอง. “คณะ ร.ศ. 130 แนวคิด ข้อเรียกร้อง และการถูกจับกุม”. เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์. เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2569.

วิลาสินี สิทธิโสภณ, เรียบเรียง. “เหตุการณ์ ร.ศ. 130”. เว็บไซต์ฐานข้อมูลพระปกเกล้า. เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2569.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 มกราคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 6 ทรงลดโทษคณะ ร.ศ. 130 “เราไม่ได้มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้ายต่อพวกนี้”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...