สูตร (ไม่) ลับตั้งเป้าหมายในปี 2022 อย่างไรไม่ให้เฟล
เหลืออีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2021 แล้ว จำได้ไหมว่าตั้ง ‘เป้าหมาย’ อะไรไว้ในตอนต้นปีบ้าง แล้วทำสำเร็จเหมือนที่วางไว้หรือเปล่า หากคุณทำสำเร็จเราก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะ เก่งมากๆ เลย!
.
แต่ถ้าหากคุณเป็นอีกคนที่ต้องพูดว่า ‘ปีหน้าเอาใหม่’ ก็อย่าเพิ่งท้อใจไป
.
ข้อมูลจาก U.S. News & World Report ในปี 2015 บอกว่า มีคนเพียง 20% เท่านั้นที่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ได้ ส่วนอีก 80% ล้มเลิกความตั้งใจไปตั้งแต่เข้าสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ในปีใหม่แล้ว จะเห็นได้ว่า เราก็ไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย
.
อย่างไรก็ตาม พอเห็นแบบนี้หลายคนที่กำลังจะเขียนลิสต์เป้าหมายในปี 2022 ก็คงจะกังวลแล้วว่าเราจะทำสำเร็จไหม จะเป็นอีกปีที่เราต้องพูดว่า ‘ปีหน้าเอาใหม่’ หรือเปล่า วันนี้ Mission To The Moon เลยมีสูตร ‘ตั้งเป้าหมาย’ ปีหน้ามาฝากกัน ว่าตั้งเป้าหมายอย่างไรถึงจะไม่เฟลแบบปีก่อนๆ
.
.
1) เยอะไปก็ไม่ดี!
.
หลายคนมีสิ่งที่อยากทำมากมายในชีวิต อันนั้นก็อยากทำ อันนี้ก็อยากพัฒนาตนเอง ช่วงต้นปีเลยเขียนลิสต์ออกมาซะยาวเหยียด การเป็นคนทะเยอทะยานไม่ใช่เรื่องผิด แต่เรารู้หรือไม่ว่าการตั้งเป้าหมายไว้เยอะๆ ไม่ได้ทำให้เราดูขยัน ดูแอคทีฟ แต่กลับทำให้เรารู้สึกท่วมท้น (Overwhelmed) อยู่ในใจ จนสุดท้ายก็อาจทำไม่สำเร็จสักอย่าง เพราะทุกเป้าหมายดูสำคัญไปหมดจนเราเลือกทำไม่ถูกเลย
.
ยิ่งไปกว่านั้น การมีเป้าหมายเยอะทำให้เราไม่ค่อยโฟกัส เมื่อเราเริ่มรู้สึกเบื่อเป้าหมายที่ทำอยู่ มีแนวโน้มว่าเราอาจหันไปทำเป้าหมายอื่นแทนอย่างกะทันหัน เพราะตัวเลือกเราเยอะ แต่การเปลี่ยนเป้าหมายแบบฉับพลันแบบนี้มีราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งก็คือ ‘เวลา’ และ ‘สมาธิ’ ที่เราเคยทุ่มเทไว้กับเป้าหมายอันแรก
.
ดังนั้น ก่อนจะตั้งเป้าหมายให้ไตร่ตรองและถามตัวเองดีๆ ว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคืออะไรลิสต์ออกมาแค่พอประมาณ สัก 3-5 ข้อก็พอ
.
.
2) เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ
.
เมื่อเราดูเป้าหมายที่อยู่ในลิสต์ของเรา หลายครั้งเราเริ่มคิดว่า “เป้าหมายนี้ดูยิ่งใหญ่เกิน เราจะทำได้สำเร็จไหม” ซึ่งความคิดนี้จะวนเวียนอยู่ในหัวจนเรารู้สึกเฟล แล้วอาจจะจบที่เราเลิกพยายามทำตามเป้าหมายไปเลย
.
ทีนี้ เราลองดูเป้าหมายนั้นอีกครั้ง แล้วมองหาขั้นตอนเล็กๆ ที่นำไปสู่เป้าหมายนั้น เช่น ในปีหน้า เราจะนอนก่อนห้าทุ่ม แน่นอนว่า เราไม่สามารถบังคับร่างกายให้หลับอย่างง่ายดายเหมือนเวลาเรากดชัตดาวน์คอมพิวเตอร์ได้
.
เราจะต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมทีละเล็กทีละน้อย เช่น เราจะปิดโทรศัพท์มือถือก่อนห้าทุ่ม งดดื่มชาหรือกาแฟหลังหนึ่งทุ่ม อ่านหนังสือก่อนนอน ทำสมาธิให้ใจสงบ ซึ่งก้าวเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราทำเป้าหมายสำเร็จแบบไม่บังคับตัวเองมากไป
.
.
3) ตั้งเป้าหมายแบบ “3 ควรทำ 1 อยากทำ”
.
แบ่งเป้าหมายที่เราลิสต์เอาไว้เป็นสองหมวด หมวดแรกคือ เป้าหมาย 3 ข้อที่เราควรทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองว่าสำคัญและส่งผลต่อชีวิตเรามากที่สุด เช่น เรียนรู้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น
.
ต่อมาคือ เป้าหมายที่เราอยากทำ แม้จะเป็นแค่ความอยาก แต่เป้าหมายนี้ก็ยังสำคัญต่อใจเรา เพราะมันอาจช่วยให้เรามีความสุขกับชีวิตมากขึ้น เช่น เรียนวาดรูป แต่เราอาจจะต้องคำนึงถึงสถานการณ์อื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงผลกระทบหากเราไม่ได้ทำ ซึ่งบางเป้าหมายอาจเลื่อนระยะเวลาออกไปก่อนก็ได้
.
.
4) ทำเป้าหมายให้ง่ายและสนุกไปกับมัน
.
หลายครั้งที่เป้าหมายในหมวด “ควรทำ” มีแต่เรื่องยากๆ มีแนวโน้มที่เราจะท้อจนทำไม่สำเร็จ สถิติจากเว็บ Statista ในปี 2019 แสดงให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมแบบสอบถามส่วนใหญ่มักล้มเลิกเป้าหมายที่ตั้งใจในช่วง 2-4 เดือนหลังเริ่มทำ และมีเพียง 9% เท่านั้นที่สามารถทำได้สำเร็จ
.
แต่ถ้าเป้าหมายในหมวดนี้มีความสำคัญต่อชีวิตเรามากๆ วิธีแก้ไขที่พอทำได้ก็คือ “ทำให้มันสนุกสิ” โดยเราจะเลือกสิ่งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้ว และเลือก “ตัวกระตุ้น” ให้เรามีใจอยากทำ และอาจลงมือทำแบบไม่รู้ตัว ซึ่งตัวกระตุ้นนี้สามารถเป็นการกระทำที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาลุกไปเข้าห้องน้ำ ตื่นนอน หรือกำลังจะเข้านอน เปิดโทรทัศน์
.
เทคนิคนี้เรียกว่า “Temptation Bundling” ซึ่งเป็นการทำเป้าหมายที่ยากให้สนุกขึ้นด้วยการผนวกสิ่งที่เราชอบเข้าไป เช่น ถ้าเราชอบดูโทรทัศน์ แล้วปีหน้าเราอยากออกกำลังกายให้มากขึ้น เราอาจตั้งไว้ว่า ทุกครั้งหลังเราเปิดโทรทัศน์ เราอาจจะออกกำลังกายท่าง่ายๆ สักท่าขณะรอโทรทัศน์ติด เช่น แกว่งแขนสัก 10 ครั้ง เป็นต้น
.
.
5) ใช้แผน 4W เมื่อต้องตั้งเป้าหมายยากๆ
.
หากหาตัวกระตุ้นก็แล้ว ลองทำให้สนุกก็แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป้าหมายยังยากเกินกว่าจะอยากลุกไปทำ ลองหันกลับมาคิดและทบทวนตัวเองอีกครั้งผ่าน "แผน 4W" กันดีไหม!
.
Why: ทำไมเราต้องทำเป้าหมายนี้ และมีจุดประสงค์อะไร นี่จะช่วยให้เราเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จ และไม่ย่อท้อไปก่อน
.
Who: มีใครเป็นผู้ร่วม บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนทำเป้าหมายที่ตั้งไว้คนเดียวสักหน่อย ลองชวนคนรอบข้าง หรือเพื่อนๆ ที่สนิทมาร่วมกันทำเป้าหมายให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่เราสามารถเคลียร์แผนที่วางไว้ ยังสามารถเพิ่มความสนิทสนม ความสัมพันธ์ให้มากขึ้นอีกด้วย
.
What: เราต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมืออะไรบ้างถึงจะบรรลุเป้าหมาย การมองหาเครื่องมือไว้แต่แรกจะช่วยให้เราทำตามเป้าหมายได้ดีขึ้น เช่น เราอยากลดน้ำหนักโดยการวิ่ง แต่การจะออกไปวิ่งข้างนอก หรือไปที่ฟิตเนสเราจะต้องสวมหน้ากากอนามัยไว้ตลอด ทำให้ออกกำลังกายไม่สะดวก ดังนั้น เราอาจจะต้องมองหาลู่วิ่งไฟฟ้าไว้ที่บ้านสักเครื่องแทน
.
How: เราจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร บางเป้าหมายคือการเพิ่ม Soft Skill ซึ่งมาจากการฝึกนิสัยตัวเอง เราจึงต้องวางแผนว่า เราจะใช้วิธีอะไรให้เรามีทักษะที่ต้องการ เช่น เราอยากมีทักษะความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เราจะต้องหาวิธี Input ข้อมูลหรือเรื่องราวน่าสนใจจากสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น รวมถึงฝึกตัวเองให้คิดนอกกรอบ อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับข้อบังคับ
.
เมื่อเรารู้วิธีตั้งเป้าหมายแบบทำได้จริงแล้ว ก็ได้เวลาหันกลับไปเช็กลิสต์เป้าหมายที่เราเขียนไว้ แล้วเลือกสิ่งที่อยากจะทำ หรือหากยังไม่ได้เขียน ลองนำสูตรไม่ลับนี้มาใช้ตั้งเป้าหมาย เพื่อให้เรามีกำลังใจทำตามเป้าหมายปี 2022 เพิ่ม Self-esteem ให้ตนเอง และหลังเราทำเป้าหมายสำเร็จ อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยล่ะ
.
.
เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ:
- เหนื่อยกับการไปถึงเป้าหมาย ทำอย่างไรดี?: https://bit.ly/33zsH1j
- 8 กลยุทธ์เล็กๆ ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น: https://bit.ly/3ISwerC
.
.
อ้างอิง
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#softskill