โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The 1975 กับอัลบั้มใหม่ที่พวกเขาอยากเล่าเรื่องการเมือง ความรัก และสังคมโซเชียล

The MATTER

อัพเดต 05 เม.ย. 2566 เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2566 เวลา 11.00 น. • Entertainment

ทุกการปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะ และเสียงการตอบรับของทัวร์คอนเสิร์ต The 1975: At Their Very Best สร้างการพูดคุยเกี่ยวกับวงและนักร้องนำอยู่เสมอ

แมตตี้ ฮีลีย์ (Matty Healy) นักร้องนำของวงดนตรีร็อคจากแมนเชสเตอร์ ตกเป็นที่พูดถึงอยู่เสมอไม่ว่าในมุมใด ทั้งวิดีโอไวรัลจูบกับแฟนคลับอายุ 22 ปีบนเวที ไปจนถึงชายผิวขาวมาดร็อคสตาร์สูบบุหรี่ ขี้หลี และหน้าราวกับเมาแอ๋ตลอดเวลา เป็นภาพที่โดนกระแสตีกลับเป็นประจำเมื่อโลกและค่านิยมของสังคมดำเนินมาถึงปัจจุบัน

แต่ในจำนวนตัวหนังสือที่เรามี คงไม่อาจวิเคราะห์ แจกแจงการกระทำและแนวคิดทั้งหมดตลอดเวลาที่ผ่านมาของแมตตี้ เพื่อประกอบร่างใหม่และพิพากษาว่าคนคนนี้เป็นคนดีหรือไม่ดี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นจากทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้รวมไปถึงอัลบั้มล่าสุดของพวกเขา ไม่ว่าจะดีหรือแย่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือความซื่อสัตย์ที่แสดงออกมาผ่านมุกตลกลามก การเสียดสีที่ตรงไปตรงมา และคาบอยู่บนเส้นของความเกือบล้มที่ยังไม่ล้ม

ก่อนคอนเสิร์ตเริ่มราวๆ 30 นาที เราเห็นทีมงานจำนวนหนึ่งในความมืดจัดแจงปูพรม วางเครื่องเล่นแผ่นเสียง กระถางต้นไม้ และขวดไวน์ ซึ่งกลายเป็นเพื่อนรักติดมือของเขาตลอดการแสดงหลังจากจอฉายภาพขาวดำจับภาพเขาเดินออกจากห้องแต่งตัวมาบนเวที แม้จะไม่มีพื้นหลังเป็นฉากบ้านเหมือนการตกแต่งเวทีในประเทศอื่นๆ แต่เราอาจมองได้ว่านี่คือการผายมือเพื่อบอกว่าพื้นที่บนเวทีแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่แมตตี้และวงกำลังจะแสดงอย่างเป็นส่วนตัวที่สุด ไม่ว่าจะเซอร์และดูแปลกประหลาดขนาดไหน

ตั้งแต่เพลงแรกในเซ็ตลิสต์ The 1975 ซึ่งเป็นเพลงแรกในอัลบั้มล่าสุด Being Funny in A Foreign Language ก็ป่าวประกาศโทนของการแสดงครั้งนี้และอัลบั้มได้อย่างชัดเจน เป็นเพลงที่แม้จะมีโทนดนตรีที่ร่าเริงสดใส เนื้อหาคือมุมมองของชายวัย 33 ปีที่ตกอยู่ในโลกเดินเร็วและตกลงไปอยู่ในโลกที่เขาเข้าใจได้ไม่ทันท่วงที การพูดอย่างไม่ทันคิด วิธีที่คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตกับความโศกเศร้าและเจ็บปวด

“ฉันเห็นใจเธอ หากเธอยังมีชีวิตและอายุสิบเจ็ดปี”

(I’m sorry if you’re living and you’re seventeen)

ในเพลงนี้เราแทบจะเห็นความงุนงงของเขาต่อโลกอันเชื่อมต่อกันผ่านโซเชียลมีเดีย พื้นที่ที่แมตตี้เรียกว่า “การไถหน้าจอนรก” เราเห็นการใช้คำใหญ่โตต่อกันเป็นพรืด การขุดชิ้นส่วนของตัวเองเพื่อนำไปทำกำไร การเล่นคำที่อาจเป็นคำวิพากษ์เกี่ยวกับการวิ่งตามความสำเร็จและชีวิตที่คงที่ผ่านสกุลเงินคริปโต ซึ่งเป็นดั่งการวิ่งสับขาหลอกจนเราไม่มั่นใจแน่ว่าเสียงที่เขาพูดเขาอยู่ฝั่งใด ประชดประชันหรือจริงใจ (หรือทั้งสองอย่างต่างกันขนาดไหน) แต่คำที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนคือ

“คนรุ่นใหม่ได้รับลูกหลง”

(with young people as collateral)

นอกจากนั้น เพลงใน Being Funny in A Foreign Language นี้ยังพูดถึงการเมืองและสภาพสังคมของสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งชุนชนทฤษฎีสมคบคิดขวาจัด QAnon หรือการวิพากษ์ว่าฝันอเมริกันดูดกลืนความพึงพอใจในตัวเองของเขาไป ซึ่งอาจจะยกมือเถียงขึ้นมาได้ว่าแล้ววงแมนเชสเตอร์จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับการเมืองอเมริกา? แต่คำถามจริงๆ อาจจะเป็นแล้วเราคนไหนจะไม่รู้สึกถึงมัน เมื่อโลกของเราเชื่อมต่อกับมหาอำนาจเช่นนั้น และค่านิยมของพวกเขาก็แทรกซึมออกไปทั่วโลกผ่านสื่อออนไลน์และระบบทุนนิยม?

เช่นเดียวกันกับเพลงที่ดูชื่อแล้วนึกว่าจะเป็นเพลงรักหวานจ๋อยอย่าง Looking For Somebody (To Love) แต่เมื่อฟังและอ่านเรื่องราวของมัน เราจึงรู้ว่าเบื้องหลังเพลงจังหวะซินธิไซเซอร์ถี่กระชับสไตล์เพลงปี 80s นี้ซ่อนไปด้วยความเจ็บปวดของวัยรุ่นตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา นั่นคือการเล่าถึงเหตุการณ์กราดยิงและเหตุที่มันเกิดขึ้นในมุมมองของพวกเขา

ในขณะที่เพลงพูดถึงผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งผู้เสียชีวิต ญาติ เพื่อน หรือคู่รักที่เพิ่งพบกัน สิ่งที่วง The 1975 พูดถึงอีกอย่างคือผู้ก่อเหตุ แม้จะพูดถึงอยู่ในไม่กี่บรรทัด แต่เราเข้าใจได้ทันทีว่าเขาหมายถึงกลุ่มหัวรุนแรงที่เชื่อว่า โครงสร้างสังคมเฟมินิสต์ทำให้คนที่มีรูปร่างหน้าตาแบบพวกเขาไม่มีที่ยืน หรือที่เราเรียกว่า Incel นั่นเอง

“ใครบางคนที่ไร้แรงปรารถนา ไอ้คนที่ไม่มีใครเอา ท่านสุภาพบุรุษที่มือกำปืน มองหาใครสักคนที่จะรัก”

(Somebody lacking in desire. The type you just don’t fuck. A supreme gentleman with a gun in his hand, looking for someone to love.)

ตามแต่วิธีการที่คนจะอ่านและตีความ ด้วยข้อจำกัดของรูปแบบในการเขียนเพลง อาจมองเนื้อเพลงท่อนนี้ได้ว่า ‘สงสาร’ ผู้ก่อเหตุมากเกินไป แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นมุมมองที่แสดงถึงความเข้าใจในธรรมชาติของเหล่าผู้ก่อเหตุที่ไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก เพราะการเข้าใจนั้นไม่เท่ากับการเห็นใจ เพราะความเข้าใจนั้นเป็นก้าวแรกสู่การป้องกันที่มีประสิทธิภาพและการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปัญหาที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เช่นนี้

ในโปรเจ็กต์ The Violence Project โดย จิลเลี่ยน ปีเตอร์สัน (Jillian Peterson) และ เจมส์ เดนส์ลี (James Densley) นักอาชญาวิทยาที่ศึกษาเรื่องการกราดยิงโดยเฉพาะ เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการกราดยิงในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1966 จนถึงปัจจุบัน พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมักเป็นคนที่ไปถึงจุดวิกฤต ผ่านความสิ้นหวัง ความเกลียดชังในตัวเอง การตัดขาดจากผู้คน การโดนสังคมขับออก ซึ่งหากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที คนที่ตกอยู่ในสภาวะนั้นอาจจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย แต่สำหรับกรณีของนักกราดยิง แทนที่ผู้กระทำจะจบชีวิตตัวเอง พวกเขานำความเกลียดชังที่มีหันสู่ผู้อื่นแทน

บ่อยครั้งความเกลียดชังเหล่านั้น จะหันไปยังกลุ่มคนที่พวกเขาเกลียดชังแต่แรกอยู่แล้ว ความคิดเห็นทางการเมืองของพวกเขามักเป็นส่วนหนึ่งของการก่อเหตุ เหยื่อจำนวนมากจึงเป็นผู้หญิงหรือคนชายขอบ

แม้จะเป็นเพลงและอัลบั้มที่ดูหดหู่ แล้ว The 1975 มีทางออกจากสถานการณ์หดหู่เหล่านี้ยังไง? จริงๆ มันก็อาจจะเป็น sub-text ที่อยู่ใจกลางของเพลงเมื่อครู่แล้ว ตามสไตล์ของวงที่เป็นที่รู้จักในประเด็นของเพลงรักสำหรับเหล่า hopeless romantics ทางออกของพวกเขาคือความรัก

แน่นอนว่าอ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะพับคอมหรือโยนโทรศัพท์ไปให้ไกล แต่สภาวะของโลกในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน การประชดประชันถากถาง การด่วนสรุป และความขัดแย้งหลากหลายรูปแบบไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ การขวานผ่าซากชูสัญลักษณ์สันติภาพพร้อมป้าย Make Love, Not War แบบฮิปปี้ แม้จะดูเชยและหวานเลี่ยน แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราหลายคนตามหา? จะเสียหายอะไรถ้ามนุษย์รักกันมากขึ้น? จะเสียหายอะไรหากเราแต่ละคนเป็นมนุษย์อย่างซื่อสัตย์ต่อกันมากขึ้น? ไม่ว่าจะด้านที่สังคมยอมหรือไม่ยอมรับก็ตาม

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นสารที่มีความ The 1975 สุดๆ

อ้างอิงข้อมูลจาก

politico.com

theviolenceproject.org

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Proofreader: Taksaporn Koohakan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...