เปิดที่มาสำนวนจีน 'คนทำมิสู้ฟ้าลิขิต' วิรัตน์ เย้ยบิ๊กตู่ ทำมา 8 ปี คนได้ดีคือลุงป้อม
เปิดที่มาสำนวนจีน ‘คนทำมิสู้ฟ้าลิขิต’ วิรัตน์ เย้ยบิ๊กตู่ ทำมา 8 ปี คนได้ดีคือลุงป้อม
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สืบเนื่องจากที่ นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย (สร.) อภิปรายในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 และได้กล่าวถึงสำนวนจีนตอนหนึ่งว่า “คนทำมิสู้ฟ้าลิขิต ลุงตู่ทำมา 8 ปี คนได้ดีคือลุงป้อม”
โดยคำว่า คนทำมิสู้ฟ้าลิขิต มาจากสำนวนจีนโบราณจากนิยายสามก๊กของหลอกว้านจง ที่ระบุว่า คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต (人算不如天算) เป็นคำพูดของขงเบ้ง ที่หมายถึง ‘วางแผนอย่างไรก็สู้ชะตาไม่ได้’
เป็นสำนวนที่มีอยู่ในเรื่องราวในศึกทุ่งราบหวู่จ้าง ซึ่งเป็นศึกสุดท้ายในชีวิตของขงเบ้ง และเป็นการบุกวุยก๊กครั้งที่ 5 ของเขาในหน้าประวัติศาสตร์ แต่เป็นครั้งที่ 6 ในนิยายสามก๊ก
หลอกว้างจง เล่าว่าขงเบ้งตั้งใจกับสงครามครั้งนี้มาก และเคยเอ่ยปากว่าถ้าไม่ชนะจะไม่ยกทัพกลับมาจ๊กก๊กอีก ในประวิติศาสตร์ก็อธิบายไว้คล้ายกันว่า ขงเบ้งเตรียมพร้อมการรุกรานครั้งนี้เป็นอย่างดี นอกจากจะใช้วิทยาการวัวยนต์ในการขนเสบียงแล้ว เขายังเตรียมให้พวกทหารเตรียมทำไร่ทำนา เพื่อหาดินแดนในศัตรูด้วย
ในนิยายสามก๊ก ขงเบ้งพยายามล่อสุมาอี้ให้ออกมาจากค่ายเพื่อต่อสู้กันเพื่อให้รู้แพ้รู้ชนะ แต่สุมาอี้ก็เฉยเสีย สุดท้ายขงเบ้งจึงให้ทหารแกล้งแพ้ จนสุมาอี้ยกกองทัพใหญ่ออกมาตีค่าย ขงเบ้งล่อสุมาอี้และกองทัพวุยล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่สุมาอี้กลับไม่ตายเพราะว่าฝนตกลงมาพอดี
อย่างไรก็ตาม พงศาวดารทั้งหลาย อย่างพงศาวดารราชวงศ์จิ้น และพงศาวดารสามก๊กไม่ได้กล่าวถึงการต่อสู้ดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย สุมาอี้ยังคงอยู่ในค่ายเช่นเดิม ไม่มีการไปหลอกเผาทัพใดๆเกิดขึ้นทั้งสิ้น ทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่หลอกว้านตกแต่งขึ้นมาเอง
นอกจากนี้ยังมีสำนวนที่เกี่ยวข้องกับ “คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต” คือ “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” ซึ่งเป็นคำพูดจากขงเบ้งเช่นเดียวกัน
สำหรับที่มาของคำกล่าวนี้ รศ.ดร.ณัฐกริช เปาอินทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA) ภาคพิเศษ จังหวัดนครราชสีมา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ศูนย์การศึกษาสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เคยอธิบายไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2562 โดยคาดว่ามาจากช่วงเวลาในการตัดสินใจของขงเบ้งว่าจะไปช่วยงาน เล่าปี่ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าเมืองซินเอี๋ย และต้องใช้ความพยายามถึง 3 ครั้งในการไปเชิญขงเบ้ง จนขงเบ้งต้องใจอ่อนตัดสินใจมาช่วยงานตน
ส่วนวลีที่บอกว่า “ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน” นั้น เป็นคำกล่าวที่บ่งบอกถึงความนึกคิดของ ขงเบ้ง ในการตัดสินใจไปช่วยเล่าปี่ เพราะ ขงเบ้ง รู้ว่า วาสนาของเล่าปี่นั้นคงไปไม่ถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน คำว่า “วาสนา” ในที่นี้ ขงเบ้ง ประเมินจาก วิธีคิด วิธีการทำงาน จากการสนทนา ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลม ขงเบ้ง รู้ทันทีว่า การทำงานของ เล่าปี่ นั้นใช้ “ใจ” เป็นหลัก มากกว่าการสร้าง “ระบบ” และ “กลไก” ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ขงเบ้งรู้ว่าตนเองต้องทำงานอย่างนัก และ อาจต้องแลกกับการเจ็บไข้ได้ป่วยจนต้องรากเลือกเสียชีวิตในวัยที่ยังไม่ชรานัก แต่นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้ขงเบ้ง จะมีสติปัญญาที่สูงส่ง แต่การตัดสินใจของขงเบ้งนั้น อยู่บนหลักการแห่งหัวใจ ใช้ความดี และความพยายามเป็นที่ตั้งนั่นเอง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ‘วิรัตน์’ ยกสำนวนจีนเย้ยบิ๊กตู่ แฉกองทัพปล่อยกัมพูชารุกล้ำชายแดน รมว.กลาโหมเอี่ยว?