อาจารย์มธ. รุมอวยยศ ‘The Ruling game’ ชำแหละชนชั้นนำ โกยวิธี 'ชิงอำนาจ' มาทั้งอุษาอาคเนย์
อาจารย์ มธ. รุมป้ายยา ‘The Ruling game’ มัดรวบเคสชนชั้นนำ-อำนาจ ยกมาทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ ฟันธงคุ้ม! เข้มข้นจนเบื่อไม่ลง
เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการงานเสวนาเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ “The Ruling Game: ชนชั้นนำและอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผลงานของ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล จากคณะศิลปศาสตร์และสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และ รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เข้าร่วม ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
รศ.ดร.ดุลยภาค ผู้เขียน The Ruling Game กล่าวว่า ในหนังสือเล่มนี้มีด้วยกัน 4 บท บทแรกจะเป็นแนวคิด ทฤษฎีชนชั้นนำ ซึ่งยังไม่ได้ลึกมาก เป็นในแง่ของคอนเซ็ปต์พื้นฐาน และในบทที่ 2 จะขยับเข้ามาสู่เรื่องของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ว่าด้วยเรื่องของชนชั้นนำในบริบทประวัติศาสตร์ เอเชียตะวันออกเชียงใต้ ที่อาจจะไม่ได้ใหม่อะไรมาก
“ถ้าอ่านแล้วก็จะสัมผัสได้ว่า ข้อมูลดึงมาจากงานที่โดดเด่นในแต่ละชิ้น ที่เคยมีมาก่อนหน้า แล้วมาประมวลประกอบเข้าด้วยกัน
สิ่งที่อยากพิสูจน์คือ เอเชียตะวันออกเชียงใต้ในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกยุคทุกสมัยมีการแบ่งชนชั้นเสมอ โดยแบ่งเป็น ชนชั้นปกครองและชนชั้นผู้ถูกปกครอง จุดเด่นในบทนี้ก็จะมีการพูดถึงการเมือง มณฑล ปริมณฑลแห่งอำนาจ ทฤษฎีมันดาลา การเมืองการปกครองในยุคอาณานิคม กับหลังอาณานิคม โดยเน้นภาพไปที่ชนชั้นนำ” รศ.ดร.ดุลยภาคชี้
อ่านข่าว :‘ดุลยภาค’ ซูมชุดความคิดบิ๊กตู่ – ‘อรอนงค์’ ส่องความเป็นไปได้ ‘บิ๊กป้อมปฏิรูปกองทัพ’
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกบทหนึ่ง ซึ่งทางสำนักพิมพ์มติชนบอกว่าคือไฮไลต์ของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ ‘กลุ่มก้อนชนชั้นนำในเอเชียตะวันออกเชียงใต้’ ซึ่งยกมา 4 กลุ่มคือ กษัตริย์ ทหาร นักการเมือง และนักธุรกิจ
“แน่นอนว่ามีข้อจำกัด เพราะชนชั้นนำนั้นยังมีกลุ่มอื่นๆ อีกที่จะต้องกล่าวถึงบ้าง เช่น นักบวชทางศาสนา พระสงฆ์ ซึ่งในหลายหลายประเทศก็มีบทบาททางการเมือง หรือพวกดาราที่บางทีก็กระโจนเข้าสู่วงการการเมืองได้
“แต่ผมเลือกมาเฉพาะ 4 กลุ่มเพื่อให้การนำเสนอในหนังสือมีปริมาณเนื้อหาที่พอเหมาะพอควร ไม่มากจนเกินไป ให้สมดุลกับบทอื่นๆ และคิดว่า 4 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง” รศ.ดร.ดุลยภาคอธิบาย
รศ.ดร.ดุลยภาคระบุว่า บทสุดท้าย เป็นบทที่ภูมิใจมากที่สุด เพราะเป็นการดึงชั้นเชิง เทคนิครัฐศาสตร์ ดึงการเมืองเปรียบเทียบ เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น การสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าฟ้างุ้ม ของผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว
“มันพิเศษว่าจะมีรัฐมาร์กซิสม์ที่ไหนเน้นเอาวีรกษัตริย์ขึ้นมา เป็นวีรชนก็จะเห็นชัดกว่า ทำไมถึงมีวิธียอพระเกียรติสร้างอนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุ้มอย่างเอิกเกริก จัดโดยชนชั้นนำมาร์กซิสม์ ซึ่งก็ถูกดึงเข้ามาวิเคราะห์ด้วยเป็นกรณีศึกษาพิเศษ
“และไฮไลต์บทสุดท้ายคือ ผมเอาแนววิเคราะห์ของแลรี่ ไดมอนด์ นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง มาแบ่งระบบการเมืองในโลกออกเป็นหลายๆ กลุ่ม 5-6 ชนิด แล้วผมก็ใส่สตอรี่เกี่ยวกับชนชั้นนำในแต่ละประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือนำเรื่องราวของชนชั้นนำ ใน 11 ประเทศของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) มาใส่เข้าไปในชุดจำแนกประเภทของ แลรี่ ไดมอนด์” รศ.ดร.ดุลยภาคอธิบาย
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวทิ้งท้ายว่า คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ภาพเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ศึกษาในมุมมองชนชั้นนำและอำนาจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่รวบรวมเคสจาก 11 ประเทศ มาได้ค่อนข้างครบ โดยมีแนวคิดทฤษฎีรองรับ
“แม้กระทั่งพวกเราไปอ่านบทที่ 3 เรื่องกลุ่มก้อน ชนชั้นนำ แนวคิดทหารกับการเมือง แนวคิดเกี่ยวกับนักการเมือง แนวคิดเกี่ยวกับการขยายอำนาจของนักธุรกิจ ก็มีสอดแทรกให้เห็นหมด อ่านแล้วก็น่าจะทั้งไม่เบื่อด้วย และได้ความเข้มข้นในเชิงทฤษฎีด้วย” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว
ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล จากคณะศิลปศาสตร์และสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รศ.ดร.ดุลยภาค เป็นคนใช้ภาษาได้อย่างรุ่มรวย อย่างตอนที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ จะนึกไม่ออกว่าภาษาไทยใช้อะไร เวลาเห็นอาจารย์ใช้ จึงรู้ว่าแปลแบบนี้
“ได้ความรู้หลายอย่างมาก เป็นหนังสือที่ครอบคลุมเนื้อหา 11 ประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่อาจารย์สามารถทำให้มันขมวดจบได้ ภายในหนังสือหนึ่งเล่มเป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอน เป็นตำรา ที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในห้องเรียนอย่างเดียว
“ข้อมูลที่ได้สามารถเอาไปใช้ได้หลายระดับ ส่วนตัวก็คิดว่าจะให้นักศึกษาที่ตัวเองสอนอ่านเหมือนกัน เพราะสามารถใช้ในวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเชียงใต้ ทั้งโบราณและร่วมสมัย รวมถึงวิชาอื่นๆ ในหลักสูตรเอเชียตะวันออกเชียงใต้” ผศ.ดร.อรอนงค์กล่าว
ผศ.ดร.อรอนงค์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ค่อนข้างชอบ คือกรอบที่นำมาใช้แบ่งชนชั้นตามอำนาจ หรือกรอบการเมืองในอุษาคเนย์ ซึ่งดูน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้มีแบ๊กกราวด์ด้านรัฐศาสตร์ก็สามารถรู้สึกได้ว่าน่าตื่นเต้น
“หนังสือเล่มนี้ยังถูกใจสายประวัติศาสตร์ เพราะมีแง่มุมของประวัติศาสตร์ ส่วนตัวชอบบทที่ 2 ค่อนข้างมาก เพราะเป็นบทที่ให้แบ๊กกราวด์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ค่อนข้างเยอะ
“เวลาที่เราอ่านจะรู้เลยว่าผู้เขียนคร่ำหวอดในวงวิชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างลึกซึ้งเข้มข้นมากๆ แทบจะรวมผลงานเกี่ยวกับอุษาอาคเนย์ไว้ในเล่มนี้หมดแล้ว ถือเป็นงานที่คุ้มค่ากับการอ่าน” ผศ.ดร.อรอนงค์ทิ้งท้าย
ด้าน รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตำรา เวลาซื้อมาอ่านต้องตระหนักก่อนว่าฟังก์ชั่นของมันคือการเป็นตำรา
“โดยพื้นฐานไม่ได้นำเสนอประเด็นที่ใหญ่ ไม่ได้มีข้อค้นพบใหม่ๆ หากต้องการแบบนั้นควรหาจากงานวิจัย ‘ตำรา’ หน้าที่ของมันคือการกวาดมาว่าองค์ความรู้ ณ ปัจจุบันมีอะไรบ้าง แล้วมาประมวลย่อยในหนังสือ หากท่านอยากจะลงลึกในแต่ละประเด็น ท่านก็สามารถตามไปศึกษาได้จากบรรณานุกรมของผู้เขียน ซึ่งมีที่มาจากหนังสือภาษาฝรั่งเศสด้วย ถือว่าครอบคลุม” รศ.ดร.ภูริชี้
รศ.ดร.ภูริกล่าวอีกว่า ในอนาคต ไม่ใช่แค่สำหรับนักศึกษา แต่สำหรับผู้ที่อยากทำวิจัยเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ให้มาเริ่มต้นที่เล่มนี้
“อาจารย์ได้ให้ภาพรวมของชนชั้นนำ ซึ่งไม่ได้ให้แค่ภาพรวมแต่ได้ให้ลิสต์ที่จะไปต่อยอด ถ้าผมเป็นผู้เริ่มต้นทำงานวิจัย ผมก็คงจะมาเริ่มต้นที่หนังสือของอาจารย์อย่างแน่นอน เพราะหนังสือของอาจารย์มันไม่ใช่แค่เล่มเดียวจบ แต่ในเชิงอรรถยังมีแหล่งให้ไปศึกษาต่อยอดได้อีก” รศ.ดร.ภูริกล่าว
ในขณะที่ ศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ จากคณะศิลปศาสตร์และสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา กล่าวว่า อาจารย์ดุลยภาคเป็นคนเขียนภาษาดี อ่านง่าย งานวิชาการจะเขียนให้อ่านง่ายนั้นยากมาก
“เนื่องจากว่าภาษาวิชาการค่อนข้างยาก โครงสร้างภาษาไทยต่างจากภาษาอังกฤษเยอะ ถ้าอ่านภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นภาษาไทยบางทีจะมีความแปลก อ่านไม่รู้เรื่อง แต่อาจารย์เป็นคนมีความสามารถ สื่อสารเข้าใจ ตรงประเด็น กระชับ ในช่วงที่เป็นศัพท์เฉพาะท่านก็มีการเลือกมาใช้ได้อย่างเฉียบคม ไม่ได้ใช้มากมาย ทำให้เนื้อหาโดยรวมดูน่าอ่าน” ศ.ดร.นภดลเผย