ผบ.ตร.ระบุ คนขับรถเมล์-รถไฟ บาดเจ็บ จนท. ดูแลใกล้ชิด เล็งกวดขันวินัยจราจร
ผบ.ตร. ระบุ คนขับรถไฟ-รถเมล์ บาดเจ็บ จนท. ดูแลใกล้ชิด ชี้หากพบว่าความเร็วรถไฟเกิน 60 กม./ชม.ถือว่าขัดระเบียบต้องถูกดำเนินคดี เผยคุมตัวเจ้าหน้าที่ไม้กั้น ไว้สอบปากคำแล้ว มอง ต้องกวดขันวินัยจราจรคนกรุงเทพฯ
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามเหตุรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางจนเกิดเพลิงลุกไหม้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ สน.มักกะสัน เร่งบริหารจัดการจราจรเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้รถใช้ถนนได้อย่างคล่องตัว รวมถึงประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเคลื่อนย้ายรถเมล์ออกจากขบวนรถไฟ ซึ่งขณะนี้สามารถขยับรถเมล์ออกได้แล้ว เหลือเพียงการเคลื่อนย้ายแผ่นปูนบางส่วน
ผบ.ตร. ระบุว่า ขณะนี้มีการประชาสัมพันธ์ด้านการจราจรให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้สั่งการฝ่ายสอบสวนให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ขับรถไฟและผู้ขับรถเมล์ ในฐานความผิดประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งความคืบหน้าทางคดีดำเนินไปมากพอสมควรแล้ว
เมื่อถูกถามถึงกรณีคนขับรถไฟยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่มีรายงานว่าคนขับรถเมล์เสียชีวิต รวมถึงมีการควบคุมตัวผู้คุมไม้กั้นหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าคนขับรถเมล์ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนขับรถไฟได้รับบาดเจ็บ โดยย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง
สำหรับประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ห้ามรถเข้าใกล้ทางรถไฟในระยะ 5 เมตร รวมถึงประเด็นความเร็วของรถไฟ ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้กำชับให้ตรวจสอบระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถสาธารณะที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น
ทั้งนี้ ผบ.ตร. ระบุว่า จากภาพกล้องวงจรปิดเห็นได้ชัดว่ารถเมล์จอดคร่อมรางรถไฟ ซึ่งไม่ว่าจะมีรถไฟมาหรือไม่ หรือไม้กั้นจะปิดลงหรือไม่ ผู้ขับขี่ก็ควรเว้นระยะจากแนวรางตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านวินัยจราจร
เมื่อถูกถามย้ำว่า การที่รถเมล์จอดคร่อมรางเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า อาจไม่ใช่เพียงเรื่อง “หมิ่นเหม่” แต่การนำรถไปคร่อมบนรางรถไฟเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว เพราะสามารถคาดการณ์ถึงผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ไม้กั้นกับตำรวจจราจรในการเคลียร์เส้นทาง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้สั่งให้ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่คุมไม้กั้นได้มีการประสานแจ้งตำรวจหรือไม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รถไฟที่ทราบว่ากำลังจะเข้าสู่ทางร่วมทางแยก ได้แจ้งเตือนตำรวจจราจรหรือผู้ขับขี่ให้เคลื่อนย้ายรถและอพยพผู้โดยสารหรือไม่ โดยมองว่าหากมีการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที อาจลดความสูญเสียลงได้
ส่วนกรณีข้อสงสัยว่า พนักงานขับรถไฟควรมองเห็นรถที่จอดคร่อมรางในระยะประมาณ 500 เมตรหรือไม่ และเข้าข่ายประมาทหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องรอผลสอบสวนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ระยะทาง ความเร็ว และช่วงเวลา รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการแจ้งเตือนให้เคลื่อนรถออกจากรางหรือไม่ และมีการประสานงานกันอย่างไรเมื่อรถไฟใกล้ถึงจุดตัดทางรถไฟ
เมื่อถามว่า คนขับรถเมล์ถือว่ามีความผิดหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า เบื้องต้นมองว่าเข้าข่ายความประมาท เพราะการจอดคร่อมรางรถไฟเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตราย แม้ยังต้องรอการสอบสวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจน แต่จากภาพวงจรปิดเห็นชัดว่ารถเมล์จอดอยู่บนราง ขณะที่รถไฟก็วิ่งมาตามเส้นทางปกติ
สำหรับกระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่า หากรถเมล์ประมาทแล้ว เหตุใดรถไฟจึงไม่หยุด ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องยึดผลการสอบสวนเป็นหลัก โดยจะพิจารณาว่าพนักงานขับรถไฟได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอหรือไม่ ทั้งในเรื่องการชะลอรถ การได้รับสัญญาณเตือน และการรับรู้สภาพการจราจรบริเวณจุดตัด
ท้ายที่สุด ผบ.ตร. ฝากถึงประชาชนให้ใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงจอดรถใกล้แนวรางรถไฟแม้ในช่วงการจราจรติดขัด พร้อมย้ำว่าทุกคนต้องมีวินัยจราจร และร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียลักษณะนี้ขึ้นอีก แม้จะยอมรับว่าอุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่เชื่อว่าสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกฝังวินัยและความตระหนักด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews