โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ฮีลใจในวันฉ่ำฝน @แม่ฮ่องสอน

เดลินิวส์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
บางฤดูกาล ไม่ได้พาเราหนีความวุ่นวาย แต่พาเรากลับมาที่ที่จะได้อยู่กับตัวเองอีกครั้ง…ความสุขและชุ่มฉ่ำของหน้าฝนกำลังจะกลับมาพร้อมสัญญาณของธรรมชาติสู่ห้วงฤดูกาลใหม่ ต้นไม้เริ่มผลิใบเขียวชะอุ่ม ออกเดินทางตามหาความงดงามของธรรมชาติ รีเซ็ตร่างกายและหัวใจตัวเองที่ “แม่ฮ่องสอน” ในหน้าฝนที่เต็มไปด้วยความสดชื่น

เที่ยว 3 หมู่บ้าน ชมวิวนาขั้นบันได เรียนรู้ เรื่องราวกาแฟและเกษตรปลอดสาร ในอำเภอแม่ลาน้อย อีกหนึ่งจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิต ธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3 หมู่บ้าน เริ่มจาก “บ้านดง” ที่ตั้งของโครงการหลวงแม่ลาน้อย ชมความงดงามของนาขั้นบันไดสีเขียวที่โอบล้อมด้วยขุนเขา สูดอากาศบริสุทธิ์และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งปลูกข้าว ผักและผลไม้เมืองหนาว กาแฟ และทอผ้าฝ้ายและผ้าขนแกะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวชมป่าชุมชน คือ ช่วงเดือนธันวาคม-เดือนเมษายน สำหรับการชมทิวทัศน์สวยงามของนาขั้นบันได คือ ช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม

จากนั้นเดินทางสู่ “บ้านห้วยห้อม” หมู่บ้านชาวปกาเกอะญอกลางหุบเขา มีวิถีชีวิตเรียบง่ายตามแบบชุมชนชาวเขา ชาวบ้านนิยมปลูกข้าว เสาวรส ที่นี่ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกและผลิตกาแฟพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพดี เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เดินชมไร่กาแฟและขั้นตอนการผลิตเมล็ดกาแฟ ชมการสาธิตทอขนแกะด้วยมือ จะให้ดีแนะนำให้พักโฮมสเตย์ของชุมชนเพื่อพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในช่วงหน้าฝนยังมีของแถมอย่างนาขั้นบันไดให้ได้ชมด้วย

ก่อนปิดท้ายที่ “บ้านละอูบ” ชุมชนชาวละว้าที่เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ ทั้งป่ากาแฟ วิถีชนเผ่า งานหัตถกรรม และแฟชั่นชุมชนที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ เดิมทีหมู่บ้านนี้มีชื่อว่าโมซัมเบียง ซึ่งแปลว่าภูเขาโมซัมเบียง ส่วนชื่อหมู่บ้านละอูบนั้น ได้มาจากในสมัยที่มีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐเข้ามาสำรวจหมู่บ้านแล้วลืมหรือทิ้งอูบเอาไว้ ตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกษตรปลอดสาร การดูแลผืนป่า และสัมผัสมิตรไมตรีของผู้คนอย่างอบอุ่น เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์การเดินทางที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายและความประทับใจ

เข้ามาที่อำเภอเมืองกับเส้นทางเดินรอบเมืองช้า ๆ ตามวิถี Slow Life ท่ามกลางเมืองเล็กกลางหุบเขา ค่อยๆ ใช้เวลาเดินซึมซับเสน่ห์ของผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเรียบง่าย เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ “ตลาดสายหยุด” ตลาดเช้าพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยอาหารท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน และบรรยากาศอบอุ่นของชาวเมือง

จากนั้นแวะสักการะ “วัดหัวเวียง” วัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าพาราละแข่ง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบพม่าโบราณประจำเมืองที่งดงาม เมื่อครั้งแรกสร้างวัดหัวเวียงมีศาลาการเปรียญถึง 7 หลัง แต่ภายหลังได้ถูกรื้อถอนทั้งหมด และสร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ที่ใช้กันจนถึงปัจจุบันขึ้นมาแทน

และเดินต่อไปยัง “วัดพระนอน” ที่เงียบสงบและงดงามด้วยศิลปะไทใหญ่ ชมสถาปัตยกรรมแบบพม่าที่ผสมผสานวัฒนธรรมชาวไทใหญ่ได้อย่างลงตัว รูปทรงหลังคาวัดแห่งนี้เป็นแบบสองคอสามชายและทรงปานซอยเหมือนวัดพระธาตุดอยกองมู ภายในประดิษฐานพระนอนที่มีความยาว 11 เมตร 90 เซนติเมตร

ช่วงเย็นสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองบน “วัดพระธาตุดอยกองมู” ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง มีพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ คือ พระเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างโดยคหบดี จองต่องสู่ เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของแม่ฮ่องสอน

ก่อนปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นริม “ลำน้ำแม่ฮ่องสอน” สัมผัสสายลมเย็นและบรรยากาศเนิบช้าใจกลางเมือง พร้อมชมภาพสะท้อนอันงดงามของ “วัดจองคำ-วัดจองกลาง” วัดศิลปะไทใหญ่ริมหนองน้ำ ที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เรียบ ง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสงบ และความสุขแบบพอดีในทุกจังหวะ

หรือจะออกไป “บ้านรักไทย” เส้นทางสุดโรแมนติกในหน้าฝนเพราะที่สายหมอกและผืนป่าสีเขียวปกคลุมทั่วหุบเขา เริ่มต้นด้วยการผ่อนคลายที่ “ภูโคลน” สปาโคลนธรรมชาติคุณภาพระดับโลก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 ของโลก เหมาะสำหรับการดูแลผิวและฟื้นฟูร่างกายท่ามกลางธรรมชาติ จากนั้นเดินทางสู่ “ปางตอง 1” แหล่งท่องเที่ยวบรรยากาศเมืองหนาว ชมแกะน่ารัก สวนสัตว์ขนาดเล็ก และพืชเมืองหนาวนานาชนิด

ก่อนแวะสัมผัสความอบอุ่นที่ “อัลปาก้า ฟาร์ม บ้านห้วยมะเขือส้ม” ฟาร์มเล็กกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยความน่ารักและวิวธรรมชาติอันเงียบสงบ แล้วเดินทางต่อไปยัง “ปางอุ๋ง” อ่างเก็บน้ำกลางป่าสนที่ได้รับฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” จุดชมสายหมอกเหนือผืนน้ำที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

และปิดท้ายที่ “บ้านรักไทย” หมู่บ้านจีนยูนนานริมทะเลสาบ ท่ามกลางสายฝนบางๆ ไร่ชา บ้านดิน และบรรยากาศสุดละมุน เหมาะสำหรับการพักใจ ใช้เวลาช้า ๆ และดื่มด่ำกับความสุขเรียบง่ายในฤดูแห่งความชุ่มฉ่ำ

ปิดท้ายรีเซ็ตร่างกายและหัวใจตัวเองที่ “ปาย” เมืองเล็กกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งการพักผ่อน การเยียวยา และการกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ “ทะเลหมอกหยุนไหล” จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือสายหมอกสีขาวนุ่ม ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและอากาศเย็นสบาย ก่อนเติมความผ่อนคลายให้ร่างกายที่ “สัปปายะ สปา” สปาพรีเมียมที่ออกแบบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างละเมียดละไม

จากนั้นสัมผัสศาสตร์แห่งการเยียวยาที่ “โยคะสตูดิโอในปาย” ซึ่งมีคลาสหลากหลาย ทั้ง Sound Healing สำหรับสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานและผู้มีปัญหาด้านการนอนหลับ การฝึกลมหายใจเพื่อคลายความเครียด สำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานและมีความเครียดรุมเร้า และโยคะหลายรูปแบบสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้มีพื้นฐาน โดยเฉพาะโยคะแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่ช่วยปลุกพลังชีวิตและพาคุณกลับมาอยู่กับตัวเองอย่างสงบ

ระหว่างวันสามารถแช่น้ำแร่ธรรมชาติที่ “โป่งน้ำร้อนไทรงาม” หรือ “น้ำพุร้อนไทรงาม” ตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์บ้านไทรงาม ที่นี่เป็นบ่อน้ำผุดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีน้ำใสสีเขียวมรกต อุณหภูมิอุ่นกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป ประมาณ 38-42 องศาเซลเซียส แอ่งกว้าง น้ำไม่ลึก สามารถแช่ตัวได้ บรรยากาศรอบ ๆ รายล้อมด้วยต้นไทรใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไทรงาม” ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย นอกจากนี้ ชาวบ้านในระแวกนั้นมีความเชื่อว่า การมาแช่น้ำที่นี่ จะช่วยในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บและมีผิวพรรณที่ดี

ก่อนแวะเรียนรู้วิถีชุมชนเรียบง่ายที่ “บ้านแพมบก” ไม่ไกลจ่ากสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย แนะนำให้ตื่นแต่เช้ามาตักบาตรที่ "โขกู่โส้" สะพานบุญแห่งบ้านแพมบก คำว่า "โข" (ขัว) แปลว่า “สะพาน” รวมกับคำว่า "กู้โส่" แปลว่า “กุศลหรือบุญ” โขกู้โส่จึงหมายถึง “สะพานบุญ” สะพานไม้ไผ่ที่ทอดตัวเหนือทุ่งนาข้าวและมีฉากหลังเป็นภูเขา สร้างขึ้นในเดือนเมษายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2559 จากความคิดริเริ่มของพระอาจารย์สาคร จารุธัมโม ผู้ดูแลสำนักสงฆ์คายคีรี ในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสำนักสงฆ์กับหมู่บ้านแพมบก โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสะพานซูตองเป้

ชาวบ้านในบ้านแพมบกได้บริจาคที่ริมคันนาและทุนทรัพย์เพื่อสร้างสะพาน เพื่อให้พระสงฆ์จากพุทธอุทยานห้วยคายคีรีเดินมาบิณฑบาตในหมู่บ้านสะดวก เนื่องจากเส้นทางดั้งเดิมต้องเดินข้ามลำธารถึงสองช่วง เมื่อถึงฤดูน้ำหลากต้องเดินอ้อมไปอีกเส้นทางซึ่งค่อนข้างไกล สะพานมีขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 815 เมตร มีการเพิ่มฐานรากด้วยเสาปูนและใช้โครงสร้างเหล็ก ส่วนพื้นเป็นไม้ไผ่สาน

อย่าลืมไปชมความงดงามของ “น้ำตกแพมบก” น้ำตกกลางหุบเขาที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและเงียบสงบ ปิดท้ายวันด้วยการชมพระอาทิตย์ตกที่ “กองแลน” หรือ Pai Canyon” จุดชมวิวชื่อดังของปาย ที่จะทำให้คุณได้หยุดพัก สูดลมหายใจลึกๆ และค่อยๆ รีเซ็ตหัวใจตัวเองอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...