นายกฯตั้ง คกก.ไทย-เวียดนาม ต่อยอด“JCBC”เพิ่มมูลค่าการค้า-สรุปผลพิจารณาปมแก้สัญญา‘ดิวตี้ฟรี’ส่ง ป.ป.ช.
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯสั่ง ‘ศุภจี’ ตั้ง คกก.ร่วมไทย-เวียดนาม เพิ่มมูลค่าการค้า
- แจงผลเยือนเวียดนาม-ต่อยอด “JCBC”
- มติ ครม.คลังสรุปผลพิจารณาปม AOT แก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ แจ้ง ป.ป.ช.
- เปิดเช่าพื้นที่รถไฟสายสีส้ม-น้ำเงิน-ม่วง กว่า 1.17 แสน ตรม.
- จัดงบกลาง 290 ล้าน จ้าง PR งานพืชสวนโลกอุดรธานีปี’69
- ตั้ง ‘เอกนิติ’ ควบประธานบอร์ดนโยบาย 7 คณะ
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
แจงผลเยือนเวียดนาม-ต่อยอด “JCBC”
ดร.รัชดา รายงานว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ กล่าวถึงผลสำเร็จของการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี โดยการไปเยือนเมื่อวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 เป็นการต่อยอดความสำเร็จทางการทูตที่จะครอบคลุมในทุกมิติทั้งการค้า การลงทุน ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า จากการหารือกับนายโต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เห็นตรงกันว่าให้ทั้งสองประเทศผลักดันกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น กรรมาธิการร่วมมือทวีภาคี JCBC การค้าการลงทุน ความสัมพันธ์ของประชาชนสองประเทศ ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค
“เราจะไม่หยุดเพียงแค่ความมั่นคงและแน่นแฟ้นของไทย-เวียดนามเท่านั้น เราต้องมองให้ถึงความร่วมมือ เพื่อสร้างอาเซียนให้แข็งแกร่ง เข็มแข็ง จะได้มีอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่น” ดร.รัชดา กล่าว
ชวนเอกชนเวียดนามลงทุนไทย
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า การเยือนประเทศเวียดนามครั้งนี้ ก็ได้พานักธุรกิจไทย ร่วมคณะไปด้วย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และเพิ่มโอกาสในการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามต่อไปในอนาคต เพื่อให้ผลการหารือเรื่องต่าง ๆ เกิดผลเป็นรูปธรรม
“นายกฯ เชิญชวนให้ภาคธุรกิจเวียดนามมาลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้น วันนี้เราต้องจับมือกัน เอาจุดแข็งแต่ละส่วนของภาคเอกชนร่วมมือกัน ทำให้เกิด synergy ที่เรียกว่า 1 บวก 1 ต้องทำให้เป็น 3 ให้ได้” ดร.รัชดา กล่าว
สั่ง ‘ศุภจี’ ตั้ง คกก.ร่วมไทย-เวียดนาม เพิ่มมูลค่าการค้า
โดยนายกฯ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย (1) กระทรวงพาณิชย์ (2) กระทรวงคมนาคม (3) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4) กระทรวงพลังงาน (5) กระทรวงอุตสาหกรรม (6) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (7) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และ (8) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ มอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเป็นกลไกในการหารือ และขับเคลื่อนการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน พร้อมติดตามการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ จากการเป็น “คู่ค้า” สู่การเป็น “หุ้นส่วนแห่งอนาคต”
ส่ง ‘นกกระเรียน’ ให้เวียดนามอีก 6 ตัว
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้แจ้งในที่ประชุม ครม. เรื่อง ‘นกกระเรียน’ ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนความสัมพันธ์อันดีของทั้งประเทศไทยและเวียดนาม โดยทางการเวียดนามได้ขอบคุณประเทศไทย ที่ได้ส่งนกกระเรียนมาให้ 6 ตัว เมื่อปีที่ผ่านมา และจะมีการส่งเพิ่มอีก 6 ตัว ในปีนี้ โดยเป็นการดำเนินการตาม MOU ระหว่างองค์การสวนสัตว์ของไทย และองค์การสวนสัตว์ของเวียดนาม ในการร่วมมือกันอนุรักษ์และขยายพันธุ์นกกระเรียน
ดร.รัชดากล่าวต่อว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรฯ ดำเนินการเรื่องส่งมอบนกกระเรียนเพิ่มเติมจากจำนวนที่ตกลงไว้เดิม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
สั่ง 4 หน่วยงาน หาตัวการนำเข้าสารตั้งต้นยาบ้า 1,100 ล้านเม็ด
ดร.รัชดา รายงานว่า นายกฯ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จปฏิบัติการบุกตรวจค้น และจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ณ โกดังเก็บสารเคมี (โกดังที่ 20) จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทยและสำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี โดยสามารถตรวจยึดสารเคมีล็อตใหญ่ หากหลุดรอดไปจะสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้มากกว่า 1,100 ล้านเม็ด สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของเครือข่ายและความรุนแรงของปัญหา ยาเสพติดที่กำลังคุกคามทั้งประเทศไทยและภูมิภาค
ดร.รัชดากล่าวว่า นายกฯ ย้ำในประชุม ครม. ว่า รัฐบาลถือว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ จากนั้นสั่งการ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ (1) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (2) กระทรวงยุติธรรม (3) กระทรวงมหาดไทย และ (4) กระทรวงกลาโหม ให้ติดตามและขยายผลจากคดีนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงดำเนินคดี กับผู้กระทำผิดที่ถูกจับกุมแล้วเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน เครือข่ายลำเลียง ตลอดจนแหล่งผลิตและแหล่งเงินทุนที่อยู่เบื้องหลัง
นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
“รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในทุกมิติ และจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือฐานปฏิบัติการของเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติอีกต่อไป และขอให้ทุกหน่วยงานยึดตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ว่า ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน” ดร.รัชดา กล่าว
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
คลังสรุปผลพิจารณากรณี AOT แก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ แจ้ง ป.ป.ช.
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้คู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบต่อไป ภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในเชิงระบบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินของรัฐอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าต่อประโยชน์สาธารณะ โดยกระทรวงการคลังได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด และ ทอท. พิจารณาข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย ด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และด้านการบริหารโครงการและสัญญาของหน่วยงานรัฐ
ในด้านนโยบาย กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทาง และกลไกกำกับดูแลโครงการที่ให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐหรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาโครงการ คณะกรรมการคัดเลือกเอกชน และคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการ พร้อมกำหนดกลไกรายงานผลการดำเนินงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาโครงการตามระดับมูลค่าโครงการ เพื่อเพิ่มความรอบคอบและความโปร่งใสในการตัดสินใจ
ในด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลได้ติดตามการดำเนินการของ ทอท.ตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องระบบบันทึก และตรวจสอบรายได้จากการขาย (Point of Sale : POS) ซึ่งปัจจุบัน ทอท. ได้ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบรับรู้รายได้ขององค์กร (AOT Revenue Recognition System : AOT RR System) เข้ากับระบบ POS ของผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร ผู้ประกอบการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และผู้ประกอบการรายย่อยครบถ้วนแล้ว พร้อมจัดตั้งคณะทำงานกำกับดูแลระบบ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และติดตามรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการสุ่มตรวจยอดขาย เปรียบเทียบข้อมูลใบเสร็จ รายงานยอดขาย และข้อมูลในระบบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ และป้องกันการรั่วไหลของรายได้รัฐ
นอกจากนี้ ทอท. ยังได้ดำเนินการจัดตั้งระบบเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบสาธารณะ (Common Use Pick Up Counter) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรทุกรายสามารถใช้บริการได้อย่างเท่าเทียม โดยได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 และปัจจุบันมีความพร้อมรองรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้บริการได้ทันที
สำหรับด้านการบริหารโครงการและสัญญาของหน่วยงานรัฐ ได้มีการกำหนดแนวทางชัดเจนว่า การให้ความช่วยเหลือคู่สัญญา การแก้ไขสัญญา หรือการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย หรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ
“คณะรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทาง และกลไกที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล เพิ่มความโปร่งใส ป้องกันความเสี่ยงด้านการทุจริต และรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว
เตรียม 9 มาตรการ รับมือน้ำท่วม-ฝนทิ้งช่วงปี’69
นางสาวลลิดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.รับทราบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และรายงานผลให้ กนช. ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำหลาก ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคมของทุกปี (ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งเริ่ม 1 กันยายน และสิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป) โดยรัฐบาลได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายใต้ 9 มาตรการสำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน ได้แก่
1. คาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า โดยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและสถานการณ์น้ำ จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วง พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
2. ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตล่วงหน้า
3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และบุคลากร ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสำรวจ ซ่อมแซม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
4. ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ เขื่อน ทำนบ และพนังกั้นน้ำ พร้อมจัดทำแผนสำรองและแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดความเสียหายหรือเกิดน้ำหลากฉับพลัน
5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืชลอยน้ำ และขุดลอกทางระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เปราะบาง
6. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดเตรียมศูนย์พักพิง พื้นที่อพยพ อุปกรณ์ยังชีพ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง
7. เร่งเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำช่วงปลายฤดูฝน เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินให้เต็มศักยภาพ
8. สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและชี้แจงข่าวเท็จอย่างทันท่วงที
9. ติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำจะติดตาม วิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูฝน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการปี 2569 ได้รับการปรับปรุงจากปีที่ผ่านมา โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และการบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้ามากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชนเสี่ยงภัย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การจัดทำจุดเฝ้าระวังความเสี่ยงล่วงหน้า และการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยอย่างเป็นระบบ “รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมและฝนทิ้งช่วงที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ และภาคการเกษตร การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การแจ้งเตือนที่แม่นยำ และการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน จะช่วยให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ไฟเขียว FTA ไทย–ภูฏาน เริ่มใช้บังคับ 1 ม.ค.ปี’70
นางสาวลลิดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน (Thailand–Bhutan Free Trade Agreement: FTA) ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 พร้อมเตรียมดำเนินมาตรการรองรับเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามเป้าหมายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน เป็นความตกลงฉบับแรกระหว่างไทยกับภูฏาน ครอบคลุม 10 บท และ 4 ภาคผนวก โดยมีเป้าหมาย เพื่อเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ตลอดจนสร้างกติกาทางการค้าที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ความตกลงฉบับปรับปรุง ยังครอบคลุมเขตบริหารพิเศษเมืองแห่งสติเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC)ของภูฏาน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนา
สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ภูฏานจะยกเว้นอากรศุลกากรให้สินค้าไทยในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 99.8 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้ภูฏานร้อยละ 94 ของรายการสินค้า โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มขึ้นจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตสึทาเกะ และผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล
นางสาวลลิดา กล่าวว่า จากการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02–0.03 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,130–4,340 ล้านบาท การส่งออกไทยไปภูฏานเพิ่มขึ้นร้อยละ 229–266 หรือประมาณ 12,355–14,385 ล้านบาท และการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05–0.06 หรือประมาณ 1,785–1,990 ล้านบาท แม้รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บอากรศุลกากรประมาณ 215,696 บาทต่อปี แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ไทยจะได้รับมีมูลค่าสูงกว่ามาก “ความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทยไปยังเอเชียใต้ สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทยในอนาคต” นางสาวลลิดา กล่าว
ยกระดับ FTA อาเซียน–จีน สู่ ‘ACFTA 3.0’
นางสาวลลิดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้เสนอพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ความตกลงมีผลผูกพันต่อไป
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ASEAN–China Free Trade Agreement: ACFTA) ถือเป็นหนึ่งในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยมีผลใช้บังคับด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนมาแล้วหลายปี ก่อนที่จะมีการยกระดับเป็น ACFTA 2.0 ในปี 2559 และล่าสุด อาเซียนและจีนได้เจรจาปรับปรุงความตกลงอีกครั้งจนแล้วเสร็จในปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการค้าในยุคใหม่ ภายใต้กรอบ ACFTA 3.0
สาระสำคัญของ ACFTA 3.0 เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าให้ทันสมัยมากขึ้น โดยยังคงข้อผูกพันเดิมด้านการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนไว้เช่นเดิม ไม่มีการเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศสมาชิก
สำหรับบทที่ได้รับการปรับปรุง อาทิ การยกระดับพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยกำหนดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การเผยแพร่ข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกอย่างโปร่งใส และการเร่งรัดการตรวจปล่อยสินค้าที่เน่าเสียง่ายให้แล้วเสร็จภายใน 6 ชั่วโมงหลังสินค้ามาถึง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบทางเทคนิค มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ACFTA 3.0 ยังได้เพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงข้อมูล ณ จุดเดียว (Single Window) การชำระเงินดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่บทเศรษฐกิจสีเขียวมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน การลงทุนสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความตกลงฉบับนี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ไทยใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมากกว่า 4,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าการยกระดับความตกลงดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความตกลงการค้าเสรีเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ การยกระดับ ACFTA 3.0 จะช่วยให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
เปิดเช่าพื้นที่รถไฟสายสีส้ม-น้ำเงิน-ม่วง กว่า 1.17 แสน ตรม.
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ) พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้า และทางเข้า – ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฯ) และสายฉลองรัชธรรม (โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ) ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท รวมทั้งหมด 56 แห่ง เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการการสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ เป็นต้น
ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. (แผนแม่บทฯ) เพื่อใช้เป็นทิศทางการปฏิบัติงานของ รฟม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การเพิ่มรายได้และลดภาระเงินสนับสนุนภาครัฐ สนับสนุนการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า และการใช้อสังหาริมทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งกลุ่มพื้นที่ที่จะดำเนินการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
(1) กลุ่มที่ 1 พื้นที่ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า และอาคารอเนกประสงค์โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล
(2) กลุ่มที่ 2 พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้าและทางเข้า – ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลและสายฉลองรัชธรรม
(3) กลุ่มที่ 3 พื้นที่บนสถานีรถไฟฟ้าและศูนย์ซ่อมบำรุงในโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และพื้นที่อาคารอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม และ
(4) กลุ่มที่ 4 พื้นที่ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ)
สำหรับพื้นที่ที่จะให้เช่าหรือให้สิทธิ รวมทั้งสิ้น 56 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 117,199.16 ตารางเมตร ประกอบด้วย
(1) พื้นที่อาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ จำนวน 17 แห่ง พื้นที่ จำนวน 22,687.04 ตารางเมตร
(2) พื้นที่ตามแนวสายทางเหนืออุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่งและสถานีรถไฟฟ้ายกระดับและพื้นที่ตามแนวสายทางเข้า – ออก ศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล จำนวน 34 แห่ง พื้นที่ จำนวน 44,419.20 ตารางเมตร
(3) พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่ง และสถานีรถไฟฟ้ายกระดับ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม จำนวน 5 แห่ง พื้นที่ จำนวน 50,092.92 ตารางเมตร
ปัจจุบัน รฟม. ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่าของแต่ละพื้นที่ โดยจะดำเนินการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในครั้งนี้
ไฟเขียว MOU ‘ไทย-กัวเตมาลา’ ฟรีวีซ่า ขรก.-ทูต
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐกัวเตมาลา (กัวเตมาลา) ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ (ร่างความตกลงฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างความตกลงฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กต. พิจารณาและดำเนินการได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามความตกลงฯ ทั้งนี้ ในกรณีมอบหมายผู้แทน ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามดังกล่าว และเห็นชอบให้ กต. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมีผลใช้บังคับของความตกลงฯ (กำหนดลงนามความตกลงฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ณ ประเทศไทย)
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างความตกลงฯ มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการระหว่างประเทศไทยและกัวเตมาลาสำหรับการเดินทางเข้าไปใน พำนักใน เดินทางออกจาก หรือเดินทางผ่านดินแดนของภาคีอีกฝ่ายเป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วันโดยภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจระงับการใช้ความตกลงนี้บางส่วนหรือทั้งหมดด้วยเหตุผล ด้านความสงบเรียบร้อยสาธารณะ ความมั่นคงแห่งชาติ และการสาธารณสุข ในการนี้ กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างความตกลงดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย สคก. เห็นว่าไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาประเภทอื่นตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องต่อการจัดทำความตกลงดังกล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (6 กุมภาพันธ์ 2567 17 กันยายน 2567 1 ตุลาคม 2567) เห็นชอบต่อการจัดทำความตกลงฯ ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางพิเศษ/หนังสือเดินทางราชการกับต่างประเทศมาแล้ว เช่น สาธารณรัฐลิทัวเนีย สาธารณรัฐคีร์กีซ รัฐกาตาร์ และปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต/ราชการกับประเทศต่าง ๆ จำนวน 60 ประเทศ
เพิ่มวงเงิน-ขยายเวลาสร้างอาคาร รพ.ฮอด เชียงใหม่
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก – อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,600 ตารางเมตร (โครงสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 1 หลัง (อาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 99.33 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่าย ดังนี้
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2569 วงเงิน 88.12 ล้านบาท
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 11.21 ล้านบาท และขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2570 และให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของสำนักงบประมาณและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (20 ตุลาคม 2563) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก – อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,600 ตารางเมตร (โครงสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 1 หลัง (อาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ) โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2565 (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) รวมทั้งสิ้น 96.80 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรายการดังกล่าว จังหวัดเชียงใหม่ได้ว่าจ้างคู่สัญญาเอกชน (สัญญาจ้าง ครั้งที่ 1) เพื่อก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ แต่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามสัญญา จึงเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเอกชนใหม่ (สัญญาจ้าง ครั้งที่ 2) เพื่อดำเนินการต่อจากสัญญาจ้าง ครั้งที่ 1 ซึ่งต่อมาพบว่ายังมีค่าใช้จ่ายของงานส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการจากสัญญาจ้าง ครั้งที่ 1 และอาคารได้รับความเสียหายจากการหยุดทำการก่อสร้างและจากภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้นำมาคำนวณรวมอยู่ในสัญญาจ้าง ครั้งที่ 2 ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 99.33 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ข้างต้น จำนวน 2.53 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว อนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และเห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างรายการอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ ในวงเงิน 99.33 ล้านบาท โดยให้เปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของการเบิกจ่าย จากให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2569 รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด จำนวนทั้งสิ้น 96.80 ล้านบาท (ตามข้อ 2) เป็นให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2570 จำนวนทั้งสิ้น 99.33 ล้านบาท
ยกฐานะ มทร.ล้านนาเป็น “มหาวิทยาลัยประจำจังหวัดน่าน”
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ โดยการยกฐานะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน (มทร.ล้านนา น่าน) ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2570 พร้อมทั้งอนุมัติข้อยกเว้นการปฏิบัติตามมติ ครม. เดิม (เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554) ที่จำกัดการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ด้วยการหลอมรวมหรือยุบรวม
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า มทร.ล้านนา น่าน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทรัพยากรท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิจัยและพัฒนาน้อยหน่าเครือ มันป่า ปลาท้องถิ่น และไก่พื้นเมือง อีกทั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม และสังคมอย่างยาวนาน การยกฐานะสถาบันฯ ครั้งนี้ จึงเป็นการสืบสานพระราชปณิธานและมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
สำหรับสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่านแห่งใหม่นี้ จะถูกออกแบบให้เป็นมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ (New Generation University) ที่หลุดพ้นจากกรอบเดิม ๆ โดยมีลักษณะเด่น 4 ด้าน คือ 1.เป็นมหาวิทยาลัยที่พึ่งของจังหวัดและบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ เน้นการบริหารงานที่ยืดหยุ่น คล่องตัว ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและทุนทางสังคม 2. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ปรับบทบาทอาจารย์จากผู้สอนมาเป็น “ผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้” (Facilitator) และ “โค้ช” (Coach) โดยให้ผู้เรียนร่วมสร้างสรรค์ความรู้ผ่านประสบการณ์จริง 3. เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีหลักสูตรระยะสั้นแบบสะสมหน่วยกิต เพื่อส่งเสริมการ Upskill และ Reskill ให้แก่คนทุกช่วงวัยในท้องถิ่น และ 4. มุ่งสู่สถาบันนวัตกรรมระดับโลก เน้นการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อก้าวสู่สากล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเห็นชอบในหลักการนี้ ทางสำนักงบประมาณชี้แจงว่า จะยังไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณในปัจจุบัน แต่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อมีการจัดตั้งสถาบันฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมวางแผนงบประมาณและดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด
จัดงบกลาง 290 ล้าน จ้าง PR งานพืชสวนโลกอุดรธานีปี’69
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 290,901,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างบริหารจัดการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามกรอบเวลาและมาตรฐานที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กำหนดไว้ ซึ่งงบฯ ดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณจัดงาน 2,500 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565 โดยให้จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งหลังจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส คุ้มค่า และเป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) รวมทั้งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแสดงศักยภาพด้านพืชสวน การเกษตร เทคโนโลยี นวัตกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ
“การจัดงานครั้งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท มีมูลค่าการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 20,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงานราว 81,000 อัตรา และสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 7,700 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการพัฒนาเมืองของจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และภาคบริการในพื้นที่” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ตั้ง ‘เอกนิติ’ ควบประธานบอร์ดนโยบาย 7 คณะ
ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติ/แต่งตั้งข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายปราบพล โล่วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายพิเชฐร์ วันทอง ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
2. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง นายวรรธนพงศ์ คำดี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านข้อมูลข่าวสารของราชการ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
4. เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมาย และมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 219/2569)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 219/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 (เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ตามลำดับ) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ
ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 นั้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้
1.รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
1.1 ให้ยกเลิกความในข้อ 3.1 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“3.1 การมอบหมาย และมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรี ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
3.1.1 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ
3.1.2 คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
3.1.3 คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ
3.1.4 คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
3.1.5 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
3.1.6 คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
3.1.7 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน”
1.2 ให้ยกเลิกข้อ 3.5.2 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)
– ให้ยกเลิกความในข้อ 6.4 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“6.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
6.4.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
6.4.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
6.4.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
6.4.4 รองประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ
6.4.5 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
6.4.6 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
6.4.7 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
6.4.8 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
6.4.9 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
6.4.10 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม
6.4.11 รองประธานกรรมการ คนที่ 1 ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
6.4.12 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ”
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569
5. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวม 2 คน แทนประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ดังนี้
1. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการ
2. นายนพดล เฮงเจริญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. เรื่อง การสรรหากรรมการในคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐแทนตำแหน่งที่ว่าง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอรายชื่อ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เป็นบุคคลที่คณะรัฐมนตรีสรรหา และเสนอรายชื่อต่อคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เพื่อคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (กรรมการ ป.ป.ท.) แทนกรรมการ ป.ป.ท. เดิมที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี ตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เพิ่มเติม