โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วิโรจน์’ ปลุกคนกทม.เลือก ‘ชัยวัฒน์’ เป็นผู้ว่าฯ

Khaosod

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘วิโรจน์’ ปลุกคนกทม.เลือก ‘ชัยวัฒน์’ เป็นผู้ว่าฯ เลือกส.ก.ส้มยกแผง ชูเมกะโปรเจกต์ แก้ระบบบริหารจัดการน้ำ-ขยะ–ระบบสุขภาพ ยอมรับใช้เงินมหาศาล ลั่นต้องคิดใหญ่กว่าเดิม

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 มิ.ย.2569 ที่สนามกีฬาหมู่บ้านเคหะธานี4 เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ปราศรัยบนเวที “กรุงเทพตะวันออก เปลี่ยนกรุงเทพให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน” ว่า ที่ผ่านมากรุงเทพฯ มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามครรลองที่ควรจะเป็น แต่ตนอยากเห็นกรุงเทพฯ ที่ท้าทายกว่านี้ ไปไกลกว่านี้

ยกตัวอย่างเมืองใหญ่ๆ ของโลกจะพัฒนาเมืองได้ โดยทีมช่วยกันคิดถึงปัญหาและหามาตรการป้องกัน และไม่ยอมให้เมืองสะดุดด้วยปัญหาเดิมๆ ในขณะที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญมหาวิกฤตอย่างน้อย 2 อย่างคือน้ำท่วมปี 2554 และโควิดระบาด ถ้ากรุงเทพฯ เจอปัญหาแบบเดิม คนกรุงเทพฯ จะยังได้รับผลกระทบจากปัญหาแบบเดิมหรือไม่ ตนก็ไม่มั่นใจเลย นี่เป็นเหตุผลว่ากรุงเทพฯ ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่มากๆ อาจจะทำให้เสร็จใน 4 ปีก็ไม่เป็นไร แต่ต้องแผ้วถางทางให้คิดเรื่องใหญ่ได้แล้ว

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการจัดการน้ำนั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้คนรู้สึก อุทกภัยหรือปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงขึ้น ปัจจุบันกรุงเทพฯใช้วิธีการระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำ 97 แห่ง ความสามารถประมาณ 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีอุโมงค์ยักษ์หลายสาย แต่ใช้จริงได้เพียง 5 สาย และยังไม่เพียงพอ จริงๆ ผู้ว่าฯ คนก่อนทำไว้ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ที่ต้องปรับปรุงมากที่สุดคือ กรุงเทพฝั่งตะวันออก เพราะระบายน้ำได้จำกัด ไม่พอ ดังนั้น เราต้องกล้าคิดใหญ่ กล้าวางแผนวิศวกรรม ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ตนจึงอยากเห็นผู้ว่าฯ ที่กล้าหาญใช้งบฯ ในการจัดทำอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน มาที่คลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งใช้งบฯ ระดับพันล้านบาท ส่วนฝั่งตะวันตกคือ คืออุโมงค์ยักษ์พระยาราชมนตรี รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ คือมีระบบปิดล้อม หรือเขื่อนกั้นน้ำ รอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำเขื่อนรอบกรุงเทพ การลอกคลองมากกว่าเดิม การทำเคลื่อนที่คลองสำคัญ เปลี่ยนท่อระบายน้ำขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่ ตลอดจนติดตั้งเซนเซอร์ติดตามระดับน้ำและสั่งการอย่างแม่นยำ เป็นต้น

“ผู้ว่าฯ คนเก่า วางแผนแบบรูทีนมีตารางชัดเจนมีงบประมาณใช้ แต่ยังไม่พอ ต้องคิดใหญ่กว่านี้ คิดไปไกลกว่าผู้ว่าคนก่อนไม่อย่างนั้นประเทศจะไม่พัฒนาเมืองหลวงก็ไม่ไปข้างหน้า เราต้องการผู้ว่าคนใหม่ ที่กล้าท้าทายกว่า ผู้ว่าคนเก่าสานต่องานของผู้ว่าคนเก่าอย่างเต็มที่ ซึ่งระบบระบายน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดเรื่องระบบระบายน้ำต้องใช้งบฯ มหาศาล อาจจะถึงระดับแสนล้านบาท แต่จำเป็นต้องทำ และต้องทำพร้อมๆ กันทั้งหมดไม่ใช่ทยอยทำ โดยงบฯ ที่จะนำมาใช้นั้นตนมองว่า กรุงเทพฯ สามารถหาเงินได้จาก เริ่มจากผู้ว่าฯ กทม.ต้องกล้าคุยกับผู้ว่าการกระทรวงการคลังเพื่อออกพันธบัตร 20,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ดอกเบี้ย 2-2.5% ไม่เกินนี้ งวดแรกอาจจะเป็น 400 ล้านหรือไปถึงพันล้านเศษๆ ซึ่งตนมองว่าการเสียดอกอัตรานี้ก็พอๆ กับการชะลอโครงการออกไป แล้วมาทำทีหลัง ซึ่งค่าของ ค่าแรง ต่างๆ ก็ปรับราคาขึ้นแล้ว ยังไม่นับรวมกับค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วมอีก

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากภาษีป้าย ซึ่งผู้ว่าฯ เดิมเก็บได้ 1.3 พันล้านบาท เราปฏิเสธเงินใต้โต๊ะที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลลักลอบจ่ายให้กับข้าราชการบังคมเพื่อจะตีตั๋วเด็กจ่ายภาษีได้ถูก หรือหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี ผมเชื่อว่าภาษีป้ายเราน่าจะจัดเก็บได้มากกว่านี้อีก 300 ล้านจาก 1,300 ล้านอาจจะขยับเป็น 1,600 ล้านบาท

นายวิโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย และแก้ไขพ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าพักโรงแรมจากนักท่องเที่ยว 1% เหมือนที่เชียงใหม่สามารถทำได้ ซึ่งจะช่วยทำให้มีรายได้จากส่วนดังกล่าวได้ ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อ ถ้ากวาดล้างส่วยใบอนุญาตขึ้นทะเบียน ดึงโรงแรมเล็กเข้ามาก็อาจจะเก็บได้มากถึง 2 พันล้านบาท และอย่าลืมว่าหากเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ดีก็จะมีรายได้เพิ่มจากภาษีมูลค่าเพิ่มอีกซึ่งได้อยู่ 10%

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งมี 9,000 ตันต่อวัน แต่ใช้วิธีการฝังกลบประมาณ 60-70% และมีปัญหาการคัดแยกขยะอาหารขยะเปียก ในส่วนนี้เห็นว่า ควรมีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการอาหาร โรงแรม ต่างๆ ที่สร้างขยะเปียก ต้องแยกขยะ เพื่อจะได้จ่ายค่าจัดการขยะถูกลง หากไม่แยกขยะก็ต้องจ่ายมากขึ้น ส่วนระดับครัวเรือน ทางกรุงเทพฯ ต้องจัดหาถุงขยะสำหรับคัดแยกขยะ บ้านไหนคัดแยก ก็จ่ายค่าขยะถูกลง ไม่คัดแยกก็จ่ายแพงขึ้น หากทำได้จะแก้ปัญหาขยะลดการฝังกลบได้

ส่วนโรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็น แต่จะหมดสัญญาประมาณปี 70 มองว่า ควรขออนุมัติจากสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพื่อยกเลิกสัญญากับผู้ประกอบการ พร้อมจ่ายชดเชยให้ ดีกว่าให้ประชาชนทนกลิ่นเหม็นไปจนถึงหมดสัญญา จากนั้นก็พัฒนาโรงไฟฟ้าที่แปลงขยะเป็นพลังงานเชื้อเพลิง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ไร้กลิ่น รวมถึงส่งเสริมให้มันศูนย์รีไซเคิลเปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนระบบสาธารณสุข ซึ่งทีมบริหารกทม.จะแก้ปัญหาใบส่งตัวให้คนกรุงเทพฯอาจจะขี้โม้เกินไป แต่ทางแก้เบื้องต้นคือเปิดโควตา ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขกทม.รับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฐานะสถานพยาบาลปฐมภูมิ อาจเริ่มจากผู้สูงอายุก่อน และผู้ว่าฯ ควรหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกี่ยวกับ การใช้งบประมาณของกรุงเทพฯ อย่างรอบคอบ เพื่ออุดหนุนหรืออุดรอยรั่วการบริหารของสปสช.ได้อย่างไร

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ท้ายที่สุดสำหรับ ส.ก. ซึ่งมีความสำคัญ เพราะผู้ว่าฯ มีหน้าที่คิดนโยบาย แต่ส.ก.คือคนพิจารณาให้งบฯ คำถามคือสกที่ดีกับส.ก. ที่ไม่ดี แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งหากใครก็ตามเป็นผู้ว่าฯ แล้วถูกรายล้อมด้วยส.ก.ที่หากินตบทรัพย์ไปวันๆ คิดแต่จะผ่านงานให้กับผู้รับเหมาพ่อค้าในเครือข่ายของตัวเอง แล้วหวังให้คนเหล่านั้นแบ่งเงินเปอร์เซ็นต์มาให้กับส.ก. และข้าราชการในเครือข่าย ผู้ว่าฯ จะปวดหัวและทำงานไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ผู้ว่าฯ ก็จะถูกประชาชนต่อว่า

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ถ้าเป็นส.ก.ตบทรัพย์ ส.ก. คอร์รัปชัน เป็นส.ก.สมคบคิด ก็จะตั้งเป้าว่าในปีหนึ่งจะตัดงบ ผู้ว่าฯ ให้ได้สัก 6,000 ล้านโดยไม่ สนใจว่าเป็นโครงการใดๆ แล้วเจรจากับผู้ว่าฯ แบ่งกันมาให้เขา 3 พันล้าน อีก 3 พันล้านถึงจะให้คืน ผู้ว่าถึงจะมีเงิน 3,000 บาทไปทำโครงการที่อยากทำฯ ถ้ายึกยักก็ตัดงบฯ โชว์อีก ผู้ว่าฯ ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมจำนนให้โจร แต่ก็ยังมีความลำบากใจเพราะถ้าเซ็นโครงการคนที่ลำบากคือข้าราชการ และผู้ว่าฯ ดังนั้น จึงชะลอโครงการ แต่ส.ก.เหล่านั้นก็จะใช้กลไกคณะกรรมการมากดดัน จนต้องจำใจลงนามแล้วเป็นปัญหา

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะสมัยที่ 2 โหดร้ายมาก เพราะส.ก.เหล่านี้ไม่ต้องเกาะชายสูทผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งสมัยหน้าแล้ว เพราะกฎหมาย ให้ผู้ว่าฯ เป็นได้ 2 สมัย ถ้าได้ส.ก.เฮงซวยเหล่านี้ขึ้นไป โครงการดีๆ ของผู้ว่าฯ จะทำไม่ได้ เพราะจะถูกตัดลดงบฯ คนเสียโอกาสคือประชาชน ดังนั้น เราต้องแก้ปัญหาทุจริตงบฯ แปรญัตติแบบนี้ ป้องกันไม่ให้โจรสวมสูทเข้าไปเป็นส.ก.ให้ได้ ทางเดียวคือเลือกส.ก. จากพรรคประชาชน ทุกคนทั้ง 50 เขต และเลือกนายชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่า ในวันที่ 28 มิถุนายน

“เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เอามาทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนกทม. โครงการต่างๆ ที่ชงให้กับผู้ว่าฯ ต้องมาจากการสำรวจพูดคุยกับประชาชน เป็นโครงการที่ประชาชนอยากเห็นอยากมี ไม่ใช่โครงการที่คิดโดยพ่อค้าเขียน tor โดยผู้รับเหมาแล้วล็อกสเปกซื้อของซื้ออุปกรณ์ที่ไร้คุณภาพ ราคาแพงมาตบหน้าคนกทม. นี่คือเหตุผลสำคัญของความแตกต่างระหว่างส.ก.กลุ่มอื่นและส.ก.บางคนที่เป็นอยู่กับส.ก.ของพรรคประชาชน อยากให้สภา โปร่งใสเป็น คอยพิจารณาจ่ายเงินให้ผู้ว่าในโครงการที่ดีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต้องหักสักบาท แต่ตรงไหนที่แพงเกินจริงก็ปรับลดแบบสมเหตุสมผล ก็ไม่มีทางเลือกอื่น วันที่ 28 มิถุนายนเลือกนายชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่าและสก จากพรรคประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘วิโรจน์’ ปลุกคนกทม.เลือก ‘ชัยวัฒน์’ เป็นผู้ว่าฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...