โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขข้อสงสัย HPV ติดทางไหนบ้าง? ทำไมแพทย์เตือนเรื่องออรัลเซ็กซ์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไขข้อเท็จจริง HPV ติดจากโถส้วมหรือไม่? ออรัลเซ็กซ์เสี่ยงติดเชื้อ HPV มากแค่ไหน และเกี่ยวข้องกับมะเร็งช่องปาก-ลำคออย่างไร พร้อมวิธีป้องกันที่ควรรู้จากข้อมูลทางการแพทย์

HPV ไม่ติดจากโถส้วม แต่ติดจากออรัลเซ็กซ์ได้

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลัง พญ.ปวีณา หันชะนา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ระบุว่า “HPV ไม่ติดจากโถส้วม แต่สามารถติดจากการโม๊กได้ ซึ่งก่อมะเร็งช่องปากและลำคอได้ด้วย”

ข้อความดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากใช้ภาษาที่เข้าถึงง่ายและหยิบยกประเด็นสุขภาพทางเพศที่หลายคนอาจยังเข้าใจคลาดเคลื่อน

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าวสอดคล้องกับองค์ความรู้ทางวิชาการในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการติดต่อของเชื้อ HPV และความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งในช่องปากและลำคอ

HPV คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

เชื้อ HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก่อให้เกิดหูดตามผิวหนังและอวัยวะเพศ ขณะที่บางสายพันธุ์จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด

มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ได้แก่

  • มะเร็งปากมดลูก
  • มะเร็งทวารหนัก
  • มะเร็งอวัยวะเพศชาย
  • มะเร็งช่องปาก
  • มะเร็งคอหอยและทอนซิล

โดยเฉพาะสายพันธุ์ HPV-16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบเกี่ยวข้องกับมะเร็งช่องปากและลำคอมากที่สุด

ทำไม HPV ไม่ติดจากโถส้วม

หนึ่งในความเชื่อที่พบได้บ่อยคือการติดเชื้อ HPV จากการใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือฝารองนั่งชักโครก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์กรด้านมะเร็งและงานวิจัยหลายฉบับระบุว่า การติดเชื้อผ่านพื้นผิวสิ่งแวดล้อม เช่น โถส้วม มีโอกาสต่ำมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญทางระบาดวิทยา

สาเหตุสำคัญคือ HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสเยื่อบุหรือผิวหนังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระหว่างกิจกรรมทางเพศ ไม่ได้แพร่กระจายได้ง่ายเหมือนไวรัสระบบทางเดินหายใจ

ดังนั้น การใช้ห้องน้ำสาธารณะตามปกติจึงไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการติดเชื้อ HPV

ออรัลเซ็กซ์เป็นช่องทางติดเชื้อ HPV ได้จริง

ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า HPV สามารถติดต่อผ่านออรัลเซ็กซ์ หรือการใช้ปากสัมผัสอวัยวะเพศได้

เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุช่องปาก ลิ้น คอหอย และต่อมทอนซิล ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องปากได้

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ เช่น Harvard University และ Johns Hopkins University ระบุว่า ออรัลเซ็กซ์เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ทำให้การติดเชื้อ HPV ในช่องปากเพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีคู่ออรัลเซ็กซ์หลายคนตลอดชีวิตมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ในช่องปากสูงกว่ากลุ่มทั่วไป

ติดเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งทันที

แม้ HPV จะมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งช่องปากและลำคอ แต่การติดเชื้อไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาเป็นมะเร็งทุกคน

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ประมาณ 90% ของผู้ติดเชื้อ HPV สามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1-2 ปี จากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เกิดการติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี จนทำให้เซลล์ผิดปกติและพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงมักเน้นว่าควรตระหนักถึงความเสี่ยง แต่ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป

มะเร็งช่องปากและลำคอจาก HPV เพิ่มขึ้นทั่วโลก

ในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีรายงานว่ามะเร็งคอหอยส่วนกลาง (Oropharyngeal Cancer) ซึ่งรวมถึงบริเวณโคนลิ้นและต่อมทอนซิล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นักวิจัยจำนวนมากเชื่อว่าการติดเชื้อ HPV จากพฤติกรรมทางเพศ รวมถึงออรัลเซ็กซ์ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นดังกล่าว

แม้บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งช่องปาก แต่ HPV ได้กลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่วงการแพทย์ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น

ป้องกัน HPV อย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนวทางลดความเสี่ยงดังนี้

  • รับวัคซีน HPV ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ใช้ถุงยางอนามัยหรือ Dental Dam ระหว่างออรัลเซ็กซ์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ
  • พบแพทย์หากมีแผลในปากหรือเจ็บคอเรื้อรังผิดปกติ

ปัจจุบันวัคซีน HPV สามารถช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อได้รับวัคซีนก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...