“มันมีอะไรอยู่หลังกำแพง?” เด็กลี้ภัยจากเมียนมา กับฝันการเป็นพลเมือง ในวันที่ ‘การศึกษา’ คือใบเบิกทาง
“ชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัยลำบาก เราไม่มีอิสรภาพ อยู่กันอย่างโดดเดี่ยว” ครั้งหนึ่ง พอล ซานรี ก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากเห็นโลกภายนอก ติดตรงที่เธอเติบโตมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ บ้านนุโพ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ทำให้เธอถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
“ฉันอยากเห็นโลกข้างนอก อยากรู้ว่ามันมีอะไรอยู่หลังกำแพง” พอล ซานรี เล่าต่อว่าเมื่อตอนที่เธออายุ 18 ปี นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้เดินทางเข้าเมือง และได้เห็นไฟฟ้า ลิฟต์ และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ทั้งชีวิตเธอไม่เคยได้เห็น
แต่ความทะเยอทะยานของเธอไปไกลกว่านั้น เมื่อ พอล ซานรี ได้โอกาสไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในยูทิกา เมืองในรัฐนิวยอร์ก ณ ที่แห่งนั้นเธอได้เรียนรู้กับการเป็นพลเมืองชั้นสอง และการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองในฐานะผู้ลี้ภัย
เครื่องมือสำคัญที่พอล ซานรี ใช้ในการนำทางมาตลอดชีวิต คือ ‘การศึกษา’ เธอเรียนจบปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโปรแกรมเรียนใน 5 ประเทศอันได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงประเทศไทย
“นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันเลือกกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง” เรื่องราวของพอล ซานรี เป็นหนึ่งในอีกหลายเรื่องราวของชีวิตเด็กผู้ลี้ภัยจากเมียนมา ที่ใช้การศึกษาเป็นใบเบิกทางให้กับชีวิตของตนเอง
ความฝันไร้พรมแดน
นอว์ยูเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย ที่กำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ เธอมักใช้เวลาว่างอยู่ในห้องสมุด และบอกว่าหลงใหลในวิชาชีววิทยาเป็นอย่างมาก
“ตอนอายุ 9 ขวบ ฉันได้รู้จักเรื่องของเซลล์ในพืชและสัตว์” นอว์ยูเล่าความหลงใหลของตัวเอง
“จากแต่ก่อนฉันไม่เคยรู้เลยว่ามนุษย์สร้างขึ้นมาจากอะไร แต่เมื่อได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งมีชีวิตถูกสร้างมาจากเซลล์ มันทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง”
นอว์ยู พูดจาฉะฉานและเต็มไปด้วยความฝัน เธอเล่าว่า อีกหนึ่งความฝัน คืออยากเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้อื่น เพราะในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ นั้น เยาวชนจำนวนมากมีภาวะซึมเศร้า บางคนก็เครียดกับชีวิตและอนาคตในวันข้างหน้า เธอก็เคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาไม่ต่างกัน
ไม่ถึงกับมีความสุข แต่ก็พยายามทำให้ตัวเองมีความสุข” นอว์ยู ตอบคำถามถึงชีวิตภายในศูนย์พักพิง
“เราไม่รู้เลยว่าชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร”
ระยะเวลา 17 ปี ภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ ไม่ได้ทำให้เธอหมดหวังหรือหยุดฝัน ในทางกลับกัน นอว์ยู เล่าว่า เรียนจบเมื่อไหร่ เธออยากทำงานเป็นครู เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้อื่นได้เช่นกัน อีกทั้งหากมีโอกาสด็อยากเรียนต่อในสาขาวิชาที่เธอสนใจอย่างชีววิทยา
“ครอบครัวคือสิ่งที่ทำให้ฉันไม่หมดหวัง” นอว์ยูบอกถึงแรงบันดาลใจ “ฉันอยากออกไปเห็นโลกภายนอก อยากเป็นผู้นำครอบครัว ฉันอยากที่จะดูแลพวกเขา”
สายตาของนอว์ยู มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อถามคำถามสุดท้ายแก่เธอว่าอยากสื่อสารอะไรกับคนไทยหรือไม่ เธอตอบว่า “อย่าหยุดเรียนรู้ คนไทยมีโอกาสเรียนและพัฒนาตัวเองได้มาก เพราะคนในค่ายอย่างพวกเราต้องต่อสู้ทุกวันเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ รายได้ก็ต่ำงานก็มีน้อย แต่เราต่างต้องพยายามกันต่อไป”
ภาพ: พอล ซานรี (ถ่ายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านนุโพ ปี 2557)
วิทยาลัยห้องแถว-ที่ซึ่งความฝันยังคงถูกส่งต่อ
“ถ้าไม่มีการศึกษาชีวิตจะยากลำบาก คุณจะไม่สามารถแยกแยะความจริงออกจากสิ่งที่ไม่จริงได้”
ซอวิน เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยของนอว์ยูมาได้ 2 ปีแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักศึกษาที่นี่ ก่อนได้โอกาสไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย และกลับมาสอนวิชาระเบียบวิธีวิจัย
เขาเล่าว่า ในภาคการศึกษาที่ผ่านมานี้ทางวิทยาลัยฯ มีนักศึกษาเข้าเรียนกว่า 600 คน สูงกว่าปีก่อนเกือบหนึ่งเท่าตัว สืบเนื่องจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมา กองทัพทหารพม่าเลือกทิ้งระเบิดใส่โรงเรียน จนทำให้นักเรียนที่ต้องการเรียนหนังสือ จำต้องโยกย้ายถิ่นฐานมาเรียนภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อนหน้านี้มีจำนวนสถานศึกษามากกว่านี้ แต่บางแห่งต้องปิดตัวลง นับตั้งแต่การหยุดสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ทางด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายลงในเมียนมา ทำให้มีเด็กนักเรียนต้องแสวงหาการศึกษามากขึ้น
เซอะพอเป็นหนึ่งในนั้น เธอเล่าว่า เพราะทหารพม่ายังคงทิ้งระเบิดในพื้นที่ชุมชนที่อาศัยอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ทำให้หลายโรงเรียนต้องปิดตัวลง และเด็กหลายคนเลือกที่จะยุติการเรียน แต่เซอะพอเลือกที่จะพาตัวเองมาศึกษาต่อในพื้นที่พักพิงชั่วคราว
“หลังจากสำเร็จการศึกษา ฉันจะกลับไปสอนหนังสือในชุมชนของฉัน”
สำหรับเธอการเอาชีวิตกลับไปเสี่ยงในสงครามไม่ใช่ทางเลือกที่ปรารถนา แต่ด้วยข้อจำกัด เธอไม่มีทางเลือกอื่นในการหางานในประเทศไทยมากนัก อีกทั้งอาชีพครูคือความฝันของเธอ
“ฉันไม่อยากทำงานใช้แรงงาน” แม้ว่าเซอะพอ จะมีญาติทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่งานกรรมกรไม่ใช่สิ่งที่เธอมองหา
“ฉันอยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ฉันอยากใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์”
ไม่ต่างจากนอว์ ยู ตัวเซอะพอเองในฐานะพี่คนโตของครอบครัว เธออยากเป็นเสาหลักของครอบครัวในอนาคต “ครอบครัวของฉันไม่ร่ำรวย ฉันเลยต้องตั้งใจเรียนให้หนัก เพื่อจะได้ช่วยเหลือครอบครัวในอนาคต” เธอกล่าวทิ้งท้าย
ความผูกพันระหว่างผู้หนีภัยการสู้รบกับประเทศไทย
ปัจจุบันพอล ซานรี เลือกที่จะกลับมาที่ประเทศไทย เพื่อทำงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ช่วยเหลือชุมชนชายขอบในประเทศ
เธอเล่าย้อนชีวิตของตัวเองสั้นๆ ว่า จากเด็กผู้หญิงที่เกิดในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ย้ายมาอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ ในประเทศไทยเมื่อตอนอายุ 13 ปี และไปตั้งถิ่นฐานที่สหรัฐอเมริกาเมื่ออายุ 18 ปี
“ตอนเด็กๆ ฉันเคยฝันอยากได้สัญชาติไทย เพราะฉันเติบโตในประเทศไทย มันเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกผูกพันมาตลอด ฉันเคยคิดเสมอว่า “ถ้ามีสัญชาติไทย ชีวิตคงจะง่ายกว่านี้’ ฉันคงสามารถทำอะไรได้หลายอย่างให้กับสังคม”
พอล ซานรี กล่าวว่าถ้าในตอนนั้น ประเทศไทยเปิดโอกาสให้เธอมีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย เธอคงล้มเลิกความคิดไปอยู่สหรัฐอเมริกา เพราะเธออยากอาศัยอยู่ใกล้กับครอบครัว “แต่สุดท้ายมันไม่เกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกผูกพันกับประเทศไทย เพราะที่นี่คือที่ที่ฉันเติบโตมา ฉันจึงเลือกกลับมาอยู่และทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ฉันผูกพัน”
ภาพ: พอล ซานรี (ถ่ายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านนุโพ ปี 2557)
ไม่ใช่แค่เธอ แต่พอล ซานรี ยังกล่าวว่า มีอดีตผู้ลี้ภัยหลายคนที่อยากกลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัวที่ประเทศไทย ทั้งกลุ่มนักวิจัย, พยาบาล แต่เกือบทุกคน ต่างติดเงื่อนไขเรื่องใบอนุญาตทำงาน และเงื่อนไขการอยู่อาศัย
“มันคือความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เหมือนได้อยู่ใกล้รากเหง้า บรรพบุรุษ และวัฒนธรรม”
ปัจจุบัน พอล ซานรี กำลังมองหาโอกาสในการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในประเทศไทย โดยเธอยังคงอยากใช้ความสามารถที่ตนเอง เพื่อเชื่อมต่อระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับผู้ให้ทุนและทีมงานในสหรัฐฯ
เธอกล่าวสรุปว่า เพราะการศึกษาคือสิ่งเดียวที่จะช่วยพัฒนาชีวิตผู้ลี้ภัย ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ยอมจำนนกับโชคชะตา
“ฉันเข้าใจคนไทยจำนวนมาก อาจจะคิดว่า ‘พวกเขามาจากพม่า ทำไมต้องมาดูแล ไล่กลับประเทศไปสิ’ ในความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะพวกเขาไม่มีประเทศให้กลับไปแล้ว โดยเฉพาะคนที่เกิดในประเทศไทย พวกเขาเป็นคนที่ไม่มีแผ่นดินเกิด ไม่มีบ้านไม่มีสิ่งใดเลย และสิ่งเดียวที่เราในฐานะมนุษย์ทำได้คือการช่วยเหลือ แสดงความเห็นใจและเมตตาต่อกัน ทำในส่วนของเราเพื่อช่วยให้ชีวิตของเพื่อนมนุษย์รอบตัวดีขึ้น นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะสื่อสารออกไป” พอล ซานรีกล่าวทิ้งท้าย