โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถึงจะน่าหงุดหงิดใจแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตัดขาด: เมื่อความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องจบลงที่แยกทาง

The MATTER

อัพเดต 05 มิ.ย. เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. เวลา 11.00 น. • Social

เมื่อทัศนคติไม่ตรงกันเราแยกทางกันดีกว่าไหม

เคยตัดความสัมพันธ์กับใครสักคนเพียงเพราะความคิดของเราไม่ตรงกันหรือเปล่า? ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า คนรัก หรือแม้แต่ครอบครัว อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ถึงขั้นทำร้ายจิตใจกัน การเลิกติดต่อก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่หลายคนเลือกทำ

อันที่จริงทุกวันนี้การเลิกติดต่อหรือถอยตัวออกจากคนรอบตัว เพื่อลดเรื่องยุ่งยากจะไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่หลายครั้งการเลิกติดต่อกับคนรอบตัวทุกครั้งที่มีปัญหาก็อาจกลายเป็นปัญหาด้านความสัมพันธ์เช่นกัน แถมบางครั้งก็อาจทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว เพราะคนในโคจรน้อยลงเรื่อยๆ

ในยุคกว่าจะเจอใครสักคนที่เข้าใจเราเป็นเรื่องยาก อะไรทำให้คนยุคนี้ตัดความสัมพันธ์กันง่ายขึ้นกันนะ เราขอชวนไปดูเหตุผลเบื้องหลังของพฤติกรรมการเลิกติดต่อกันของคนยุคใหม่ และทุกความขัดแย้งต้องจบลงที่การเลิกคบกันจริงหรือเปล่า

เมื่อรูปแบบความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความเหงาที่เรากำลังเผชิญในทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะชีวิตส่วนใหญ่เราอุทิศให้กับการทำงานแล้ว ส่วนหนึ่งยังอาจมาจากรูปแบบทางสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มักตัดความสัมพันธ์กับคนรอบตัวง่ายขึ้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนทุกวันนี้รู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่ารุ่นก่อนๆ

จากผลสำรวจ Talker Research ศึกษากลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน พบกว่ากลุ่มคนที่มักเลิกติดต่อกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวมากที่สุด คือชาวเจน Z หรือราว 60% และค่อยๆ ลดลงในคนรุ่นถัดมา อย่างชาวมิลเลนเนียล คิดเป็น 50% และชาวเจน X คิดเป็น 38% ในขณะที่เบบี้บูมเมอร์ มีเพียง 20% เท่านั้น

จากตัวเลขนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนในสังคมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย หากเป็นเมื่อก่อน เวลาที่เกิดความขัดแย้ง หรือไม่ลงรอยในความสัมพันธ์ คนรุ่นก่อนๆ อาจเลือกจะทนอยู่ หรือแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกัน แต่ทุกวันนี้การทนอยู่กับคนที่คิดเห็นไม่ตรงกันตลอดเวลา อาจไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้อีกแล้ว หลายคนจึงเลือกตัดปัญหาด้วยการไม่ติดต่อกันอีก

คราวนี้ลองมาดูเหตุผลกันดีกว่า ว่าอะไรทำให้หลายคนเลือกตัดจบความสัมพันธ์ จากงานสำรวจชิ้นนี้พบว่าส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็น อีกฝ่ายไม่เคารพขอบเขต หรือการอยู่ด้วยกันแล้วทำให้รู้สึกเครียด ไปจนถึงอีกฝ่ายมีทัศนคติเชิงลบมากเกินไป พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้เราเลือกตัดสินใจตัดขาดการติดต่อกับใครสักคน

แน่นอนว่าหากผู้คนในวงโคจรของเราทำให้เราสุขภาพจิตย่ำแย่ลง การไม่พบเจอกันอีกก็อาจเป็นวิธีที่ดีกว่า แต่ถึงอย่างนั้น การเลือกตัดความสัมพันธ์ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ก็อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์เราในระยะยาวเช่นกัน

แม้การตัดขาดความสัมพันธ์อาจให้เราโล่งใจในระยะสั้น แต่ในระยะยาวก็อาจทำให้เรารู้สึกเหงามากขึ้น เพราะแง่หนึ่งการตัดขาดกับผู้คน อาจหมายถึงการที่มีผู้คนรายล้อมหรือคนที่เราคอยพึ่งพิงน้อยลงไปด้วย จากการศึกษาชิ้นเดิมชี้ให้เห็นว่าผู้คนกว่า 47% รู้สึกเหงาในวันธรรมดา ขณะที่ 34% รู้สึกมีความเชื่อมโยงทางสังคมน้อยลงกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน นอกจากนี้อีก 68% บอกว่าต้องหาทางเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมแบบพบหน้ากัน

ทั้งนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าหลายครั้งการตัดความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของเราอย่างเดียว แต่มาจากสภาพสังคมที่เอื้อให้เราตัดขาดกับคนอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย ลองนึกดูสิว่าทุกวันนี้เราใช้ชีวิตตัวคนเดียวได้ง่ายดายมากแค่ไหน มีหลากหลายวิธีที่ทำให้เราหลีกหนีการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อของออนไลน์ หรือช่องคิดเงินด้วยตัวเอง

การใช้ชีวิตโดยมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราทำทุกอย่างด้วยตัวเองนี่เอง ทำให้เราเลือกตัดขาดกับคนรอบตัวง่ายขึ้น แถมยังทำให้การรักษาระยะห่างทางสังคมกลายเป็นเรื่องปกติ (อย่างการที่หยิบมือถือขึ้นมา เพียงเพราะไม่อยากพูดคุยกับคนแปลกหน้า) ไม่ใช่แค่ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่บนโซเชียลมีเดียการตัดขาดความสัมพันธ์กับผู้คนก็ทำได้ง่ายแสนง่าย ไม่ว่าจะเป็นปุ่มบล็อก ปุ่มลบออกจากกลุ่ม หรือปุ่ม unfollow ด้วยโลกที่เปลี่ยนไป จึงไม่แปลกที่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เลิกคบกันได้ปุบปับทันที จึงไม่แปลกที่คนยุคนี้ต้องเผชิญความเหงาและความโดดเดี่ยวมากกว่าคนยุคก่อนๆ

เพราะสิ่งที่หายไปจากความสัมพันธ์อาจไม่ใช่ความหงุดหงิดใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่เราจะได้รับเมื่ออยู่ร่วมกันกับผู้คนด้วย

การหลีกหนีปัญหาอาจทำร้ายความสัมพันธ์

แม้ว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจแค่ไหน แต่บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกตัดขาดความสัมพันธ์เสมอไป ที่จริงแล้วก็ยังมีวิธีจัดการความขัดแย้งเหล่านี้ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของเรายืนยาวขึ้น

ฌอน โกรเวอร์ (Sean Grover) นักบำบัดด้านจิตวิทยา อธิบายว่าการหายหน้าหายตา ก็ถือเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งแบบหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว หลายครั้งกลับยิ่งทำให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะในสถานการณ์นี้เราจะปิดโอกาสไม่ให้เราแสดงความต้องการของตัวเอง ไม่สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงได้ สุดท้ายอาจทำให้เราไม่ได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหา หรือเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ซึ่งทำให้มีปัญหาต่อการสร้างความสัมพันธ์ในอนาคต

มีการศึกษาด้านความขัดแย้งจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า แอตแลนติก ชี้ว่าความขัดแย้งไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสมอไป ส่วนใหญ่แล้วความขัดแย้งที่มีปัญหามักเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ เช่น มีเรื่องให้ทะเลาะกันบ่อยเกินไป ใช้วิธีจัดการด้วยการบังคับอีกฝ่าย หรือความผูกพันที่ห่างเหิน สิ่งเหล่านี้มักทำให้การขัดแย้งเป็นผลเสียในความสัมพันธ์ กลับกัน หากเรามีวิธีจัดการที่เหมาะสม เช่นการพูดคุยกัน หรือหมั่นสร้างความผูกพันให้แน่นแฟ้นขึ้น ความเห็นไม่ตรงกันก็จะไม่ใช่ปัญหาของเราอีกต่อไป

นักจิตวิทยาฌอน แนะนำว่าหากเจอความขัดแย้งครั้งหน้า อย่าเพิ่งรีบตัดจบ ปิดประตูทันที แต่ให้ลองรับมือด้วยการพูดความต้องการของตัวเองออกไป หรือแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ หรือความเสียใจ อารมณ์เหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่เราสามารถบอกให้คนอื่นรับรู้ได้ อย่างน้อยก็ช่วยให้คนอื่นได้เข้าใจความต้องการของเราได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายแล้ว หากเราบอกความต้องการไปแล้ว อีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉย หรือยังคงทำสิ่งที่เราไม่ชอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่ได้หมายความว่าการเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องผิด เพียงแต่ให้เราเรียนรู้ว่าสิ่งที่เราต้องการจากความสัมพันธ์นั้นจริงๆ คืออะไร และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดในอดีตมาทำให้เราไม่กล้าเริ่มต้นใหม่

เพราะโลกนี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่รอให้เราได้รู้จัก และทุกความสัมพันธ์ที่ตั้งใจรักษาไว้อย่างดี จะกลายพื้นที่พักใจบนโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้นะ

อ้างอิงจาก

pmc.ncbi.nlm.nih.gov

aol.com

psychologytoday.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...