โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส 4 ปี กทม. วางรากฐานสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ‘ขยะ-ฝุ่น-พื้นที่สีเขียว’ กับ ‘พรพรหม’ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนคนแรก

The Reporters

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะทีมชัชชาติแถลงต่อสื่อมวลชนถึงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม

นายพรพรหมกล่าวว่าตนเองได้โจทย์มาจากผู้ว่าฯ ให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารด้านความยั่งยืน (Chief Sustainability Officer) คนแรกของ กทม. ซึ่งจะต้องมีการกำหนดทิศทางเมืองยั่งยืนให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ 20 ปี กลายเป็นแผนความยั่งยืนกรุงเทพฯ ประกอบด้วยขยะ คุณภาพอากาศ พื้นที่สีเขียว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน น้ำ ขนส่ง การบริหารจัดการและความร่วมมือ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง 17 สำนักในสังกัด กทม. เข้าด้วยกัน

เปลี่ยนจากผู้รับขยะมาเป็นผู้จัดการขยะ สำหรับผลการจัดการขยะสามารถประหยัดงบประมาณของกรุงเทพมหานครได้ 973 ล้านบาทต่อปี และมีขยะลดลงวันละ 1,326 ตัน ซึ่งขยะ 1 ตันจะมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1,300 บาทคือค่าเก็บขน ค่าเชื้อเพลิง ค่าจ้างคนรถ ส่วนอีก 700 บาทจะเป็นค่าใช้จ่ายในการทิ้ง ซึ่งปัจจุบันปรับลดแล้วเหลือ 600 บาท และตั้งเป้าหมายจะปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ให้เหลือ 500 บาท

สำหรับนโยบายที่ปักธงคือนโยบายแยกขยะของกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นระบบตัวใครตัวมัน ประชาชนอยากแยกแต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่มีแรงจูงใจให้คนทำ หรือแยกแล้วเดี๋ยวก็เทรวมอยู่ดี เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงคือเราจะต้องมีการวางระบบจัดการขยะ ริเริ่มการใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์เพื่อเข้ามาใช้ในการคัดแยกขยะและทำมากกว่าการแยกขยะ

สำหรับการวางระบบจัดการขยะในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ จะแบ่งตามขนาดของกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มใหญ่ (L) ใช้กฎทิ้งเยอะจ่ายมาก ปรับระบบให้เป็นการจ่ายแบบขั้นบันได หากส่งขยะให้ กทม. 1 ลบ.ม. ผู้ประกอบการจะต้องชำระค่าธรรมเนียม 8,000 บาท

กลุ่มกลาง (M) กลุ่มร้านอาหารจะมีการวางระบบไม่เทรวมและจัดระบบเก็บขยะแยกประเภทซึ่งทุกสำนักงานเขตจะมีรถสำหรับจัดเก็บเศษอาหารให้ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 1,000 กว่าร้านค้าและติดสติกเกอร์ มีการกำหนดจุดพักรวมเศษอาหารจากนั้นจะให้เกษตรกรนำไปเป็นอาหารสัตว์ ส่วนกลุ่มประชาชน (S) เป็นการวางระบบการจัดเก็บสร้างความเชื่อมั่นว่า กทม. ไม่เทรวม ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแบบกลุ่มไม่มีระบบแยกขยะต้องจ่ายมาก ต้องชำระค่าธรรมเนียม 60 บาทต่อห้อง หากมีการคัดแยกขยะจะสามารถลดค่าธรรมเนียมได้

สำหรับการจัดการเศษอาหารเมืองอย่างยั่งยืน ล่าสุดกรุงเทพมหานครได้เปิดโรงขยะอินทรีย์ที่โรงขยะอ่อนนุช เพื่อจัดการกับขยะเศษอาหารนำไปหมักแบบปิดและออกมาเป็นปุ๋ยอัดเม็ด เปิดใช้งานครั้งแรกในปีนี้

ในอนาคตที่เราพยายามตั้งหลักไว้แล้ว จะออกร่างข้อบัญญัติการคัดแยกขยะของ กทม. บังคับให้แหล่งกำเนิดใหญ่แยกขยะ 4 ประเภท ได้แก่ อินทรีย์ รีไซเคิล อันตราย และทั่วไป พร้อมทั้งบังคับให้หมู่บ้านจัดสรรที่มีการกำหนดพื้นที่พักรวมขยะภายในผังจัดสรรต้องดำเนินการตามที่เสนอต่อคณะกรรมการจัดสรรไว้ นอกจากนี้ยังอยากนำระบบการจัดการภายในศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ MRF ซึ่งเคยทำสำเร็จที่โรงขยะหนองแขมมาปรับใช้กับโรงขยะอ่อนนุช

แก้ฝุ่นเต็มแม็กซ์ ผลสำเร็จวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานลดลง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 56 วันเหลือ 28 วัน ซึ่งมาจากการที่เรามีโครงการนักสืบฝุ่นเพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาและที่มาฝุ่นใน กทม. ดูความเชื่อมโยงกับการเผาซึ่งเชื่อมโยงกับอัตราการระบายอากาศ ยกตัวอย่างที่จังหวัดนครนายกพื้นที่มีน้ำท่วมขังดินลึกต้นข้าวสูง 1.5 ถึง 2 เมตร น้ำไม่พอย่อยสลายฟางข้าว ต้นทุนอัดฟางข้าวสูงจึงต้องทำการเผา กทม. จึงหาความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครนายกและปราจีนบุรีเพื่อลดต้นตอของฝุ่น

นอกจากนี้ยังมีโครงการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ชวนลงทะเบียน Green List Plus ลดมลพิษจากภาคการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมแล้ว 377,461 คัน การผลักดันกฎหมายห้ามรถบรรทุกเข้าในวันที่ค่าฝุ่นสูง กำหนด Low Emission Zone โดยได้ฟ้องรถบรรทุกไปแล้ว 500 คัน เปรียบเทียบปรับ 55 คัน

“เราวางระบบไว้แล้ว ข้าราชการรู้สเต็ปว่าปีหน้าต้องทำอะไรกลายเป็นงานรูทีนแล้ว หากอนาคตมีอำนาจเพิ่มขึ้นผ่าน พ.ร.บ. อากาศสะอาดก็จะกลายเป็นงานที่ต้องทำเพิ่ม เชื่อว่าเรามาสุดทางและทำงานได้เต็มแม็กซ์กับอำนาจที่มี ถ้ามีโอกาสกลับมาทำต่อก็ต้องทำงานรูทีนให้ชัด คุยกับจังหวัดรอบข้างให้มากขึ้น”

นายพรพรหมระบุว่าหาก พ.ร.บ. อากาศสะอาดประกาศใช้ เราจะได้แต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานอากาศสะอาดซึ่งจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำได้หลายอย่าง เช่น การตรวจรถเมล์ ตรวจโรงงาน การจัดการในพื้นที่ลุ่มอากาศเดียวกัน และเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ปล่อยมลพิษ หากอำนาจมา กทม. พร้อมรับลูก

4 ปี 461 สวน พื้นที่สีเขียวได้มีการสร้างสวนแล้ว 461 สวนจากเป้าหมาย 500 สวน ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจคุณภาพสวนจำนวน 2 ครั้ง เพราะมีประชาชนร้องเรียนว่าไม่มีคุณภาพ ต้นไม้ได้ 2.5 ล้านต้นจากเป้าหมายล้านต้น ในจำนวนนี้เป็นไม้ยืนต้น 1.5 ล้านต้น

สำหรับความท้าทายที่สำคัญคือความไม่เท่าเทียมและไม่สามารถเข้าถึงได้ บางเขตสามารถเข้าถึงสวนได้ภายใน 8 นาที เช่น เขตปทุมวัน ขณะที่เขตบางเขนต้องใช้เวลามากกว่านั้น

สวนไม่ใช่สร้างเสร็จตัดริบบิ้นแล้วจบ เริ่มต้นคือจะต้องมีการทำฐานข้อมูล หาพื้นที่ และร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนรอบข้างมามีส่วนร่วม จึงพยายามจัด Pop Park ให้ประชาชนมาแสดงความคิดเห็นถึงสิ่งที่ต้องการในสวน ทำให้ประชาชนเข้ามาร่วมดูแลและบริหารจัดการสวน

“เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อยากจะวางระบบให้ดีภายใน 4 ปี ในอนาคตทีมถัดไปจะทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยระบบนี้” นายพรพรหมกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...