โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ครม. เคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกเดือนละพัน นาน 4 เดือน เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 พ.ค. เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 07.32 น.

ครม. เห็นชอบ “ไทยช่วยไทย พลัส” ให้สิทธิ 43 ล้านคน ประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน รับ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 69) ไม่เกินวันละ 200 บาท ต้องใช้ให้หมดไม่ทบเดือนถัดไป รัฐช่วยจ่าย 60/40 -ยืนยันสิทธิลงทะเบียนผ่านเป๋าตัง 25-29 พ.ค. 69 กลุ่มบัตรสวัสดิการฯ รับ เดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 69) เงินเข้าบัตรเลยไม่ต้องลงทะเบียน

19 พ.ค. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ภายใต้โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน" เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและมนุษย์เงินเดือน พร้อมชูจุดเด่นใช้เทคโนโลยี AI เสริมแกร่งร้านค้าขนาดเล็กให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

“ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤตระลอกที่ 3 คือ วิกฤตของแพง ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. ขยับสูงถึง 2.9% และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกจนอาจถึง 5% อัตราว่างงานอยู่ที่ 1% หากไม่ทำอะไรอาจขยับไปที่ 2% และนำไปสู่ระลอกที่ 4 คือ วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจปิดตัวและเกิดปัญหาคนตกงานตามมา โครงการไทยช่วยไทยพลัส จึงถูกออกแบบมาเพื่อประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อยไม่ให้กำลังซื้อหดตัวจนเกินไป”

สำหรับงบประมาณที่นำมาใช้ในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน" ในครั้งนี้อยู่ที่ 1.76 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสำหรับสวัสดิการ 5.6 หมื่นล้านบาท และไทยช่วยไทย พลัส (60/40) 1.2 แสนบ้านบาท

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งเป้าอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนประมาณ 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 2569 โดยจะมุ่งเน้น

(1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย

โดยจะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)

ขณะที่กระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

สำหรับประชาชนที่ไม่ได้ร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า

(1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569

(2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569

2. เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน

3. ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)

4. กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้

(1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
(3) มีบัตรประจำตัวประชาชน
(4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ โครงการคนละครึ่ง พลัส และ ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

5. การใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569

ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

“หากดูจากการลงทะเบียนในโครงการลักษณะเดียวกันในรอบที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคน ดังนั้นรอบนี้ให้สิทธิ 30 ล้านคนคาดว่าจะรองรับประชาชนได้เพียงพอ โดยความต่างของโครงการรอบนี้คือไม่ใช่กระตุ้นแต่เป็นการเยียวยา ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนอายุจากเดิมที่ให้ 16 ปี เป็น 18 ปี ไม่ให้สิทธิร้านนวด สปา ร้านทำผม โดยให้แค่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น”

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถลงทะเบียนร่วมโครงการการผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ภายใต้แบนเนอร์โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัว" โดยกลุ่มผู้เคยได้รับสิทธิ์เดิมสามารถกดคำยืนยันรับสิทธิ์ได้ทันที ส่วนกลุ่มผู้สมัครใหม่จะต้องรอผลการตรวจสอบข้อมูลจากกรมการปกครองประมาณ 3 วัน

ในส่วนของร้านค้า กลุ่มเดิมสามารถยืนยันรับเงื่อนไขผ่านแอปฯ "ถุงเงิน" เพื่อเตรียมพร้อมรับการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป สำหรับร้านค้าใหม่สามารถสมัครผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย เว็บไซต์ถุงเงิน.com หรือดาวน์โหลดใบสมัครที่เว็บไซต์ไทยช่วยไทยพลัส

นอกจากนี้ ในส่วนของ Food Delivery จะเปิดให้เริ่มกดสมัครผ่านแอปฯ ถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิถุนายน และจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) "นกกระซิบ" เข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้ประกอบการรายเล็กใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การตอบคำถามโครงการ โดยให้ข้อมูลและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ได้ทันที
2. การวิเคราะห์ยอดขาย โดยช่วยสรุปยอดขายรวมรายวัน วิเคราะห์ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด และยอดขายเฉลี่ย เพื่อให้ร้านค้าสามารถนำไปวางแผนสต็อกของสดและบริหารจัดการกำลังคนได้แม่นยำขึ้น
3. การวิเคราะห์ต้นทุนวัตถุดิบ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบกลาง เช่น หมู ไก่ เนื้อ แบบรายวัน เพื่อให้ร้านค้าคำนวณต้นทุนและกำไรได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดการเสียเปล่าของวัตถุดิบ

“ในระยะถัดไปข้อมูลการซื้อขายผ่านระบบจะถูกนำมาสร้างเป็น Statement ซึ่งผู้ประกอบการสามารถส่งข้อมูลนี้ทางอีเมลหรือสั่งพิมพ์เพื่อนำไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารรัฐได้ โดยธนาคารจะใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบกับการพิจารณาด้วย ARI SCORE ที่กระทรวงการคลังพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...