โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทิชชู่ใช้แล้วใส่จาน เสียมารยาทหรือช่วยร้านเก็บโต๊ะง่ายขึ้น? คนถกเสียงแตกเป็นสองฝ่าย

sanook.com

เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 18.05 น. • Sanook
ลูกค้ากินเสร็จแล้วเอา

ลูกค้ากินเสร็จแล้วเอา "กระดาษทิชชู่ใช้แล้ว" ใส่จาน ช่วยหรือทำให้ยากขึ้น? คนถกเสียงแตกเป็นสองฝ่าย

กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนบนโลกออนไลน์ของไต้หวัน เมื่อมีผู้โพสต์ภาพและข้อความตำหนิพฤติกรรมของลูกค้าในร้านอาหาร ที่หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว มักจะนำ กระดาษทิชชู่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทิชชู่ที่ใช้เช็ดปากหรือแม้กระทั่งทิชชู่ที่ใช้สั่งน้ำมูก ม้วนเป็นก้อนแล้วทิ้งลงไปในชามหรือจานที่กินหมดแล้ว

โดยผู้โพสต์มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่สกปรก ไม่ถูกสุขอนามัย และตั้งคำถามว่าถ้าเป็นที่บ้านแล้วเพื่อนทำแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร

ทว่าหลังจากที่โพสต์แนวตำหนิหรือกึ่งประจานนี้ถูกเผยแพร่ออกไป กระแสวิพากษ์วิจารณ์กลับตีกลับอย่างรุนแรง โดยมีชาวเน็ตจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารและงานบริการเข้ามาแสดงความคิดเห็นในมุมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จนกลายเป็นประเด็นดราม่าที่สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างลูกค้าและพนักงาน

เสียงแตกเป็นสองฝ่าย พนักงานร้านเผย "แบบนี้ช่วยให้เก็บโต๊ะไวขึ้น"

ในมุมของพนักงานร้านอาหารและชาวเน็ตที่เห็นด้วยกับการนำ กระดาษทิชชู่ใช้แล้ว ใส่ลงในชาม ต่างเข้ามาอธิบายว่า พฤติกรรมนี้ไม่ได้ไร้มารยาท แต่ในความจริงเป็นความ "ใส่ใจและหวังดี" ของลูกค้าที่ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระของพนักงาน เพราะการรวบรวมขยะไว้ในที่เดียวช่วยให้พนักงานสามารถกวาดเศษอาหารและขยะทิ้งลงถังได้ง่ายขึ้นในคราวเดียว โดยไม่ต้องเอามือไปหยิบจับเศษทิชชู่ทีละชิ้นบนโต๊ะ ซึ่งสกปรกกว่ามาก

นอกจากนี้ ยังมีคนเข้ามาเสริมว่า หากวางทิชชู่ทิ้งไว้บนโต๊ะเฉยๆ ลมจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศในร้านก็อาจจะพัดให้ทิชชู่เหล่านั้นปลิวตกพื้น ยิ่งสร้างความสกปรกและเพิ่มงานให้กับพนักงานมากขึ้นไปอีก พนักงานร้านบางคนถึงกับลั่นวาจาว่า คนที่ออกมาตำหนิเรื่องนี้อาจจะไม่เคยผ่านความยากลำบากในการทำงานบริการมาก่อน จึงไม่เข้าใจว่าการที่ลูกค้าช่วยรวมขยะให้นั้นเป็นเรื่องที่น่าซาบซึ้งใจขนาดไหน

iStockphoto

อีกด้านแย้ง "ทำทิชชู่ละลายติดจาน" แถมคัดแยกขยะยาก

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับการกระทำนี้ เพราะมีอดีตพนักงานร้านอาหารอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาแย้งว่า การทิ้งทิชชู่ลงในจานชาม โดยเฉพาะจานชามที่มีน้ำซุปหรือคราบซอสหลงเหลืออยู่ เป็นสิ่งที่พนักงานขยาดมาก เนื่องจากกระดาษทิชชู่จะอมน้ำจนเปื่อยยุ่ย ยึดเกาะติดกับภาชนะ ทำให้ล้างทำความสะอาดยากขึ้นเป็นเท่าตัว

นอกจากนี้ การทิ้งทิชชู่ปนไปกับเศษอาหารยังสร้างความลำบากให้กับร้านที่มีนโยบายคัดแยกขยะ เพราะพนักงานจะต้องเสียเวลาใช้มือเขี่ยหรือคัดแยกกระดาษทิชชู่ออกจากเศษอาหาร (เศษอาหารที่นำไปทำปุ๋ยหรืออาหารสัตว์) ซึ่งทำให้ขั้นตอนการทำงานซับซ้อนและสกปรกมากกว่าเดิม บางความคิดเห็นยังระบุด้วยว่า หากไปทำพฤติกรรมแบบนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น อาจจะถูกเชิญออกจากร้านเลยทีเดียว

iStockphoto

เทคนิคการจัดการขยะบนโต๊ะอาหารแบบเพลย์เซฟ

เพื่อหลีกเลี่ยงดราม่าและความไม่สบายใจของทั้งสองฝ่าย ชาวเน็ตที่มีความใส่ใจสูงได้ร่วมกันแชร์ "ทางออกสายกลาง" หรือเทคนิคในการจัดการ กระดาษทิชชู่ใช้แล้ว บนโต๊ะอาหารหลังจากรับประทานเสร็จ เพื่อให้พนักงานเก็บโต๊ะได้ง่ายและไม่ดูสกปรกเกินไป ดังนี้

  • ใช้ทิชชู่แผ่นสะอาดห่อทิชชู่ที่ใช้แล้ว: รวบรวมทิชชู่ที่ใช้แล้วทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน จากนั้นใช้ทิชชู่แผ่นใหม่ที่ยังสะอาดห่อหุ้มไว้ด้านนอกอีกชั้น ก่อนจะวางไว้ขอบจานที่แห้ง วิธีนี้จะช่วยไม่ให้พนักงานต้องสัมผัสกับสิ่งสกปรกโดยตรงและทิชชู่ไม่ปลิว
  • พับหรือทิ้งในแก้วน้ำพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง: หากเป็นร้านสไตล์ฟาสต์ฟู้ดหรือร้านที่มีแก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การรวบรวมทิชชู่ใส่ลงในแก้วพลาสติกเหล่านั้นจะช่วยให้พนักงานรวบไปทิ้งถังขยะได้สะดวกที่สุด
  • เก็บใส่กระเป๋าไปทิ้งเอง: สำหรับคนที่มีความกังวลใจเรื่องสุขอนามัยมากๆ การเตรียมถุงพลาสติกขนาดเล็กส่วนตัว เพื่อเก็บขยะและทิชชู่ของตนเองกลับไปทิ้งด้านนอกร้าน ถือเป็นวิธีที่ตัดปัญหาและปลอดภัยที่สุด

แหล่งอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...