โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

TDRI เปิดช่องโหว่กฎหมายไทยล้าสมัย ควบคุมมาตรฐานแบตเตอรี่รถยนต์ EV

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เหตุการณ์ไฟไหม้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากคำถามที่มีไปยังบริษัทผู้ผลิตถึงมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ไม่ควรละเลย นั่นคือกฎหมายหรือกฎระเบียบของประเทศไทย มีความทันสมัยแค่ไหนในการกำกับดูแลเรื่องของแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า

บทความโดยดร.อติชาติ โรจนกร และดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนถึงช่องโหว่ของกฎหมายไทยในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการขยะแบตเตอรี่หลังสิ้นอายุขัย

ไทยขาดกฎหมายเฉพาะ

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ใช้กำกับดูแลแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) โดยตรง การบริหารจัดการในปัจจุบันอาศัยกฎหมายทั่วไปที่บังคับใช้มานานกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งเป็นกฎหมายในยุคที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลาย จึงไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม ได้แก่

  • พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535
  • พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
  • พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
  • พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535

ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ,ร่าง พ.ร.บ.กากของเสียอุตสาหกรรม ,ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) และร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) แต่กฎหมายเหล่านี้ยังไม่มีกรอบกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิต รวมถึงระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิตที่ชัดเจน

ไทยขาดมาตรฐาน

กรอบมาตรฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยได้แก่ มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และมอก. 2952-2561 สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งออกแบบมาเพื่อกำกับดูแลแบตเตอรี่ใหม่เป็นหลัก และยังไม่ครอบคลุมการจัดการแบตเตอรี่ในระยะหลังการใช้งานอย่างเพียงพอ และครอบคลุมเฉพาะแบตเตอรี่ใหม่ในรถที่จดทะเบียนเท่านั้น

เมื่อแบตเตอรี่ถูกถอดออกจากยานยนต์ การควบคุมดูแลจะไปอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หรือระเบียบว่าด้วยวัสดุที่ไม่ใช้แล้วของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีข้อกำหนดเรื่องการประเมินค่าสภาพสุขภาพของแบตเตอรี่ (State of Health Assessment) ก่อนการถอดออกจากยานยนต์ ซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Second-life) ในขณะที่เกาหลีใต้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายบังคับให้มีการประเมินก่อนการรื้อถอนทุกครั้ง

นอกจากนี้ประเทศไทยยังขาดมาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติในการรื้อถอน และแยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่ อย่างปลอดภัย ไม่มีมาตรฐานสำหรับแบตเตอรี่ที่ผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่มีมาตรฐานและการรับรอง สำหรับวัสดุที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่ว่าสามารถนำกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้หรือไม่

ขาดมาตรฐานรีไซเคิล

ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานสำหรับการสกัดวัสดุมีค่าออกจากแบตเตอรี่ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ โรงงานที่ดำเนินกิจกรรมรีไซเคิลในประเทศไทย แม้จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ แต่กรอบกฎหมายดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ใช้กับโรงงานทั่วไป ไม่ได้กำหนดข้อกำหนดเฉพาะสำหรับการรื้อถอนหรือรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า

ขาดมาตรฐาน ขนส่ง-จัดเก็บ

แม้ประเทศไทยจะมีกฎระเบียบการขนส่งวัตถุอันตรายทางถนนกำหนดว่าแบตเตอรี่ลิเทียมคือ วัตถุอันตรายประเภทที่ 9 (Class 9) แต่ยังไม่มีการแยกแยะข้อกำหนดบรรจุภัณฑ์ตามสภาพของแบตเตอรี่ ตามคำแนะนำของสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย

ยังไม่มีมาตรฐานการจัดเก็บแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วในสถานประกอบการที่รอการรีไซเคิล ทั้งเรื่องอุณหภูมิของพื้นที่จัดเก็บ การรักษาระยะห่าง ระบบตรวจจับและดับเพลิงที่เหมาะสม หรือปริมาณสูงสุดที่สามารถจัดเก็บได้ต่อพื้นที่

ห่วงโซ่แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า

ขาดระบบการติดตาม (Battery Passport)

หัวใจสำคัญที่ประเทศไทยยังขาดหายไปคือแนวคิด Battery Passport ซึ่งเป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบ End-to-End ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ช่วงการผลิต (Upstream) โดยบันทึกแหล่งที่มาของวัตถุดิบ , สัดส่วนวัสดุรีไซเคิลที่นำมาใช้, และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไปจนถึงช่วงการใช้งาน (Midstream)

ติดตามข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานแบบเรียลไทม์ และค่าสถานะสุขภาพ (State of Health – SoH) ซึ่งเป็นข้อมูลในการประเมินความปลอดภัยขณะอยู่บนท้องถนน ไปจนถึงช่วงหลังสิ้นอายุการใช้งาน (Downstream) ทั้งการให้ข้อมูลคำแนะนำในการรื้อถอน กระบวนการจัดการทั้งการใช้ซ้ำ และการรีไซเคิลที่ถูกต้อง

ประเทศไทยไม่มีระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และขาดการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานหลัก เช่น กรมการขนส่งทางบก กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมสรรพสามิต ส่งผลให้ภาครัฐไม่สามารถมองเห็น สถานะของแบตเตอรี่ได้เลยในทุกช่วงเวลา

การที่ประเทศไทยไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต ทำให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนนดังเช่นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในระดับสากลได้ในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...