โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไทยเปิดล็อก 30 ปี “ GEd” ปลดพันธนาการวิจัยไทย ดันเกษตรสู่เวทีโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศ.ดร.ศุภชัย วุฒิพงศ์ชัยกิจ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าของเทคโนโลยีการแก้ไขยีน (Gene Editing หรือ GEd) ในประเทศไทยว่า แม้การพัฒนาอาจจะไม่ได้รวดเร็วแบบก้าวกระโดดภายใน 2-3 ปีอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ประเทศไทยมี "ประกาศกระทรวง" รองรับ ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่ให้เทคโนโลยีนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ศุภชัย วุฒิพงศ์ชัยกิจ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลดล็อกวิจัย 30 ปี เปิดยุคใหม่เกษตรไทย

ในอดีตประเทศไทยเผชิญกับภาวะชะงักงันด้านเทคโนโลยีชีวภาพมานานกว่า 30 ปี เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้นักวิจัยขาดความมั่นใจและแหล่งทุนไม่กล้าสนับสนุนการวิจัย เพราะกังวลว่าทำเสร็จแล้วจะไม่สามารถนำไปปลูกลงแปลงจริงหรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้

“กฎหมายบ้านเราในอดีตกันไม่ให้เทคโนโลยีนี้เกิด จนกระทั่งผ่านมา 30 ปี งานวิจัยก็ไม่มีคนทำ คนให้ทุนก็ไม่กล้าให้ แต่ปัจจุบันฝั่งกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจประเด็นนี้แล้ว และตัดสินใจประกาศอนุญาตเพื่อให้กระบวนการวิจัยเริ่มขยับได้” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว พร้อมทั้งให้เครดิตฝ่ายการเมืองที่เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการขับเคลื่อนภาคเกษตร

ย้ำ GEd ไม่ใช่ GMO พร้อมสร้างแต้มต่อการแข่งขันเกษตรไทย

ประเด็นที่สังคมกังวลเรื่องความปลอดภัย ศ.ดร. ศุภชัย อธิบายว่าต้องแยกแยะระหว่าง GEd และ GMO ให้ชัดเจน โดยเทคโนโลยี GEd บางประเภทมีความปลอดภัยสูงมากจนแทบไม่ต่างจากพืชในธรรมชาติ, ในเชิงเทคนิคแล้ว DNA ของพืชที่ผ่านการ GEd อาจไม่มีความแตกต่างจากพืชปกติเลย เช่น กรณีของพริก ซึ่งการตรวจสอบ DNA ในห้องแล็บนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4,000-5,000 บาทต่อเคส

ตามระเบียบใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายหรือนำมาใช้ในประเทศ จะต้องผ่านการรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร ก่อนว่า "ไม่เป็น GMO" จึงจะสามารถเข้าสู่กระบวนการทางการค้าต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการคัดกรองที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ

ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกที่เปิดรับเทคโนโลยีนี้ ขณะที่ไทยตามมาเป็นอันดับสอง ส่วนเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับในระดับโลก ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ได้มีการรับรองและเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ GEd แล้ว ขณะที่อังกฤษกำลังจะมีผลบังคับใช้กฎหมายใหม่ในเดือนตุลาคมนี้

เพิ่มโอกาสพัฒนาพันธุ์พืช ทนโรค คุณภาพสูง

แม้ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ GEd ที่วางขายจริงในตลาดโลกจะยังมีจำนวนไม่มากนัก ประมาณ 6-7 รายการ แต่ในระดับการวิจัยนั้นมีโครงการพุ่งสูงถึงหลักหมื่นโครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการค้ามหาศาลในอนาคต ซึ่งการเปิดรับ GEd ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ไทยเข้าถึงนวัตกรรมพืชที่มีลักษณะเด่น (Trait) ตามความต้องการของตลาด เช่น พืชทนโรค หรือพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ทุนวิจัยทั้งในและต่างประเทศไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น

ศ.ดร. ศุภชัย ทิ้งท้ายว่า เทคโนโลยีนี้เป็นทางเลือกที่กว้างมาก (Case by Case) และควรเปิดใจศึกษาอย่างเข้าใจ "มันไม่มีอะไรผิดที่ใครจะไม่ยอมรับเทคโนโลยีนี้ในตอนแรก แต่กฎหมายตัวนี้คือการเปิดโอกาสให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้จริง" เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...