โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พอเธอมี ‘เขา’ มิตรภาพเพื่อนรักของเราก็เปลี่ยนไป…เรื่องราวความสัมพันธ์ขาดบาลานซ์จากมุมมองฝั่งเพื่อนที่รู้สึกเหมือนอกหัก ในวันที่เพื่อนสนิทมีแฟนแล้วเปลี่ยนไปตามการเติบโต ซึ่งบางคนอาจหาตรงกลางได้และยังรักกันดี แต่บางคนอาจเจ็บไม่ไหว เพราะความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิม

Mirror Thailand

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

สำหรับบางคนก็อาจพบว่าอะไรในชีวิตได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เรายังเป็นเหมือนเดิม โดยเฉพาะตอนที่เพื่อนสนิทของเราเริ่มมีแฟน หรือคบแฟนในระดับที่จริงจังกว่าเดิม จนเริ่มห่างเหินและละเลยความรู้สึกของเรา บางคนอาจบอกว่าให้คะแนนความเจ็บปวดแค่ 2/10 พอ (ที่แปลว่าเจ็บมาก ยิ่งกว่าอกหัก) บ้างก็บอกว่าจิ๊บๆ ไม่เป็นอะไรหรอก (ที่แปลว่าเป็นมากเลยล่ะ) หลายคนมักบอกว่าเราเข้าใจเพื่อนอยู่แล้ว (ที่แปลว่าไม่เข้าใจ ทำไมเธอไม่แคร์ความรู้สึกกันบ้างเลย) ซึ่งเราต้องยอมรับกันก่อนว่า จริงๆ ปัญหาแบบนี้มันมีอยู่แล้ว และน่าจะยังคงมีต่อไป เมื่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของทั้งสองฝ่ายมันไม่บาลานซ์กัน

เพราะเมื่อเธอมี ‘เขา’ มิตรภาพเพื่อนรักของเราก็เก่าเลย…แม้ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ชีวิตของหลายคนก็ดันเป็นอย่างนั้น เมื่อทั้งเราและเพื่อนไม่สามารถบาลานซ์มิตรภาพของเราให้ยังรู้สึกว่า “ไม่ถูกทิ้ง” ไว้ได้ และจากความเห็นของคนที่เจอปัญหานี้ที่เราได้ไปเปิดอกพูดคุย หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความรู้สึกเสียใจ น้อยใจ และบาดหมางในใจ จนทำให้ความสัมพันธ์มันไม่เหมือนเดิม อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราไม่อยากให้เพื่อนมีแฟน หรือมองว่าเพื่อนต้องอยู่กับเราตลอดเวลา 24 ชั่วโมง แต่มาจากการที่เพื่อนเริ่มไม่ใส่ใจและแทบจะไม่เจียดเวลาของเขามาใช้ร่วมกันกับเราอีกเลย และบางคนรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าหัวข้อสนทนาของเพื่อนที่พูดกับเรา ก็มีแต่เรื่องแฟน ไม่มีเรื่องระหว่างเราอีกแล้ว ไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ คุยเรื่องอื่นๆ หรือชวนออกไปทำอะไรสนุกๆ บ้างก็นึกถึงเราเฉพาะตอนมีปัญหากับแฟนเท่านั้น แบบนี้จะไม่ให้บางคนคิดว่าตัวเองเป็นถังขยะทางอารมณ์ได้อย่างไร

เนื่องจากคงไม่ใช่เพื่อนทุกคนที่มีแฟนแล้วเปลี่ยนไป บางคนสามารถบาลานซ์ให้เพื่อนยังรู้สึกว่า นี่คือเพื่อนคนเดิมที่รักเรา ยังมีเวลาให้บ้าง ยังทักหากันอยู่บ้าง แต่สำหรับบางคน การกระทำที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือตอนมีแฟน ก็อาจสร้างแผลใจให้อีกฝ่ายต้องนั่งทวนถามตัวเองบ่อยๆ ว่า เราคิดมากไปเองไหม? เรางี่เง่าไปเองหรือเปล่า? ความสัมพันธ์มันเกิดอะไรขึ้น? และบางคนพอเลือกจะพูดคุยเพื่อบอกความรู้สึกตรงๆ กับเพื่อน ก็ยิ่งเสียใจเข้าไปอีก หากเพื่อนไม่ได้มองว่าสิ่งที่เรารู้สึกมัน ‘สำคัญ’ มากพอ

ดังนั้น การบาลานซ์เส้นมิตรภาพให้ยังคงเฮลตี้จึงสำคัญไม่แพ้การบริหารความสัมพันธ์กับแฟน เพราะสุดท้าย เราอาจต้องไม่ลืมว่าเพื่อนก็มีความรู้สึก และรักเราก่อนเราจะมีแฟนเสียอีก และที่สำคัญ สุดท้ายในวันที่เราเลิกกับแฟน หันกลับมาอีกทีอาจไม่เหลือใครไปแล้วก็ได้

Andrea Wachter นักบำบัดชีวิตคู่และครอบครัว กล่าวกับ HuffPost ว่า “มันง่ายเหลือเกินที่จะทุ่มพลังงานและเวลาของเราให้กับคนสำคัญจนเผลอละเลยมิตรภาพระหว่างเพื่อนไป แม้มันจะเป็นเรื่องปกติมากที่เวลาของคุณจะเปลี่ยนไป และเป็นเรื่องท้าทายที่เราต้องบริหารจัดการกับการมีอีกคนเข้ามาในชีวิต แต่สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการที่เรายังต้องหมั่นรดน้ำและดูแลมิตรภาพของเราต่อไป เพื่อให้มิตรภาพของเรายังเติบโต”

บีบี (นามสมมติ) อายุ 36 ปี แชร์ประสบการณ์ที่เธอบอกว่าเป็น trauma ในชีวิตไปแล้วว่า “เรารู้สึกเหมือนอกหัก แต่เป็นอกหักอีกแบบที่เจ็บมากๆ เรามีเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.1 ทุกคนจะรู้ว่ามึงสองคนตัวติดกันตลอด ซึ่งที่ผ่านมาเพื่อนก็มีผู้ชาย มีแฟน แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าถูกทิ้งแบบนี้มาก่อน จนเพื่อนมาเจอแฟนคนนี้ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเพื่อนได้หายไปจากชีวิตเรา ตอนแรกเรารู้สึกว่ากูงี่เง่าไปไหมที่รู้สึก ปกติเราจะนัดกันไปวิ่งตอนเช้า ซึ่งเป็นรูทีนปกติที่ทำมา 2-3 ปี แล้วเราก็ไปดูคอนเสิร์ต และไปเที่ยวกันตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนตกลงว่าจะไปวิ่งกับเรา แต่ก่อนวันนัด เพื่อนไปดูคอนเสิร์ตแล้วหายไปเลย ซึ่งเราก็ติดต่อไม่ได้ และเราเป็นห่วงมาก สุดท้ายมารู้ว่า ที่เพื่อนเทนัดเราโดยไม่บอก เพราะเขาอยู่กับผู้ชายคนนั้น ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้ติด แต่ที่ติดคือทำไมไม่บอกความจริงเรา เราเป็นห่วง โมเมนต์นั้นก็เริ่มคิดว่า นี่เราไม่สนิทกันขนาดนั้นเหรอ?”

“หรือตอนที่เราไปคอนเสิร์ตด้วยกัน แต่เพื่อนกลับเลือกจะไปอยู่กับแฟนและแก๊งเพื่อนอีกกลุ่ม ทั้งที่เรานัดมาดูคอนเสิร์ตด้วยกัน เราก็เลยเลือกจะตีตัวออกหากบ้าง จนมีดราม่า เพื่อนร้องไห้เสียใจ เพราะรู้สึกว่าโดนเมิน แล้วทุกคนก็ปลอบเพื่อนคนนี้ เรากลายเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่น และเหมือนโดนบังคับให้เราต้องกลับมาคืนดีกัน จนช่วงปลายปี เราเขียนความรู้สึกส่งไปให้เพื่อนว่า ไม่ได้โกรธที่มึงมีผัว แค่น้อยใจ สิ่งที่เพื่อนตอบกลับมาคือ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ชวนไปไหนได้เหมือนเดิม แต่ในทางปฏิบัติมันไม่เหมือนเดิม เราจะไม่ได้เจอกันเลย ถ้าเราไม่ได้เป็นคนชวนเอง และเราจะไม่คุยกันเลย ถ้าเราไม่ทักไปก่อน สิ่งที่เราเคยทำด้วยกัน เขาเอาไปใช้กับแฟนหมดแล้ว กลายเป็น trauma ที่แค่เห็นหน้าเขา เราก็รู้สึกสะเทือนใจ อยากให้เขานึกถึงเราบ้าง เรื่องบางเรื่องที่เคยทำด้วยกัน มันยังทำด้วยกันได้นะ ถ้าเขานึกถึงเราสักหน่อย”

สิ่งที่บีบีถ่ายทอดออกมา สะท้อนได้ว่าถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องพยายามเข้าหาอีกฝ่ายอยู่คนเดียว นั่นอาจไม่ใช่มิตรภาพที่เฮลตี้นัก เพราะใครๆ ก็อยากรู้สึกว่าเรา ‘ให้’ และ ‘รับ’ อย่างเท่าๆ กัน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ความรู้สึกว่าหรือนี่จะเป็น One-sided friendship เป็นมิตรภาพที่เรากำลังมองเขาเป็นเพื่อนอยู่ฝ่ายเดียวได้

Suzanne Degges-White ผู้เป็นทั้ง Counselor และอาจารย์ที่ Northern Illinois University ได้เขียนถึงแง่มุมการพยายามที่ไม่เท่ากันในมิตรภาพไว้บนเว็บไซต์ Psychology Today อย่างน่าสนใจว่า “คงไม่ใช่ทุกมิตรภาพที่จะรักษาบาลานซ์ไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยกลางคน” เพราะวัยนี้อาจมีภาระหรือเรื่องที่ต้องรับผิดชอบเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีก ถึงอย่างนั้น “คุณอาจสังเกตว่าคุณเป็นคนเดียวที่เริ่มการติดต่อไปเสียส่วนใหญ่ หรือติดตามว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในความสัมพันธ์ หรือทำการปรับตัวเพื่อให้เรายังติดต่อกันได้ ‘ฝ่ายเดียว’ นานวันเข้าสิ่งนี้จะสร้างความไม่สบายใจที่อาจเริ่มจากเล็กน้อยแต่อยู่นานจนเป็นเรื้อรัง คุณอาจสงสัยว่า ‘ถ้าฉันหยุดพยายามเข้าหา เราจะยังมีมิตรภาพอยู่ไหม?’” ซึ่งเธอมองว่าความสัมพันธ์เป็นการ ‘ลงทุนร่วมกัน’ เพื่อให้ไปต่อได้ และเมื่อมันขาดการทำงานกลุ่มตรงนี้ไป อาจทำให้มิตรภาพแตกสลายได้ในท้ายที่สุด

“เพื่อนบางคนอาจจะยังพยายามหาวิธีเพื่อให้เรารู้ว่าเขา ‘แคร์’ และรับรู้ช่องว่างบางอย่าง เพื่อกลับมาเช็คความรู้สึกกัน และจะทำให้คุณรู้ว่าการเชื่อมต่อกันยังคงสำคัญ แม้ว่าเขาจะมีเวลาจำกัดก็ตาม”

เพราะไม่ใช่ว่าจะไม่ให้เข้าใจเพื่อนเลยว่าเขาก็อาจมีเวลาส่วนตัวของเขา แต่ความรู้สึกที่เรายังซัพพอร์ตกันและกันก็ยังคงสำคัญอยู่เสมอ เนื่องจากส่วนหนึ่งของเวลาส่วนตัว ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ใครเป็นคนสำคัญบ้าง

ขณะที่ ฟ้าใส (นามสมมติ) อายุ 24 เป็นตัวแทนของคนที่รู้สึกว่าเพื่อนจะมาหาตัวเองเฉพาะตอนที่มีปัญหากับแฟน แต่เมื่อมีความสุขดี เขากลับหายไป เหมือนกับว่าถูกมองเห็นแค่ตอนหนักใจเท่านั้น ซึ่งเธอเองก็เป็นอีกคนที่มีแฟนอยู่แล้ว เลยเข้าใจดีว่า การบาลานซ์ความสัมพันธ์กับเพื่อนยังคงสำคัญแค่ไหน แต่เมื่อถูกเพื่อนละเลยความรู้สึก ก็เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกแย่ เพราะเธอก็ไม่เคยคิดจะละเลยเพื่อน แม้จะมีแฟนก็ตาม

“เราไม่ได้รู้สึกถึงขั้นว่าเพื่อนมีแฟนแล้วทิ้งเรา แต่ทุกส่วนของเพื่อนที่เราจะได้รับรู้ กลายเป็นว่าต้องมีแฟนเกี่ยวข้องเสมอ วันไหนมีความสุขกับแฟนดีจะไม่นึกถึงเรา แต่มีปัญหาเมื่อไหร่ สายแรกคือเราเสมอ จริงๆ ไม่ได้รู้สึกแย่ที่เขามาปรึกษาปัญหา แต่เวลาที่เรามีปัญหาเขาไม่เคยถามเรากลับเลยว่าเราเป็นยังไงบ้าง ซึ่งเราก็เคยบอกเพื่อนตรงๆ ถึงปัญหานี้ แล้วเพื่อนก็บอกว่า เข้าใจที่เรารู้สึก แล้วก็ขอโทษที่เป็นอย่างนั้น แล้วเขาก็พยายามยั้งตัวเองมากขึ้น ที่จะไม่ปรึกษาทุกครั้งที่เกิดปัญหา แต่ในความจริง ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์มันจะเฮลตี้ คือต้องมีคนพูดและคนฟัง เวลามีปัญหาเหมือนเรากลายเป็นคนรับฟังอย่างเดียว ทำไมก่อนเขามีแฟน เขายังรับฟังเรา ถามเราว่ามึงเป็นยังไงบ้าง เรายังแชร์สิ่งที่เราชอบร่วมกันได้ แต่พอมีแฟน ทุกอย่างเราไม่สามารถทำด้วยกันได้แล้ว”

“ถ้าเขามีความสุขกับแฟนมันโอเคที่เขาจะใช้ความสุขนี้กับใครสักคน แต่ที่ติดใจคือเขามองว่าเราเป็นถังขยะของเขา วันนี้ฉันไม่มีใครรับฟัง งั้นแกฟังได้ไหม เขาไม่ได้ถามว่าเราฟังได้ไหม แต่เขาให้เราฟัง แต่พอเราจะคุยเรื่องอื่นบ้างก็ไม่คุย ถามว่าเราเป็นยังไง ก็ไม่เคยถาม สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้เขาแสดงความสำคัญกับเรา เพราะทุกวันนี้เหมือนเราเป็นแค่คนที่หันกลับมาก็เจอ ไม่อยากให้นึกถึงเราแค่ตอนมีปัญหากับแฟน เทคแคร์เราบ้าง เราเจออะไร เราเป็นอะไร ไปทำอะไรกับเราบ้าง คุยกับเราเรื่องอื่นบ้างที่ไม่ใช่แฟน เพราะทุกครั้งที่ทักหาเรา มันไม่ใช่ว่าเพราะฉันคิดถึงแก แต่เป็นเพราะฉันจะมาคุยเรื่องแฟน”

เราคิดว่าส่วนหนึ่งมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของเพื่อน อาจทำให้บางคนรู้สึกว่านั่นคือพื้นที่ปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เราจึงคิดว่าพวกเขาจะ ‘อยู่ตรงนั้นเสมอ’ ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม แง่หนึ่งก็ถูก เพราะเพื่อนที่ผูกพันกันทางอารมณ์มากๆ ก็อยากจะซัพพอร์ตเพื่อนตลอดนั่นแหละ แต่อีกด้านหนึ่ง หากเราเลือกที่จะพูดแต่เรื่องตัวเอง และเลือกระบายความรู้สึกกับเพื่อน เพราะคิดว่าเขาปลอดภัย เราก็อาจต้องมองอีกมุมว่า เพื่อนก็อยาก ‘พูด’ และระบายความรู้สึกของตัวเองให้เราฟังเหมือนกันบ้างหรือเปล่า? การละเลยที่จะฟังความรู้สึกของคู่สนทนา เป็นปัญหาที่หลายคนอาจเคยรู้สึกแบบนั้น และบางทีอาจนำไปสู่ความรู้สึกอึดอัด และไม่ได้ปลอดภัยที่จะพูดกับเพื่อนที่ไม่คิดจะฟังเรา ซึ่งส่งผลต่อระดับความสนิทใจที่อาจลดลงอย่างน่าเสียดาย

และบางคนก็อาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นตัวคั่นเวลา หรือเป็นแผนสํารองเวลาที่แฟนเพื่อนไม่ว่างก็เป็นได้ ซึ่งคงเป็นอะไรที่ท็อกซิกไม่น้อย เมื่อเราไม่เคยได้เป็นลำดับความสำคัญแรกๆ ของเพื่อน

คิตตี้ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี แชร์ประสบการณ์ที่เธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวสำรองนี้ให้เราฟังว่า “เวลาเราทะเลาะกับเพื่อน เรารู้สึกเศร้ามากกว่าทะเลาะกับแฟน เพราะเขาคือคนที่ผูกพันทางใจมากๆ ยิ่งผิดใจกันยิ่งแย่ เรามีเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทกันตั้งแต่ปี 1 เป็นเพื่อนคนแรกเลย จนเราทำงานมา 5-6 ปีแล้ว ก็ยังออกไป hang out กันทุกวันจันทร์ ไลฟ์สไตล์ของเราคือถึงไหนถึงกัน ทำอะไรทำสุด มีคนไหนตกทุกข์ เราก็พร้อมซัพพอร์ตกันสุดๆ เกิด crisis อะไร ก็ช่วยกันแก้ปัญหา รักเหมือนคนในครอบครัว ซึ่งที่ผ่านมา เขามีแฟนกี่คนก็ยังให้ความสำคัญกับเรา ยังเที่ยว ยังสนุกกันอยู่ แต่พอเขามีแฟนคนนี้ นิสัยก็เปลี่ยนไป อยู่ดีๆ ก็ไม่ไปข้างนอกกับเรา ขนาดแค่กินหมูกระทะก็ยังไม่ออกมา ทั้งที่ก่อนหน้าไปกินกันประจำ แต่เขาจะโทร.มาหาเรา เฉพาะตอนที่อยากให้เราไปรับเขาที่ทำงาน เหมือนเรามีประโยชน์แค่ตอนเขาต้องการเท่านั้น เราไม่สามารถมี full day กับเพื่อนในวันเสาร์-อาทิตย์ได้แล้ว เพราะเขาเลือกจะอยู่กับแฟนเท่านั้น”

“ในความรู้สึกของเรา คือเราอยากให้เพื่อนมีผัว อยากเห็นเพื่อนมีความสุข ซึ่งถ้าเลิกกันเมื่อไหร่เราก็คงยังจะยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อซัพพอร์ตเขา เพราะเรารักเขามาก ถึงตอนนี้เราจะเจ็บปวดก็ตาม”

“วิธีที่เราเยียวยาคือการอยู่กับเพื่อนอีกคน และรักเขาให้มากๆ เหมือนที่เขารักเรา แทนที่เราจะเอาความรักไปให้คนนี้แค่คนเดียว คนเราเติบโตและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราเข้าใจตรงนี้ดี”

ขณะที่เราก็ได้คุยกับคนที่สามารถบาลานซ์ความสัมพันธ์กับเพื่อนได้ เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ ถ้าเรายังอยากจะดูแลมิตรภาพให้ไปต่อกันอย่างเฮลตี้ มันก็ “ทำได้”

นัท อายุ 34 เล่าให้เราฟังว่า “ไม่เคยรู้สึกโดนทิ้ง ทุกฝ่ายค่อนข้างแฮปปี้ เพราะเราเข้าใจกันมาก ถ้าเขาจะอยู่กับแฟน ก็ไปอยู่ได้ ไม่โกรธ อาจเพราะเรารู้ว่าแฟนเขาทำงานหนัก และไม่ค่อยมีเวลาเจอกัน เราเลยให้เวลานั้นเขาอยู่กับแฟน แค่ตกลงกันไว้ก่อนว่าจะบอกล่วงหน้ากัน เพื่อนสนิทเราที่มีลูก เราก็เข้าใจเวลาเขาเลือกลูก หรือบางทีเวลานัดเจอกันก็พาหลานมาด้วย แล้วก็เม้ามอยกันได้ (หัวเราะ) เราคิดว่าสิ่งที่ทำให้เรากับเพื่อนไม่โกรธกัน คือการที่เรายังสามารถคุยกันตลอด ถึงเพื่อนจะทุ่มเทให้แฟนเวลามีความรัก แต่เวลาเจอกันทีก็มีเวลาให้เต็มที่ ไม่ได้รู้สึกว่าเราขาดความรักจากเพื่อนไป”

เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่ทุกคนอาจมีชีวิตและความคิดที่เปลี่ยนไปในทุกๆ วัน ซึ่งนั่นหมายถึงลำดับความสำคัญของแต่ละคนก็อาจเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีสิทธิ์เลือกความเฮลตี้ในแบบของตัวเอง ทั้งฝั่งเพื่อนที่มีแฟนที่เลือกชีวิตของเขา ส่วนฝั่งเพื่อนที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนไปก็มีสิทธิ์เลือกเช่นกันว่า เราจะรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า จะมองมันอย่างเข้าใจก็ได้ จะลองพูดคุยและปรับเปลี่ยนเข้าหากันเพื่อให้มิตรภาพยังไปต่อก็ได้ หรือถ้าจะรู้สึกไม่โอเค นั่นก็เป็นความรู้สึกหนึ่งที่รู้สึกก็ได้เช่นกัน เพราะท้ายที่สุด เราคงต้องค่อยๆ หาจุดที่เฮลตี้ จุดที่เราจะยังมีความสุขกับชีวิตได้ในแบบของตัวเอง

บทความต้นฉบับได้ที่ : พอเธอมี ‘เขา’ มิตรภาพเพื่อนรักของเราก็เปลี่ยนไป…เรื่องราวความสัมพันธ์ขาดบาลานซ์จากมุมมองฝั่งเพื่อนที่รู้สึกเหมือนอกหัก ในวันที่เพื่อนสนิทมีแฟนแล้วเปลี่ยนไปตามการเติบโต ซึ่งบางคนอาจหาตรงกลางได้และยังรักกันดี แต่บางคนอาจเจ็บไม่ไหว เพราะความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...