‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’ ชี้โพสต์พรรคประชาชน เสี่ยงถูกร้องเซาะกร่อนสถาบันฯ ปมองคมนตรี
วันที่ 21 พ.ค.69 "เอ็ดดี้" นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…
โพสต์ของพรรคประชาชน สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายในการ "เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ" หรือไม่?
หากวิเคราะห์จากเนื้อหาในโพสต์นี้ มีจุดที่ต้องพิจารณาทั้งมุมที่เป็น "เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" และมุมที่ "อาจถูกนำไปร้องเรียน" ดังนี้
มุมที่เป็นการแสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาการและรัฐธรรมนูญ
โพสต์นี้เริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ว่า “รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร” ซึ่งเป็นการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ว่าเหตุใดจึงเชิญองคมนตรีมาร่วมประชุมในลักษณะที่อาจทับซ้อนกับอำนาจบริหาร
อ้างอิงหลักการแบ่งแยกอำนาจ: เนื้อหาเป็นการอภิปรายในเชิงหลักการรัฐศาสตร์และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่อง "สถานะความเป็นกลางขององคมนตรี" และ "หลักความรับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งถือเป็นประเด็นสาธารณะที่วิญญูชนหรือพรรคการเมืองฝ่ายค้านสามารถตั้งคำถามได้ตามปกติ
ตัวโพสต์ระบุชัดเจนว่าไม่ได้ปฏิเสธความปรารถนาดี และเน้นย้ำถึงการรักษาดุลยภาพเพื่อไม่ให้สถาบันฯ ต้องลงมาพัวพันกับการเมืองและความรับผิดชอบในความผิดพลาดของรัฐบาล
มุมที่สุ่มเสี่ยง (อาจถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำไปร้องเรียน)
การใช้คำว่า "กระทำการมิบังควร" และ "ละเมิดหลักการฯ" การใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและโยงเข้าหาประเด็นระบอบปกครอง อาจถูกนักร้องเรียนทางกฎหมายนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือ กกต. เพื่อตีความว่า พรรคพยายามสร้างกระแสความขัดแย้ง หรือดึงสถาบันองคมนตรี (ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาในพระองค์) เข้ามาเป็นประเด็นพิพาททางการเมือง เพื่อหวังผลทางการเมือง
จะเห็นได้ว่า แกนสำคัญคือ โพสต์นี้ไม่ได้โจมตีพระมหากษัตริย์โดยตรงแบบตรงองค์ประกอบมาตรา 112
แต่ความเสี่ยงของโพสต์นี้อยู่ที่ “การลากบทบาทองคมนตรีให้เชื่อมกับพระราชอำนาจและฝ่ายบริหาร” จนเกิดภาพว่า มีอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งเข้าไปกำกับรัฐบาล หรือเกิดคำถามว่า “ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง” ตรงนี้เป็นถ้อยคำที่อาจถูกตีความได้ว่าไม่ได้วิจารณ์แค่รัฐบาล แต่กำลังสร้างข้อสงสัยต่อโครงสร้างของระบอบฯ ทั้งระบบ
ตามรัฐธรรมนูญ องคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญห้ามองคมนตรีเป็น ส.ส. ส.ว. ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง หรือแสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ๆ
ดังนั้น การตั้งคำถามว่า “บทบาทนี้เหมาะสมหรือไม่” ทำได้ในเชิงหลักการ แต่ถ้าขยายไปเป็นข้อกล่าวหาว่าองคมนตรี “แทรกแซงฝ่ายบริหาร” หรือ “เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง” โดยไม่มีหลักฐานชัด จะเริ่มเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง
จุดที่สุ่มเสี่ยงที่สุดของโพสต์นี้ ไม่ใช่คำว่า “มิบังควร” อย่างเดียว แต่คือชุดถ้อยคำเหล่านี้:
“องคมนตรีเข้า ‘คลุกวงใน’ กับการทำงานของฝ่ายบริหาร”
“คำแนะนำจากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก”
“หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ”
“ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง”
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามเชิงรัฐธรรมนูญ แต่สร้างนัยว่า มีอำนาจนอกระบบประชาธิปไตยเข้าไปครอบงำฝ่ายบริหาร ซึ่งถ้าถูกมองในกรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ก็อาจถูกหยิบไปตีความว่าเป็นการทำให้สถาบันฯ หรือกลไกที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันฯ ถูกดึงลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง
ในคดีมาตรา 49 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางหลักว่า การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ทำไม่ได้ และรัฐธรรมนูญยังเปิดให้ร้องต่ออัยการสูงสุด/ศาลรัฐธรรมนูญได้หากเห็นว่ามีการกระทำเช่นนั้น อีกทั้งในคดีก้าวไกล ศาลเคยอ้างแนวว่า การกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์โดยชัดแจ้ง เป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สำหรับพรรคการเมือง ความเสี่ยงหนักกว่าบุคคลทั่วไป เพราะ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 เปิดช่องให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ หากพรรค “กระทำการล้มล้าง” หรือ “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์” ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่ต้องย้ำว่า คดีก้าวไกลไม่ได้เกิดจากโพสต์เดียว ศาลพิจารณาพฤติการณ์ต่อเนื่องหลายอย่าง เช่น การรณรงค์ การชุมนุม การเสนอร่างกฎหมาย การใช้เป็นนโยบายหาเสียง และการสื่อสารทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น โพสต์นี้ “เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่อาจถูกนำไปประกอบข้อกล่าวหาได้” มากกว่าจะบอกว่า “โพสต์เดียวแล้วยุบพรรคทันที”
อีกด้านหนึ่ง ข้อเท็จจริงก็สำคัญมาก เพราะหน่วยงานรัฐรายงานว่า คณะองคมนตรีให้คำแนะนำและข้อห่วงใยเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ภัยแล้ง การบูรณาการข้อมูล การทำฝนหลวง และการจัดสรรน้ำเพื่อประชาชน
อธิบดี ปภ. ชี้แจงว่าเป็นการร่วมประชุมเพื่อแชร์ประสบการณ์ ให้กำลังใจ และทำต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง
ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้อความของพรรคที่ว่า “แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หรือ “จำเป็นต้องรับคำแนะนำแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ” จะเป็นจุดเปราะ เพราะเป็นข้อเท็จจริง/ข้ออนุมานที่ต้องพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เขียนแบบกล่าวลอย ๆ
รัฐธรรมนูญไม่ได้“ห้ามองคมนตรีเกี่ยวข้องกับงานสาธารณะทุกชนิด และภัยแล้งไม่ใช่นโยบายหาเสียงของพรรคใด แต่เป็นสาธารณภัยที่กระทบประชาชน การให้ข้อห่วงใยเรื่องน้ำ อาหาร กลุ่มเปราะบาง และการบรรเทาทุกข์ จึงไม่ควรถูกเหมารวมทันทีว่าเป็น “บทบาททางการเมือง”
ระบอบการปกครองของไทยไม่ใช่ “ฝ่ายบริหารทำงานโดดเดี่ยวโดยห้ามสถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน” แต่คือระบอบที่อำนาจบริหารต้องอยู่ที่ คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีฐานะประมุขของรัฐ และมีพระราชกรณียกิจด้านการบรรเทาทุกข์ ประชาชน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่ในโครงสร้างของไทย
บทความจึงบิดด้วยการทำเหมือนว่า “ความห่วงใยต่อประชาชนจากฝ่ายสถาบัน” เท่ากับ “การแทรกแซงอำนาจบริหาร” ทั้งที่สองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ส่วนคนที่นำโพสต์ไปโพสต์ซ้ำ ต้องระวัง
สรุป
การตรวจสอบรัฐบาลทำได้ แต่การบิดจาก ‘การร่วมสังเกตการณ์และให้คำแนะนำด้านภัยแล้ง’ ไปเป็นภาพว่า ‘มีอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ’ เป็นการตีความเกินข้อเท็จจริง และอาจทำให้สถาบันที่ควรอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลเสียเอง
ในทางกฎหมายอาญา (เช่น มาตรา 112) โพสต์นี้ ไม่เข้าข่าย
แต่ในทางกฎหมายพรรคการเมือง อาจมีความเสี่ยงถูกนำไปตีกรอบว่าเป็นพฤติกรรมที่สร้างความปั่นป่วนหรือพยายามแยกสถาบันฯ ออกจากระบบราชการ และมีความเสี่ยงสูงในกรอบ “มาตรา 49 / มาตรา 92 พรรคการเมือง / การเซาะกร่อนบ่อนทำลาย / การทำให้สถาบันฯ ถูกดึงเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง”
โดยเฉพาะเพราะใช้ถ้อยคำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า องคมนตรีมีอิทธิพลเหนือฝ่ายบริหารจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางราชการชี้ว่าเป็นการให้คำแนะนำเรื่องภัยแล้งและการบรรเทาทุกข์ประชาชน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดุลยพินิจและการตีความของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต
#เอ็ดดี้อัษฎางค์ #พรรคประชาชน #องคมนตรี #การเมืองไทย #มาตรา49 #มาตรา92 #ข่าวการเมือง #สถาบันพระมหากษัตริย์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline