โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โชว์ปราบโกงเปิดข้อมูลทุกเม็ด

ไทยโพสต์

อัพเดต 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 4.00 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"อนุทิน" นั่งหัวโต๊ะภาครัฐ-เอกชน ยกระดับปราบคอร์รัปชัน สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐไม่ต้องกั๊ก ลั่นพบนายกฯ-รมต.โกงยื่นตรวจสอบได้เลย เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย ไม่เห็นด้วย CPI ทำสถิติจากความรู้สึก ทำประเทศเสียหาย สั่งทุกหน่วยทำรายงานศึกษาปิดช่องโหว่ทุจริต สยบข้อครหา ด้านเอกชนชมเปาะรัฐบาลแอ็กชันเร็วมาก พร้อมร่วมมือ ป.ป.ช.-ป.ป.ท. จ่อตั้งคณะทำงานร่วม ทส. พร้อมส่งข้อมูลให้ คพ. สภาไฟเขียวร่าง กม.อำนวยความสะดวกฯ ยืนตาม สว.แก้ไข

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม เวลา 09.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), ผู้แทนประธานสภาหอการค้าและผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐ และคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.)

โดยนายกฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ โดย กกร. ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลและผู้บริหารหน่วยงานราชการ เห็นว่าสมควรที่จะรับฟังและศึกษาให้ความเห็นของทุกคนเพิ่มเติม ในการหาทางแก้ปัญหาป้องกันปราบปรามในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง โดยเสนอปฏิรูปกระบวนการอนุมัติอนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชน และยังเลยไปถึงประชาคมโลกในระดับนานาชาติ

นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (CPI) ขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยตรวจสอบปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และให้มีการสนับสนุนทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงาน และทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเราปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปลอดการทุจริตคอร์รัปชัน

“ผมเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่ก็มีข้อยกเว้น ข้อมูลนี้ให้ได้ ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ผมได้แจ้งนายปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมด ไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว แม้มีข้อยกเว้นก็เข้าไปแก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิดๆ ปิดๆ เฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ ส่วนที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิด อย่างนี้จะแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการคอร์รัปชัน ซึ่งผมบ่นกับเลขาฯ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯ คนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปศาล ไป ป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย เรื่องของกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆ โจรย่อมทิ้งร่องรอย ผมคิดว่าเราเจอเป็นเคสๆ เน้นให้เต็มที่ และผมเชื่อว่าท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูล ที่จะทำให้สอบไปถึงต้นตอได้" นายกฯ ระบุ

อย่างไรก็ตาม การที่จะไปวัดจากการสอบถาม ตนขอกราบเรียนตรงๆ ว่าวันนี้ท่านมาถามตนในฐานะเป็นประชาชนทั่วไปไม่ใช่นายกฯ คิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชันไหม คำตอบคือมีถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน ฉะนั้นตรงนี้ทำให้การรับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไข และไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทยมีความเปราะบางพอสมควรในการที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ ผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นทางการเมืองการลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆ ที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศของไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่สามารถมาลงทุนได้ และมีความมั่นใจสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มีความเสียหาย

ด้านนายปกรณ์กล่าวว่า นายกฯ ให้ความสำคัญและให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่กันอย่างไร และตนได้ให้นโยบายต่อไปว่าให้เอาข้อมูลในประเด็นต่างๆ เข้าไปทำการสำรวจ ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยไปศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่บ้างที่อาจจะก่อให้เกิดประเด็นการคอร์รัปชัน ให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วนำเสนอทำเป็นรายงาน นำเสนอต่อ คตท.

ส่วนเรื่องการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาอยู่ใน 6 หรือ 7 กลุ่มธุรกิจ ในวันที่ 10 มิ.ย. ภาคเอกชนจะเสนอข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริต และพอเสนอมาแล้วจะนำมารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเว็บไซต์ law.go.th และเมื่อได้ความคิดเห็นเป็นอย่างไรแล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับปรุงแก้ไข จะได้ไม่เกิดช่องโหว่ที่เป็นข้อครหากันอีก

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในที่ประชุมนายกฯ ตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย ทั้ง 6 ประการ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก “Open Government” ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ด้านนางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เผยว่า มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง ทส.กับ กกร. ซึ่งเป็นนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งได้สั่งการให้ทุกกรมไปหาว่างานไหนที่มีความเสี่ยงมากที่สุด อาจจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างหรือเป็นงานอื่นหรือไม่ หยิบ 1-2 งานเพื่อทำขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน หรือ SOP ว่าจะสามารถรั่วไหลตรงไหนได้บ้าง หลักการที่คุยกันในที่ประชุมคือ ให้มีความโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจ ต้องประกาศคู่มือปฏิบัติงาน ระบุระยะเวลาให้ชัดเจน อันไหนลดขั้นตอนได้

ขณะที่ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย พร้อมด้วยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอจี) กล่าวว่า ขอบคุณนายกฯ และรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการ คตท.ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องการทุจริต ถือว่ารัฐบาลมีแอ็กชันที่เร็วมาก เรารู้สึกดีใจ หลังจากที่เรามีการเซตอัปของ กกร.ร่วมกับหน่วยงานวิชาการ ทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทีไอเจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดทำลักษณะข้อมูลเชิงวิชาการและข้อเท็จจริง ทั้งนี้ กกร.ได้คุยกับ ป.ป.ช. ป.ป.ท.แล้ว และพร้อมจะร่วมมือกัน

เมื่อถามว่า กรมควบคุมมลพิษระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเรียกรับสินบนจาก กกร. นายพจน์กล่าวว่า ได้มีการหารือกันแล้ว โดยนายธนวรรธน์กล่าวเสริมว่า จะส่งข้อมูลให้วันที่ 22 พ.ค.นี้ ซึ่งร่างไว้ครบทั้งหมดแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลที่ส่งให้จะเป็นหลักฐานที่จะสามารถนำไปดำเนินการเอาผิดหน่วยงานได้ใช่หรือไม่ นายพจน์ย้อนถามว่า “เอาผิดใครล่ะ” เมื่อสักครู่ได้พูดคุยกับปลัด ทส. ว่าแบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับเวิลด์แบงก์และโออีซีดี ซึ่งเป็นแบบสอบถามว่ามีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเอาผิดใคร

ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภา วาระพิจารณาเรื่องด่วน ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ….. ด้วยเสียงเห็นชอบ 435 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว สภาฯ ที่ 26 ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม ถือว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และจะได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 81 ต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...