โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เมื่อโลกล้ำ.. ธรรมล้น..” … กาลโกลาหลจึงบังเกิด!!

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 1.31 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา… นับว่า วิถีโลก เข้าสู่กาลโกลาหลเต็มตัว เมื่ออำนาจเทคโนโลยียุคไอทีผลักดันสังคมเข้าสู่กระแสดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ.. จึงได้เห็น กาลโกลาหลในกระแสสังคมดิจิทัล ที่แม้แต่ศาสนจักร ยากจะปฏิเสธ

การปรับตัวของสถาบันศาสนาอย่างไม่ได้เตรียมพร้อม จึงได้เห็นวิกฤตการณ์ในเขตแดนศาสนา โดยเฉพาะ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายหลัก ๔ ประการในสังคมแบบใหม่ ที่มีวัตถุไอทีเป็นเทพเจ้า..

การเผชิญหน้าระหว่าง องค์กรศาสนา.. กับกระแสสังคมดิจิทัล อย่างขาดการใส่ใจพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) จึงทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิด.. ก่อเกิดเป็นสองแนวสุดขั้วตรงข้าม ระหว่างการปฏิเสธกระแสไอทีอย่างสิ้นเชิง กับ การโอนอ่อนผ่อนตามอย่างราบคาบ.. โดยการอ้างถึงความจำเป็นในการแสวงหาความรู้และความจำเป็นจากการปลอบประโลมใจของ อัลกอริทึม (Algorithm)

วิกฤตศรัทธา.. จึงเกิดต่อสถาบันศาสนา.. กระทบต่อความมั่นคงของศาสนจักร ที่เคยดำรงอยู่มาอย่างยั่งยืนยาวนาน ด้วยกระแสไอทีที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกผกผันไปจากเดิมอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนเกิดกระแสโลกยุคใหม่ซับซ้อนยิ่งไปกว่าเดิม.. ส่งผลต่อทุกองคาพยพของโลก โดยเฉพาะ ศาสนจักร.. ที่ถึงคราวต้องปรับตัวในทุกด้าน เพื่อการอยู่รอด.. ในการอยู่ร่วมกับกระแสโลกยุคใหม่ ที่ต้องเรียนรู้ให้ทัน ดังเช่น..

..ความท้าทายจาก AI และอัลกอริทึม.. ที่มนุษย์ยุคใหม่จะยกย่องว่าเป็นที่พึ่งแท้จริง ต่อการดำรงชีวิตที่จะเป็นอยู่ได้ด้วยการพึ่งพา เทคโนโลยี แชตบอต.. เนื้อหาไวรัล เพื่อตอบโจทย์ของชีวิตในทุกมิติ โดยเฉพาะ ทางจิตวิญญาณและความหมายของชีวิต.. ที่เป็นเหตุ.. เป็นปัจจัยให้ สถาบันศาสนา สูญเสียบทบาทในการเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ เพื่อการเข้าถึงสัจธรรมของชีวิต ที่เคยผูกขาดมายาวนานแต่ผู้เดียว

จึงได้เห็นการเรียนรู้ทางศาสนาของนักบวช (บรรพชิต) และผู้นำทางศาสนายุคใหม่ ที่พยายามก้าวขึ้นมามีบทบาท และพยายามเข้าสู่กระแสไอทีเพื่อหวังชิงการชี้นำจากกระแสสังคมดิจิทัลกลับคืนมา ด้วยความมุ่งมั่นในการใช้สื่อไอทีทุกรูปแบบ เพื่อการนำเสนอแนวคิด.. หลักธรรมคำสอนของศาสนา ที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณมหาชนในสังคมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ.. แม้ว่าภาพลักษณ์การแสดงออกจะต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิม..

การเคลื่อนไหวระหว่างนักบวช.. นักการศาสนาที่ต่างขั้วสุดโต่ง จึงเกิดขึ้น เพื่อการช่วงชิงการนำในการทำหน้าที่ เผยแผ่ศาสนา.. หลักธรรมคำสั่งสอนจากกระแสสังคมไอที ที่มีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณ ที่สามารถสร้าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปทำหน้าที่ทดแทนบุคลากรทางสังคม. แม้แต่ในเชิงศีลธรรมได้อย่างน่าศึกษายิ่ง!!

แต่ไม่ว่า อิทธิพลไอทีในสังคมดิจิทัล จะมีบทบาทในการนำอย่างไร.. ก็ยังมีข้อจำกัดให้อยากที่จะเข้าไปทดแทน สัจธรรม ในธรรมชาติ ที่มีอำนาจเหนือ จิตวิญญาณมนุษยชาติ ได้จริง.. เพราะ จิตวิญญาณย่อมโหยหาสัมพันธภาพกับจิตวิญญาณ.. ที่สามารถตอบสนองความรู้สึก.. ความต้องการได้จริงได้มากกว่า.. ที่ความเสมือนจริง (AI) มิสามารถตอบสนองความรู้สึกแท้จริงได้

จึงได้เห็นการเดินทางไปสู่วัดวาอารามต่างๆ ที่มิได้ลดน้อยลงไปเลย เพื่อร่วมประกอบการกุศลในศาสนพิธีอันสำคัญ หรือเพื่อการได้พบปะกับสมาชิกในสังคม ที่สามารถสื่อสารความรู้สึกนึกคิดซึ่งกันและกันได้ ภายใต้อิทธิพลเทคโนโลยีไอที ที่ถูกใช้เป็นเพียงส่วนสนับสนุนในการเชื่อมโยง ติดต่อ สานความสัมพันธ์ ต่อกัน ตามจุดมุ่งหมายของความต้องการของจิตวิญญาณ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิทธิพลทางจิตวิญญาณย่อมมีเหนือวัตถุนิยม แม้ในยุคไอที ที่สามารถสื่อสารความเสมือนจริง (AI) ได้.. แต่ ศาสนจักร ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ถึง อิทธิพลแห่งโลกดิจิทัล ที่เข้ามาถึงแล้วจริง ทั้งนี้ เพื่อการเตรียมการเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะ เพื่อการก้าวผ่านกาลโกลาหล ที่กำลังเกิดขึ้นแล้วนี้ไปให้ได้ ด้วยวิธีการอันแยบคายโดยการ เอาโลกวัตถุนิยมรองรับธรรมนิยม.. เพื่อการใช้ประโยชน์จากวัตถุไอทีอย่างสร้างสรรค์ในสมัยสังคมดิจิทัลที่มิอาจปฏิเสธได้ โดยยึดหลักกุศโลบายที่ว่า เมื่อเอาชนะไม่ได้.. ก็ควรคบเป็นพวก..

การไม่มองไปในทิศทางสุดโต่งเป็นมุมลบอย่างเดียวในแต่ละกรณีที่ต้องเผชิญ โดยยึดหลัก “วิภัชชวาท” คือ การจำแนกแจกแจง.. สืบสาว สอบสวน หาเหตุ..หาผล.. โดยยึดหลักมหาปเทสทางวินัย สัมพันธ์กับ พระธรรมวินัย .. เพื่อการตัดสินใจในเรื่องที่มิได้ทรงบัญญัติห้ามหรืออนุญาตไว้.. จึงนับเป็นสาระธรรมที่สำคัญที่สุดในยามนี้

การอนุโลมตามโลก.. แต่มั่นคงตรงธรรม.. ไม่คัดค้านพระธรรมวินัย.. จึงเป็นศาสตร์ศิลป์ของฝ่ายศาสนจักร ที่สำเร็จด้วยการเจริญสติปัญญาในทุกขณะ เพื่อการตื่นตระหนักรู้เท่าทันกระแสโลก..

การแก้ปัญหาใดๆ ของฝ่ายศาสนา จึงต้องไม่แก้แบบ “ตาแหก .. ขี้ขึ้นหัว” ด้วยความกลัวต่อ วิวัฒนาการของโลก ที่ออกแบบกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองสังคมตามวิถีโลกนั้นๆ ดังตัวอย่างเช่น การพยายามจัดการให้ เจ้าอาวาสเป็นพนักงานตามกฎหมาย แม้เป็นข้อขัดแย้งต่อพระธรรมวินัยโดยตรง อย่างขาดความคำนึงเข้าใจว่า พระคือพระ .. พระไม่ใช่คน ซึ่งหากเข้าใจคำนี้จริงๆ อย่างเป็นธรรม.. ต้องจบการไต่สวนตีความทันที.. อย่างมิต้องเข้าไปพึ่งศาลใดๆ ทางโลกให้เสียหายต่อศาสนจักรที่คุ้มครองโดยพระธรรมวินัย

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงตาม วิสัยพระปฏิบัติ.. ได้แก่ การบัญญัติให้เจ้าอาวาสลงนามในเอกสารธุรกรรมการเงิน เพื่อเปิดบัญชีวัด ร่วมกับคนวัดที่เรียก ไวยาวัจกร หรือกัปปิยการก ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ หากมองตรงเจตนารมณ์พระวินัย ที่บัญญัติไว้ใน ปาฏิโมกข์ศีล ๒๒๗ สิกขาบท ในหมวด นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ข้อที่ ๑๘, ๑๙, ๒๐ ของโกสิยวรรค ที่ห้ามรับ.. ให้รับ ซึ่งทองเงิน หรือยินดีทองเงินที่เขาเก็บไว้ให้…. ห้ามภิกษุใดๆ ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ.. และห้ามภิกษุใด ถึงการซื้อและการขายมีประการต่างๆ.. ที่กล่าวโดยสรุปรวมว่า.. ห้ามทำธุรกรรมแบบคนทางโลก!!

ถ้ามองตาม เจตนาของพระวินัย อย่างไม่ตาบอด หูหนวก.. ก็พึงจะต้องเข้าใจตรงกันว่า

“ภิกษุ ไม่ควรถือ/มีเงิน.. ไม่ควรควบคุมการเงิน.. ไม่ควรเบิกถอน สั่งสม ด้วยตนเอง.. และไม่ควรทำหน้าที่เสมือนผู้จัดการการเงินไม่ว่ากรณีใดๆ.. ที่เข้าลักษณะเกี่ยวข้องกับ รูปิยะ (ทรัพย์สินเงินตรา)..”

ในการบัญญัติกฎหมาย ระเบียบการใดๆ ทางการปกครองของสงฆ์ จึงไม่ควรโต้แย้ง ขัดแย้ง คัดค้าน พระธรรมวินัย และไม่ควรลดหย่อนผ่อนปรนให้พระวินัยอ่อนด้อย แม้จะอ้างว่า เพื่อประโยชน์ของสงฆ์.. ประโยชน์ของวัด.. เพราะประโยชน์ของสงฆ์.. ประโยชน์ของวัด.. แท้จริงคือการรักษา สืบทอด พระธรรมวินัยดั้งเดิม ให้สืบเนื่องตลอดไป..

ดังนั้น ภิกษุ.. ในพระธรรมวินัยนี้ ไม่ว่าจะได้รับการยกย่องจาก ฝ่ายโลก (อาณาจักร) ให้อยู่ในฐานะใดๆ ก็ตาม.. หากต้องเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงิน จึงพึงควรทำเพียง รับรู้.. อนุมัติโดยหลักการตามความจำเป็นที่สงฆ์หรือวัดควรใช้.. พร้อมแจ้งความประสงค์ที่ถูกควรตรงตามพระธรรมวินัย..โดยไม่ควรอย่างยิ่งต่อการรับเงิน.. รับทอง ทำการโอนเงินเอง.. ทำธุรกรรมเอง ใช้แอปธนาคารเอง และเป็นผู้ถือบัญชีเชิงเจ้าของทรัพย์ด้วยตนเอง..

เรื่องดังกล่าว พระภิกษุที่ซื่อตรง มั่นคง แน่วแน่ ในความเป็นพระ.. ตรงตามพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา จะต้องไม่กระทำ.. ไม่ว่าในกรณีใดๆ… หากผิดไปจากพุทธบัญญัติในพระธรรมวินัย.. และขอให้เชื่อเถิดว่าองค์กรสงฆ์ยังมีพระปฏิบัติดี.. ปฏิบัติชอบอยู่เสมอ.. ที่พร้อมลาออกจากทุกฐานะ.. หากยังวุ่นวาย โกลาหล ไร้สาระ.!! ไม่เคารพใน “พระธรรมวินัย” ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแสดง.. ทรง บัญญัติไว้ดีแล้ว..!!.

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...