โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดึงทุนยุโรปเร่งลุยโครงสร้าง

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดึงทุนยุโรป! นายกฯ หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เร่งปิดดีล "FTA ไทย-อียู" โค้งสุดท้ายภายในสิ้นปีนี้ หวังส่งสินค้าไทยไปยุโรป ไร้กำแพงภาษีขวางกั้น ย้ำต้องบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ชู Direct PPA รับอุตสาหกรรมอนาคต เร่งคลอดแผน PDP ใหม่ภายใน 2 เดือน

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน

รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ 2.ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น 3.ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand-EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งกำลังจะครบรอบ 65 ปี จะยิ่งแน่นแฟ้นและนำมาซึ่งโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายต่อไป

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เป็นนักธุรกิจอียู เขาเข้ามายืนยันถึงความมั่นใจต่อประเทศไทย และชื่นชมในสิ่งที่ประเทศไทยตอบสนองและรับฟังความคิดเห็น ซึ่งการพูดคุยในวันนี้ ต่อเนื่องกันมาจากการที่เราพูดคุยหารือกันหลายครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเรามีการเตรียมความพร้อมในการที่รองรับการลงทุน การเข้ามาท่องเที่ยว หรือการเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าของเขา ตลอดจนการขอให้เขาช่วยสนับสนุนโค้งสุดท้ายการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงสุดท้ายแล้ว ซึ่งจะต้องปิดดีลให้ได้ภายในสิ้นปี 2569

นายกฯ กล่าวว่า เราก็ต้องเร่งสร้างความร่วมมือ เพราะที่มันช้าเพราะช่วงสุดท้ายเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างต้องไปต้องหาทางออกในข้อแตกต่างที่บางข้อมันห่างกันมาก แต่เพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ถ้าเราจบดีลนี้ได้ มูลค่าการค้าของกันและกันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเราก็จะสามารถส่งสินค้าของประเทศไทยไปสนับสนุนการผลิตของยุโรปได้โดยที่ไม่มีเรื่องของกำแพงภาษีมาขวางกั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปิดดีลในตอนนี้ไม่มีอุปสรรคอะไรใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีเรื่องวัตถุดิบและเรื่องเกษตรที่เราต้องบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยขอให้เขาช่วยผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้พูดทุกวงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะไปประเทศไหนมีผู้นำมาเยือน หรือว่าเราไปเยือนต่างประเทศ ทั้งเอเชียและยุโรป ผู้นำทุกประเทศก็ให้คำยืนยันว่าจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ OECD ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะถ้าเราเข้าเป็นภาคีได้ ก็จะเป็นการต่อยอดไปสู่การพลัส เช่น พลัส FTA, พลัส Thailand FastPass

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการพบหารือของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรปอาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) รัฐบาลได้ใช้เวทีดังกล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนยุโรป

นายเอกนัฏกล่าวว่า มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบการเปิดกว้างข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement หรือ DPPA จากเดิมที่หารือเฉพาะกลุ่ม Data Center 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด เป็นสัญญาณสำคัญต่อนักลงทุนยุโรป เพราะไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่เพียงต้นทุนพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องดำเนินธุรกิจตามมาตรฐาน ESG และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ ภายใน 2 เดือน กระทรวงพลังงานจะออกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงานไทย โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ความยั่งยืน และต้นทุนราคาพลังงานที่ต้องแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ

รมว.พลังงานเปิดเผยถึงความคืบหน้าการดึงค่าไฟสาธารณะมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ออกจากบิลของประชาชนอย่างถาวรว่า เบื้องต้นภาระ 18,000 ล้านบาทต่อปีนี้นั้น จะให้ 3 การไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งให้บริหารจัดการร่วมกัน โดยรัฐบาลมีแผนหาเงินชดเชยจาก 3-4 แหล่ง ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพระบบและลดต้นทุนพลังงาน

“ที่มาของรายได้นี้ ในที่สุดจะมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบนะครับ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ทั้งเรื่องของการเร่งเจรจา ยกเลิกสัญญาแอดเดอร์ที่ผูกกันไว้ชั่วนิรันดร์ไปซื้อไฟแพง ก็ต้องซื้อให้ถูกลง รวมไปถึงการเปิดตลาดเสรีไฟสะอาดอุตสาหกรรม ให้แข่งกัน แต่ว่าทางการไฟฟ้ามีค่าที่จะเก็บดูแลค่าโครงข่าย ส่วนนี้ก็จะดึงมาช่วยรับผิดชอบค่าไฟสาธารณะ” รมว.พลังงานกล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...