รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ถึงทางแยกสุดท้าย ชง ครม. เคาะ 2 ทางเลือก ก.ย. นี้
“โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)” หรือ ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กม. มูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านบาท สัญญาสัมปทาน 50 ปี ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี ที่ยังติดปัญหาไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO ได้นัดประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯ เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาฯ เบื้องต้นที่ประชุมได้รับทราบถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ตามที่ได้มีการเสนอแนวทางการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 แนวทางหลักที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดจากทั้งหมด4 แนวทาง คือ
แนวทางที่ 1 แก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เป็นทางเลือกที่พร้อมเดินหน้าได้เร็วที่สุด โดย รฟท. และ สกพอ. ได้สรุปเหตุผลความจำเป็นพร้อมร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ตรวจพิจารณาให้ความเห็นแล้ว
ส่วนอีกแนวทางที่เสนอ คือ แนวทางที่ 4 ในกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จะดำเนินการให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง โดยอาศัยข้อกำหนดในสัญญาข้อ 6.2 หรือ 30.2 ร่วมกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สำหรับสัญญาร่วมลงทุนฯ ที่มีการเจรจาเพื่อ "แก้ไขเพิ่มเติม" มีสาระสำคัญที่จะแก้ไขรวม 5 ประเด็นหลัก ตามมติ กพอ. ครั้งที่ 4/2567 (11 ต.ค. 2567) และครั้งที่ 1/2568 ดังนี้
5 ประเด็นสำคัญที่จะแก้ไขในสัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน
ประเด็นที่ 1 วิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการ (PIC) เพิ่มหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร เพื่อประกันการก่อสร้างงานโยธาของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ
ประเด็นที่ 2 กำหนดการชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) เพิ่มหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร เพื่อประกันว่ารัฐจะได้รับค่าสิทธิ ARL
ประเด็นที่ 3 การชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เอกชนได้ประโยชน์เกินสมควร
ประเด็นที่ 4 เงื่อนไขการเริ่มต้นการดำเนินโครงการ (Notice to Proceed – NTP) หลังการแก้ไขปัญหา โครงการสามารถเริ่มก่อสร้างได้ทันที โดยเอกชนตกลงสละเงื่อนไขบังคับก่อนเรื่องการได้รับบัตรส่งเสริม BOI ตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุนฯ
ประเด็นที่ 5 การป้องกันปัญหาจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการในอนาคต เพิ่มเติมข้อสัญญาให้รองรับเหตุกระทบรุนแรงทางการเงินในอนาคต (กลไกรองรับเหตุผ่อนผัน/เหตุสุดวิสัย)
อย่างไรก็ตามรัฐบาลย้ำชัดเจนกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องว่า การแก้ไขต้องอยู่บนหลักการ "รัฐไม่เสียผลประโยชน์ และเอกชนไม่ได้ประโยชน์เกินสมควร" โดยมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ วิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน และกำหนดการได้รับค่าสิทธิ ARL ซึ่งส่งผลให้
- รัฐชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (PIC) น้อยลง เพราะประหยัดจากการชำระเร็วขึ้น (เมื่อคำนวณเป็นมูลค่าปัจจุบันแล้วไม่เกินกว่าที่ ครม. อนุมัติไว้)
- รัฐได้รับค่าสิทธิ ARL เร็วขึ้นและมากขึ้น พร้อมดอกเบี้ยและค่าประกันเพิ่มเติม
- รัฐมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มจากสัญญาเดิม
- เอกชนยังคงรับความเสี่ยงด้านออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงิน เดินรถ และบำรุงรักษา ครบถ้วนตามเดิม
เปิด "ปม" เสี่ยงแก้ไขสัญญาไม่สำเร็จ
แม้ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมจะผ่านการตรวจพิจารณาของ อส. แล้ว แต่ ข้อสังเกตที่ 1 ของ อส. ชี้ว่า การแก้ไขเรื่องวิธีชำระเงินร่วมลงทุนและค่าสิทธิ ARL ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงหลักการของโครงการ ตามมติ ครม. เดิม (27 มี.ค. 2561) และกระทบภาระทางการคลังตามมาตรา 27 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ จึงต้องเสนอ ครม. ทบทวนมติก่อน
ท้ายที่สุด เมื่อรัฐไม่สามารถอนุมัติการแก้ไขสัญญาได้ทันเวลา เอกชนคู่สัญญาจึงมีหนังสือ ถึงรฟท. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 แจ้งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ให้สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
เปิดไทม์ไลน์เสนอครม.เคาะ แก้ปัญหาไฮสปีดจบ ก.ย.นี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ตามขั้นตอนหลังจากนี้ภายในเดือน ก.ค. 2569 ขะนำผลประชุมเสนอต่อคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการฯ รับทราบและพิจารณาให้ความเห็นต่อแนวทางแก้ไขปัญหา จากนั้น รฟท. จะมีหนังสือถึง สกพอ. แจ้งแนวทางแก้ไขปัญหาพร้อมความเห็นของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อ กพอ. พิจารณาต่อไป
จากนั้นในเดือน ส.ค. 2569 สกพอ. จะทำข้อเสนอต่อ กพอ. พิจารณาใน 2 กรณี คือ (1) เห็นชอบแก้ไขสัญญาหรือเลิกสัญญา และ (2) พิจารณาโครงการทดแทน ก่อนที่ กพอ. จะเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติการแก้ไขปัญหาโครงการฯ ตามมาตรา 11 (1) (12) แห่ง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ภายในเดือน ก.ย. 2569 ครม. มีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาหรือให้สิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯ จากนั้น รฟท. จะแจ้งเอกชนคู่สัญญาในการแก้ไขสัญญาหรือเลิกสัญญาร่วมลงทุนต่อไป.