โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

BIS เตือน 3 จุดเปราะบางเศรษฐกิจโลก ‘หนี้ท่วม-ฟองสบู่ AI-เงินเฟ้อ’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ซีเอ็นบีซี รายงานอ้างถึงรายงานของ “ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ” หรือ BIS เตือนว่าหนี้สาธารณะพุ่งสูง ความตึงเครียดจากอัตราเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี AI และความเปราะบางทางการเงิน กำลังสร้างแรงกดดันต่อ “เศรษฐกิจโลก

ในรายงานเศรษฐกิจประจำปีของ BIS ซึ่งเป็นองค์กรกลางของธนาคารกลางทั่วโลก ได้แจ้งเตือนถึง “ความเสี่ยง” ที่ซับซ้อนและทับซ้อนกัน ทั้งปัญหาฐานะทางการคลังที่ตึงตัว ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงหยุดชะงักเป็นระยะ และความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้ออาจกลับมาพุ่งสูงและฝังรากลึกอีกครั้ง

แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ BIS ย้ำว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาเสถียรภาพเอาไว้

"มาตรการทางนโยบายต่าง ๆ จะต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดแรงฉุดและแรงผลักที่ขัดกันเองในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีรากฐานทางการคลังและการเงินที่แข็งแกร่ง" ปาโบล เอร์นานเดซ เดอ กอส (Pablo Hernandez de Cos) ผู้จัดการใหญ่ของ BIS กล่าว

‘3 จุดเปราะบาง’ ต้องเฝ้าระวัง

  • เงินเฟ้อเร่งตัว

รายงานฉบับนี้ได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยกดดันหลัก โดยเฉพาะ “เงินเฟ้อ” ที่เริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้น โดย BIS เตือนว่า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจส่งผลให้ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อสูง ฝังรากลึกในกลุ่มครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะราคาพลาสติกและปุ๋ยเคมีที่พุ่งขึ้น 30% และ 50% ตามลำดับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องทางอ้อมต่อราคาอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในกลุ่มประเทศยากจน

เดอ กอส กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า“เรื่องสำคัญที่เราอยากสื่อสารคือ ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องพร้อมที่จะเข้าดำเนินการทันที หากเริ่มเห็นสัญญาณว่าความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อเริ่มหลุดกรอบ"

กลุ่มประเทศในเอเชียพึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูงมาก เช่น ญี่ปุ่นพึ่งพาสูงถึง 95% ซึ่งเสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็น "ข่าวดี" ที่ช่วยให้โลกหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายขั้นสุด ไปได้ แม้ว่าตลาดน้ำมันอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

กระแส ‘ฟองสบู่ AI’

BIS ยังได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของความยั่งยืนในกระแสการลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยี AI ในตอนนี้

BIS เตือนถึงความไม่โปร่งใสของการระดมทุนในอุตสาหกรรม AI ที่มีลักษณะเป็น "งูกินหาง" หรือ Circular Financing เช่น บริษัทชิปหรือผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เข้าไปถือหุ้นในแล็บ AI เพื่อให้แล็บเหล่านั้นกลับมาซื้อบริการของตนเอง ซึ่งหากผลตอบแทนของ AI ไม่เป็นไปตามคาด อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกและกระทบต่อตลาดสินเชื่อภาคเอกชน

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาคอขวดในระบบซัพพลายเชนและการแข่งขันที่ดุเดือด อาจนำไปสู่ "ภาวะลงทุนเกินตัว" (Overinvestment) จนซ้ำรอยวงจรฟองสบู่แตกเหมือนในอดีต

  • วิกฤตหนี้สาธารณะ

ความเปราะบางทางการเงินยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล มูลค่าสินทรัพย์ที่พุ่งสูงเกินจริงและสัญญาณความชะล่าใจของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรหลักมีความเปราะบางมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การระดมทุนในกระแส AI บูมก็เริ่มพึ่งพาการก่อหนี้และโครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ตอนนี้ “ยอดหนี้สาธารณะ” ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และตลาดตราสารหนี้ภาครัฐที่ถูกครอบงำโดยกองทุน Hedge Fund ขนาดใหญ่ที่มีอัตราทดทางการเงินสูง (Highly Leveraged) ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "ความเชื่อมโยงระหว่างหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการเงิน" (Sovereign-Financial Stability Nexus)

แฟรงก์ สเมตส์ (Frank Smets) รักษาการหัวหน้าฝ่ายการเงินและเศรษฐกิจของ BIS อธิบายว่า "ความเชื่อมโยงรูปแบบใหม่นี้ อาจทำให้มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลลดลงอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น" ซึ่งความผันผวนดังกล่าวอาจส่งผลให้ภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

BIS เสนอนโยบายถึง 'แบงก์ชาติ'

BIS ได้ฝากการบ้านสำคัญให้กับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเพียงแค่ "ความยืดหยุ่นชั่วคราว" ไปสู่ "ความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน"

ด้าน "นโยบายการเงิน" ธนาคารกลางต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระและให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อในระยะปานกลางเป็นอันดับแรก โดยไม่ยอมอ่อนข้อเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับภาระหนี้ของรัฐบาล

นโยบายการคลัง รัฐบาลต้องปรับลดการขาดดุลสะสมในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เพื่อสร้างกันชนทางการคลัง และมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานควรเป็นแบบ "ชั่วคราวและตรงจุด" เท่านั้น

นโยบายการกำกับดูแล เสนอว่าธนาคารกลางต้องผลักดันเกณฑ์การกำกับดูแลที่เท่าเทียมกัน (Congruent Regulation) ระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร (NBFIs) เพื่อควบคุมระดับ Leverage และลดช่องว่างทางกฎหมายในโลกดิจิทัล

ด้าน เดอ กอส ย้ำว่าข้อความจาก BIS ในครั้งนี้เต็มไปด้วย "ความเร่งด่วน" ที่ประเทศเศรษฐกิจหลักจำเป็นต้องลดระดับหนี้สินลง เนื่องจากในปัจจุบัน หนี้สินอยู่ในระดับที่สูงมาก และหนี้เหล่านี้ถูกถือครองและสนับสนุนเงินทุนผ่านสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร

ท้ายที่สุด BIS ได้เตือนให้ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญกับ“เสถียรภาพด้านราคา” เป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ประสานงานและยกระดับการกำกับดูแลที่ครอบคลุมไปเกินกว่าภาคธนาคาร ตลอดจนเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

เดอ กอส กล่าวทิ้งท้ายว่า "ผู้กำหนดนโยบายต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนในการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต"

อ้างอิง CNBC และ รายงาน BIS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...