โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ภัทรพงศ์’ สั่งต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศอีก 2 เดือน

ไทยโพสต์

อัพเดต 29 มิถุนายน 2569 เวลา 18.30 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘ภัทรพงศ์’ สั่ง บวท. ขยายมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศอีก 2 เดือน ช่วยสายการบินลดต้นทุนจากวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมเร่งโครงการ Digital Tower และ Remote Tower ยกระดับการบริหารจราจรทางอากาศ รองรับไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub)

29 มิ.ย. 2569 - นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินอย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของภาคการคมนาคมขนส่งทางอากาศ โดยให้พิจารณาขยายระยะเวลาของมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ บวท. ติดตามสถานการณ์การบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ระบบอุปกรณ์ และแผนรองรับในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ World-class Aviation Hub

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการ บวท. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขยายมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางตามนโยบายของรัฐบาลออกไปอีกเป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 สำหรับเที่ยวบินที่ทำการบินภายในประเทศในอัตรา 30%พร้อมขยายระยะเวลาการชำระหนี้ (Credit Term) ให้สายการบินชำระค่าบริการฯ 50%ตามกำหนด และส่วนที่เหลือขยายระยะเวลาในการชำระหนี้จากกำหนดเดิมออกไปอีก 30 วัน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ให้เที่ยวบินใช้เวลาและเชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า ลดความล่าช้า และรักษามาตรฐานความปลอดภัยในทุกเที่ยวบิน เพื่อให้ระบบคมนาคมทางอากาศของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจราจรทางอากาศทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ประเทศไทยจึงต้องเร่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การควบคุมจราจรทางอากาศมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงได้เร่งรัดให้ บวท. เดินหน้าการดำเนินโครงการ Digital Tower ซึ่งเป็นเทคโนโลยีควบคุมจราจรทางอากาศรูปแบบใหม่ สำหรับสนามบินหลักของประเทศ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวมถึงโครงการ Remote Tower สำหรับสนามบินนราธิวาส และสนามบินเบตง โดยจะทำการควบคุมจราจรทางอากาศระยะไกลจากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมสู่ระบบการเดินอากาศแห่งอนาคต

นายภัทรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ Digital Tower ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานระบบการเดินอากาศยุคใหม่ของประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการบินในระยะยาว เชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทางอากาศ และสร้างความเชื่อมั่นให้สายการบิน นักลงทุน และผู้ใช้บริการจากทั่วโลก

ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ Digital Tower ว่า ขณะนี้ได้ผ่านการอนุมัติงบลงทุนปี 2570 แล้ว และเตรียมเริ่มกระบวนการจัดหาในเดือนตุลาคม 2569 คาดว่าจะใช้ระยะเวลาติดตั้งและนำระบบเข้าใช้งานประมาณ 2 ปี และพร้อมให้บริการภายในปี 2571 ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาระบบการบิน ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางกายภาพของหอควบคุมการจราจรทางอากาศแบบเดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศในอนาคต

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงสนับสนุนแนวโน้มการพัฒนา “Smart Airport” และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบคมนาคมของประเทศ ซึ่งจะดำเนินงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การทดสอบ การบริหารการเปลี่ยนผ่าน (Change Management) ไปจนถึงการวิเคราะห์และประเมินด้านความปลอดภัยอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ Digital Tower จะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องตามนโยบาย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...