น้ำเข้าโทรศัพท์มือถือ ทำยังไง "แช่ข้าวสาร" ได้ผลจริงไหม? ผู้เชี่ยวชาญเฉลย ช่วยได้ หรือ ยิ่งพัง
มือถือเปียกน้ำ อย่าเพิ่งแช่ข้าวสาร! วิธีนี้ช่วยได้จริงไหม หรือเสี่ยงพังหนักกว่าเดิม? ผู้เชี่ยวชาญเฉลย ควรทำยังไง เมื่อน้ำเข้า
เป็นหนึ่งในความเชื่อที่ถูกแชร์กันมานานว่า หากมือถือตกน้ำหรือโดนน้ำเข้า ให้นำไปแช่ในถังข้าวสาร เพราะข้าวสารจะช่วยดูดความชื้นและทำให้มือถือกลับมาใช้งานได้ แต่คำถามคือ วิธีนี้ได้ผลจริงหรือไม่?
คำตอบแบบสั้น ๆ คือ ไม่แนะนำให้แช่มือถือในข้าวสาร แม้ข้าวสารจะดูดความชื้นได้บ้าง แต่ไม่ได้มีประสิทธิภาพพอที่จะดึงความชื้นออกจากชิ้นส่วนภายในมือถือได้อย่างปลอดภัย และอาจทำให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา เช่น ฝุ่น แป้ง หรือเศษข้าวเข้าไปติดในพอร์ตชาร์จ ลำโพง หรือช่องต่าง ๆ ของเครื่อง
ทำไม “แช่ข้าวสาร” ถึงไม่ใช่วิธีที่ควรทำ?
หลายคนเข้าใจว่าข้าวสารช่วยดูดน้ำได้ จึงน่าจะช่วยกู้มือถือที่เปียกน้ำได้ด้วย แต่ในความเป็นจริง ความเสียหายจากน้ำไม่ได้เกิดแค่เพราะ “ความเปียก” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงเรื่อง ไฟฟ้าลัดวงจร และ การกัดกร่อนของแผงวงจร ที่อาจเริ่มเกิดขึ้นหลังเครื่องสัมผัสของเหลว
นอกจากนี้ การนำมือถือไปฝังไว้ในข้าวสารอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า “กำลังแก้ปัญหาอยู่” จนปล่อยเวลาผ่านไป ทั้งที่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปิดเครื่อง หยุดชาร์จ และทำให้เครื่องแห้งอย่างถูกวิธีให้เร็วที่สุด
Apple ก็เตือนว่า อย่าเอา iPhone ไปแช่ข้าวสาร
Apple ระบุในหน้าคำแนะนำเกี่ยวกับการแจ้งเตือนตรวจพบของเหลวใน iPhone ว่า ไม่ควรนำ iPhone ไปใส่ในถุงข้าวสาร เพราะเศษเล็ก ๆ ของข้าวอาจทำให้ตัวเครื่องเสียหายได้ และยังไม่ควรใช้ลมร้อน ลมอัด หรือสอดวัตถุแปลกปลอมเข้าไปในพอร์ตเพื่อเร่งให้แห้ง
คำแนะนำของ Apple คือให้เคาะเครื่องเบา ๆ โดยหันพอร์ตลงด้านล่าง เพื่อช่วยให้น้ำส่วนเกินไหลออก จากนั้นวางเครื่องไว้ในที่แห้งและมีอากาศถ่ายเท ก่อนลองชาร์จอีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าเครื่องแห้งแล้ว
มือถือกันน้ำ ไม่ได้แปลว่า “น้ำเข้าไม่ได้”
มือถือหลายรุ่นในปัจจุบันมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น เช่น IP67 หรือ IP68 แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า กันน้ำไม่ได้แปลว่ากันน้ำได้ทุกสถานการณ์ โดยมากเป็นการทดสอบในน้ำสะอาด ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ความลึกและระยะเวลาจำกัด
ที่สำคัญ ความสามารถในการกันน้ำอาจลดลงเมื่อใช้งานไปนาน ๆ หรือหากเครื่องเคยตก กระแทก หน้าจอร้าว ฝาหลังเผยอ หรือผ่านการซ่อมมาก่อน น้ำเค็ม น้ำสระ น้ำสบู่ น้ำอัดลม หรือของเหลวที่มีน้ำตาล ก็มีโอกาสทำให้เครื่องเสียหายมากกว่าน้ำสะอาดทั่วไป
ถ้ามือถือน้ำเข้า ควรทำอย่างไร?
1. รีบนำเครื่องออกจากน้ำทันที
ยิ่งปล่อยไว้นาน ความเสี่ยงที่น้ำจะซึมเข้าไปในส่วนลึกของเครื่องยิ่งสูงขึ้น
2. ปิดเครื่องทันที
หากเครื่องยังเปิดอยู่ ควรปิดเครื่องเพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร และไม่ควรกดปุ่มเล่นเครื่องซ้ำ ๆ เพื่อเช็กว่ายังใช้ได้หรือไม่
3. ห้ามชาร์จเด็ดขาด
หากมีความชื้นในพอร์ตชาร์จ การเสียบสายชาร์จอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการลัดวงจรหรือการกัดกร่อน ควรรอจนแห้งสนิท หรือหากขึ้นแจ้งเตือนความชื้น ให้หยุดชาร์จทันที
4. ถอดเคส ซิมการ์ด และอุปกรณ์เสริมออก
ถอดเคส ฟิล์มที่อุ้มน้ำได้ ซิมการ์ด หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ เพื่อช่วยให้ความชื้นระบายออกได้ดีขึ้น
5. เช็ดภายนอกด้วยผ้านุ่มแห้ง
ใช้ผ้าแห้งที่ไม่เป็นขุยเช็ดน้ำรอบตัวเครื่อง หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษทิชชูยัดเข้าไปในพอร์ต เพราะอาจมีเศษติดค้างอยู่ภายใน
6. วางในที่แห้ง อากาศถ่ายเท
ควรวางมือถือไว้ในพื้นที่แห้ง มีลมผ่าน ไม่อับชื้น อาจใช้พัดลมเป่าเบา ๆ จากระยะห่างได้ แต่ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม เครื่องทำความร้อน เตาอบ หรือวางตากแดดจัด เพราะความร้อนอาจทำให้แบตเตอรี่ หน้าจอ หรือกาวซีลภายในเสียหาย
ใช้ซิลิกาเจลได้ไหม?
หากมีซองดูดความชื้นหรือซิลิกาเจล การวางมือถือไว้ในกล่องปิดร่วมกับซิลิกาเจลอาจช่วยดูดความชื้นรอบตัวเครื่องได้ดีกว่าข้าวสาร แต่ก็ยัง ไม่ใช่วิธีการันตีว่าจะซ่อมเครื่องได้ โดยเฉพาะกรณีที่น้ำเข้าไปถึงแผงวงจร หรือเครื่องตกน้ำเป็นเวลานาน
ถ้าเครื่องมีอาการผิดปกติ เช่น เปิดไม่ติด จอรวน เสียงลำโพงแตก กล้องมีฝ้า ชาร์จไม่เข้า เครื่องร้อนผิดปกติ หรือเคยตกน้ำเค็ม น้ำสระ น้ำหวาน น้ำอัดลม ควรนำไปให้ศูนย์บริการหรือช่างที่เชื่อถือได้ตรวจสอบโดยเร็ว
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อมือถือน้ำเข้า
- ไม่ควรแช่ข้าวสาร
- ไม่ควรเสียบชาร์จทันที
- ไม่ควรเปิดเครื่องซ้ำ ๆ เพื่อเช็กอาการ
- ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมหรือความร้อนสูง
- ไม่ควรใช้ลมอัดแรง ๆ เป่าเข้าพอร์ต
- ไม่ควรเขย่าเครื่องแรง ๆ เพราะน้ำอาจกระจายไปส่วนอื่น
- ไม่ควรสอดสำลี กระดาษ หรือของแหลมเข้าไปในพอร์ตชาร์จ
สรุป มือถือน้ำเข้า แช่ข้าวสารช่วยได้จริงไหม?
การแช่มือถือในข้าวสาร ไม่ใช่วิธีที่แนะนำ เพราะอาจดูดความชื้นได้เพียงบางส่วน แต่ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำที่ซึมเข้าไปในชิ้นส่วนภายใน และยังเสี่ยงทำให้ฝุ่นหรือเศษข้าวเข้าไปติดในพอร์ตจนเกิดความเสียหายเพิ่ม
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ รีบปิดเครื่อง ห้ามชาร์จ เช็ดให้แห้ง วางไว้ในที่อากาศถ่ายเท และหากเครื่องมีอาการผิดปกติ ควรนำไปตรวจเช็กกับศูนย์บริการหรือช่างที่เชี่ยวชาญ เพราะในกรณีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ น้ำเข้าแล้ว “ติดขึ้นมาได้” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัยแล้ว” เสมอไป