โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เบื้องหลัง Gig Economy ‘จีน’ สู่ระเบิดเวลา 'ระบบสวัสดิการ'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตอนนี้ “แรงงานจีน” ที่เคยทำงานประจำ ทำงานออฟฟิส เข้าเช้าออกเย็นจำนวนมากกำลังกลายเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "เศรษฐกิจแบบชั่วคราว" หรือ Gig Economy กลุ่มแรงงานอิสระที่ไร้สัญญาจ้างถาวร หรือ “ฟรีแลนซ์”

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยรูปแบบการจ้างงานใหม่ของจีน (China New Employment Forms Research Center) คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ทำงานอิสระในจีนจะพุ่งสูงถึง 320 ล้านคนในปี 2026 นี้ เติบโตจาก 280 ล้านคนในปี 2025 ตัวเลขนี้เกือบเท่ากับประชากรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 44% ของกำลังแรงงานในจีนทั้งหมด

‘ฟรีแลนซ์’ ทางรอดมนุษย์เงินเดือน

นักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจแบบกิกได้กลายเป็น "ตาข่ายรองรับสังคม" ผืนใหญ่ที่สุดของจีน ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจรอบด้าน

ทั้งวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ทำลายตำแหน่งงานในภาคก่อสร้าง ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมและภาคการผลิตต่างพากันลดคนงานเพื่อนำระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ ท่ามกลางภาวะสงครามราคา กำแพงภาษี และกำลังการผลิตที่ล้นตลาด

ทว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ฟรีแลนซ์ในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่กลุ่มแรงงานอพยพจากชนบทอีกต่อไป

หยาง จ้าน (Yang Zhan) ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาวัฒนธรรมจาก มหาวิทยาลัยเทคนิคฮ่องกง อธิบายว่า ตอนนี้คนตกงานในจีนไม่ใช่แค่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจากชนบทอีกต่อไปแล้ว แต่คนเมือง ชนชั้นกลาง และเด็กจบใหม่โปรไฟล์ดี กำลังแห่มาทำงานอิสระ เช่น ขับรถรับส่ง หรือส่งอาหารกันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

“สาเหตุเป็นเพราะประเทศจีนกำลังเปลี่ยนผ่านไปเน้นอุตสาหกรรมไฮเทค ทำให้อุตสาหกรรมแบบเก่าที่เคยจ้างคนเยอะ ๆ พากันปิดตัวลง แถมซ้ำร้ายยังโดนระบบ AI เข้ามาแย่งงานออฟฟิศไปอีก แรงงานสายความรู้เหล่านี้จึงต้องออกมาทำงานอิสระเพื่อความอยู่รอด” จ้านกล่าว

ในมุมของรัฐบาล ตัวเลขนี้ช่วยพยุงภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างดี อัตราการว่างงานของจีนจึงทรงตัวอยู่ที่ราว 5%-6% มานานนับทศวรรษ เนื่องจากเกณฑ์ทางสถิตินับว่าใครก็ตามที่ทำงานเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถือเป็น “ผู้มีงานทำ” แล้ว

แต่นี่คือความจริงที่ถูกบดบัง เพราะเมื่อแรงงานหลั่งไหลเข้าสู่ระบบกิกมากเกินไป เค้กชิ้นเดิมจึงถูกหารสั้นลง

รายงานระบุว่า แม้กลุ่มพนักงานส่งอาหารที่มีอยู่ 16 ล้านคนจะมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11% เป็น 37.3 หยวนต่อชั่วโมงในปี 2025

แต่ในทางตรงกันข้าม คนขับรถรับส่งผู้โดยสารที่มีจำนวนสูงถึง 37.2 ล้านคน กลับมีรายได้หดตัวลง 1.8% จนทำให้เมืองใหญ่และศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างเซินเจิ้นรวมถึงอีกอย่างน้อย 3 เมือง ต้องออกประกาศเตือนภาวะ “อิ่มตัว” ของตลาดรถรับส่งสาธารณะตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ระเบิดเวลา ‘ระบบสวัสดิการ’

ความท้าทายที่ใหญ่กว่าตัวเลขการว่างงาน คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศ

ที่ปรึกษารัฐบาลจีนรายหนึ่งเปิดเผยว่า การเติบโตของกิ๊กอีโคโนมี ซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างหรือแพลตฟอร์มต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคม กำลังสร้าง “ความเสี่ยงระยะยาว” ต่อระบบสวัสดิการที่เปราะบางอยู่แล้ว

ย้อนกลับไปปี 2019 สถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐจีน (CASS) เคยเตือนว่า กองทุนบำนาญแห่งชาติอาจจะหมดลงภายในปี 2035 เนื่องจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

แม้รายงานอัปเดตในปี 2024 จะระบุว่าการขยายเวลาเกษียณอายุอาจช่วยยืดเวลาถังแตกออกไปได้อีก 8-9 ปี แต่ด้วยโครงสร้างรายได้ที่ไร้ความมั่นคงของแรงงานกลุ่มนี้ การหาทางออกจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง

ข้อมูลจาก Gavekal Dragonomics เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า รัฐบาลกลางจีนต้องโอนงบประมาณเพื่ออุดรอยรั่วของงบประมาณประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนแตะระดับ 3 ล้านล้านหยวน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 10% ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมด

ทว่า แรงงานกิกส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะหันหลังให้กับระบบประกันสังคม

รายงานของรัฐบาลเมื่อปลายปี 2025 พบว่า มีแรงงานอิสระเพียง 70.6 ล้านคนเท่านั้นที่อยู่ในระบบบำนาญพนักงานในเมือง ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ดีกว่า

ส่วนแรงงานส่วนใหญ่จ่ายเงินสมทบเพียงน้อยนิดในระบบพื้นฐาน ซึ่งทำให้ได้รับเงินบำนาญขั้นต่ำสุดเพียง 163 หยวนต่อเดือนเมื่อเกษียณอายุ

ขณะที่ผลสำรวจพนักงานส่งของ 30,000 คนของ มหาวิทยาลัยปักกิ่งพบว่า มีไม่ถึง 10% ที่เต็มใจให้รัฐบาลบังคับหักเงินสมทบประกันสังคม เนื่องจากข้อบังคับนี้จะดึงเงินออกจากกระเป๋าพวกเขาไปถึง 10% ของรายได้ และบีบให้นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบหนึ่งในสี่ ซึ่งอาจส่งผลให้แพลตฟอร์มลดการจ้างงานลง

ช็อกเวฟทำลาย ‘เศรษฐกิจ’

เฟรเดอริก นอยแมน (Frederic Neumann) นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก HSBC เตือนว่า การขาดความมั่นคงและค่าตอบแทนที่ต่ำของฟรีแลนซ์จะกลายเป็นตัวฉุดรั้งการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“คนรุ่นใหม่ในจีนกำลังเติบโตขึ้นมาโดยไม่รู้จักความรู้สึกมั่นคงและความมั่นใจในชีวิต เหมือนที่พ่อแม่ของพวกเขาเคยได้รับมาเป็นเวลานาน” นอยแมนกล่าว

ขณะที่ ติง ลู่ (Ting Lu) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายจีนจาก Nomura เสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งดึงแรงงานอิสระเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้ง่ายและยืดหยุ่นที่สุด เพื่อลดความกังวลใจของประชาชน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขากล้าลดเงินออมและออกมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลจีนกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หยาง จ้าน จากมหาวิทยาลัยสารพัดช่างฮ่องกง ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพาเศรษฐกิจแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างมากเพื่อดูดซับแรงงานตกงานและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม

หากรัฐบาลออกมาตรการบังคับที่เข้มงวดเกินไปเพื่อยกระดับสวัสดิการ มันจะกลายเป็น "ช็อกเวฟ" ที่ทำลายผลกำไรของธุรกิจแพลตฟอร์ม และท้ายที่สุด แพลตฟอร์มเหล่านั้นก็จะลดการจ้างงาน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงกว่าเดิม

อ้างอิง Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...