โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท. ชี้เงินเฟ้อเร่งตัวชั่วคราวจากน้ำมันแพง ไร้แผนขึ้นดอกเบี้ยสกัด ใช้นโยบายแบบ Data Dependent

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 56 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลัง “เตรียมตลาด” ให้รับรู้ล่วงหน้าว่าเงินเฟ้อจะขึ้นแรงในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ไม่ต้องตีความว่าเป็นสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย โดยผู้ว่าการ ธปท.สื่อสารอย่างชัดเจนว่า เงินเฟ้อรอบนี้เป็นผลจากราคาพลังงานและปัจจัยชั่วคราว ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้จัดงาน “Governor Connect” โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท. ซึ่งมีประเด็นหลักคือแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การคาดการณ์ GDP อัตราเงินเฟ้อ และดุลการชำระเงิน โดยเน้นย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัจจัยระยะสั้นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายวิทัยกล่าวว่า จากการที่ได้เข้ามารับตำแหน่งและทำงานร่วมกับทีมรองผู้ว่าฯ และผู้ช่วยผู้ว่าฯ มาเป็นเวลา 8 เดือนแล้ว ธปท. ได้เร่งปรับบทบาทองค์กรให้เท่าทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยในการสื่อสารครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และมาตรการเฉพาะจุด

มาตรการกระตุ้นพยุงเศรษฐกิจได้หลายไตรมาส

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด โดย ธปท. เตรียมปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.2-2.3% แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามอิหร่าน) ทำให้ต้องปรับลดคาดการณ์ลงมาเหลือ 1.5% อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้สูงถึง 2%

นายวิทัยกล่าวว่า เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมาจากการบริโภคภาคเอกชน โดยคาดว่าจะขยายตัวจาก 1.6% เป็น 2.6% และมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 1.5% ขณะที่ภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักเหมือนในอดีต

“ต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยประคองเศรษฐกิจรายไตรมาสได้ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเริ่มดำเนินการช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ทำให้ GDP ไตรมาส 3 ที่เคยคาดว่าจะโตเพียง 1.9% อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% การกระตุ้นรอบนี้มีผลในการดึงเศรษฐกิจขึ้นมาผ่านด้านการบริโภค ซึ่งทั้งปีเป็นปัจจัยผลักดันหลัก” นายวิทัยกล่าว

สัญญาณ “เงินเฟ้อ” ที่ต้องจับตาแต่อย่าตกใจ

สำหรับเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดและนักลงทุนให้ความสนใจ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต

ธปท. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.0% หลังรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ในบางเดือน โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 เงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5-5.2% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในปีหน้านั้น ผู้ว่าการ ธปท.คาดว่า จะทยอยปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 เดือนเมษายน เนื่องจากฐานตัวเลขเงินเฟ้อของเดือนเมษายนปีนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก ประกอบกับประเมินว่าสถานการณ์สงครามน่าจะคลี่คลายลงแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง แม้ว่าราคาอาจจะไม่กลับไปเท่าเดิม แต่เนื่องจากการคำนวณอัตราเงินเฟ้อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา (Percentage Change) เมื่อเทียบกับฐานที่สูง เงินเฟ้อจึงจะลดลง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีหน้าหลังรวมผลของมาตรการรัฐแล้วจะลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.4%

“เราจับตาเรื่องเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดมาก แต่ด้วยข้อมูล ณ วันนี้ เรายังเชื่อมั่นว่านี่คือการขึ้นของระดับราคาจากน้ำมันในช่วงสั้นๆ เงินเฟ้อคือ Percentage Change ของราคา การที่จะโตทีละ 3-4% ไปได้ทุกปี แปลว่าราคาน้ำมันต้องวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด แต่ถ้าราคาน้ำมันเริ่มคงที่หรือลดลงมา หรือต่อให้ราคาในเดือนเมษายนปีหน้าเท่าเดิม แรงกดดันฝั่งเงินเฟ้อที่เป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงก็ลดลงแล้ว” นายวิทัยกล่าว

“เมื่อคิดแบบนี้ทำให้เราคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินได้ ซึ่งแบงก์ชาติส่วนใหญ่ในหลายประเทศก็คิดเหมือนไทย คือมองว่านี่เป็นผลกระทบระยะสั้นที่ไม่ส่งผลต่อระยะกลางและระยะยาว ดังนั้น แนวโน้มส่วนใหญ่จึงจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เว้นแต่บางประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อสูงมากอยู่แล้ว ของไทยเราโชคดีตรงที่รากฐานเดิมเรามาจากจุดที่เงินเฟ้อติดลบ การที่ตัวเลขขยับขึ้นมาเฉลี่ยที่ 3% จึงเป็นการกลับเข้ามาอยู่ในกรอบเป้าหมาย (Band) แม้อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเห็นเงินเฟ้อรายเดือนพุ่งไปถึง 4% หรือ 5% ในช่วงหลังจากนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในคาดการณ์ของเราอยู่แล้ว และเราเชื่อมั่นว่าในที่สุดมันจะปรับตัวลดลงมา” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัยกล่าวถึงมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดที่ระบุว่าเลือก “มองข้าม” แรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น ซึ่งอาจจะมีคำถามว่าเส้นแบ่งระหว่าง “เงินเฟ้อชั่วคราว” กับ “เงินเฟ้อที่ต้องใช้นโยบายการเงินเข้าไปตอบสนอง” อยู่ตรงจุดใด โดยเฉพาะในช่วงที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีส่วนทั้งในการกระตุ้นการบริโภคและผลักดันอัตราเงินเฟ้อไปพร้อมกัน

นายวิทัยอธิบายว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยให้การขยายตัวของ GDP ในหลายไตรมาสปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลของมาตรการมีลักษณะเป็นการเร่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ฐานการเปรียบเทียบของปีนี้สูงขึ้น และส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีถัดไปอาจชะลอลงตามฐานเปรียบเทียบ

ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า เนื่องจากฐานราคาพลังงานในปีนี้อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ราคาสินค้าบางประเภทอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่โดยรวมแล้วแรงกดดันด้านราคาน่าจะลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 อาจอยู่เพียงราว 1.3% ขณะที่ช่วงปลายปีมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับติดลบหรือบวกเล็กน้อย

จากแนวโน้มดังกล่าว ธปท. จึงยังมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาเงินเฟ้อในระยะกลางถึงระยะยาว และยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวลของภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง แม้จะยังติดตามพัฒนาการด้านราคาอย่างใกล้ชิด แต่ในเวลานี้ยังไม่ได้กังวลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

ยึดนโยบายแบบ Data Dependent

ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน มีความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และเงินเฟ้อ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุชัดว่า “ภารกิจหลัก (Core Mandate) ของธนาคารกลางคือการดูแลเสถียรภาพด้านราคา หรือเงินเฟ้อเป็นสำคัญ โดยนโยบายการเงินทั้งหมดถูกออกแบบบนสมมติฐานและการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะกลางเป็นหลัก”

นายวิทัย ย้ำว่า “การดำเนินนโยบายการเงินเป็นแบบ “Data Dependent” หรืออาศัยข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากในอนาคตมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ชะลอลงตามที่คาด แต่กลับเร่งตัวต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาในระยะกลาง นโยบายการเงินก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์”

สำหรับคำถามที่ว่าการมองว่าเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราว หมายความว่า ธปท. กำลังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปจนถึงปีหน้าหรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า แรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply Side) เป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงาน ไม่ใช่การขยายตัวร้อนแรงของอุปสงค์ภายในประเทศ ดังนั้น การใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

“ผมไม่ได้ส่งสัญญาณว่าผมกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ผมกำลังส่งสัญญาณบอกล่วงหน้าว่ามันจะขึ้น… ดังนั้น ช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ตัวเลขจะปรับสูงขึ้นตามที่เราคาดการณ์ไว้ ไม่ต้องตกใจกัน เพราะด้วยข้อมูลปัจจุบันเราเชื่อมั่นว่ามันจะลงมาในไตรมาส 2 ปีหน้าแน่นอน” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว

ภายใต้ข้อมูลในปัจจุบัน ธปท. ยังคงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า ทำให้ยังไม่เห็นความจำเป็นในการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อชะลออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังมีสาเหตุจากปัจจัยด้านอุปทานมากกว่าความร้อนแรงของอุปสงค์ อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากในระยะกลางมีปัจจัยใหม่เข้ามา นโยบายการเงินก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน

นายวิทัยกล่าวอีกว่า ธปท. ระบุว่ายังไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ที่จะเกิด Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง ในบริบทของประเทศไทย แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้หากมีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ยังเป็นเพียงความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มากกว่าจะเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล

ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่น่ากังวล

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ได้อธิบายเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าอาจกลับมาติดลบ โดยชี้ว่าตัวเลขขาดดุลในเดือนเมษายนเกิดจากการนำเข้าน้ำมันในปริมาณมากเป็นพิเศษเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันโลก โดยการนำเข้าน้ำมันคิดเป็นเกือบทั้งหมดของตัวเลขขาดดุลการค้าในช่วงดังกล่าว

นายวิทัยกล่าวว่า การขาดดุลการค้าในเดือนเมษายนที่สูงถึง 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น มาจากการนำเข้าน้ำมันเป็นสำคัญซึ่งมีมูลค่าประมาณ 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการขาดดุลการค้าทั้งหมดเสียอีก สะท้อนว่าการขาดดุลการค้าแทบทั้งหมดมาจากน้ำมัน ทั้งราคา (price) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลกและปริมาณ (quantity) จากการเร่งนำเข้าน้ำมัน

“ถามว่ากังวลไหม ก็บอกว่าเราเฝ้าติดตามดูความเสี่ยงนี้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่ได้กังวล เราเชื่อว่าเป็นผลระยะสั้น แล้วก็เกิดจากการนําเข้าน้ํามันเป็นหลัก” นายวิทัยกล่าว

ด้านการส่งออกไทยในปีนี้ นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยระบุว่าก่อนหน้านี้เคยประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวราว 8.1% แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการใหม่เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จากการประเมินเบื้องต้น การส่งออกไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัวในระดับเลขสองหลัก โดยอาจอยู่ในช่วงประมาณ 12-13%

แม้การนำเข้าน้ำมันในช่วงเดือนเมษายนจะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดออกมาติดลบในระยะสั้น แต่ ธปท. มองว่าเป็นเรื่องระยะสั้น จึงคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวใกล้ระดับสมดุล หรืออาจติดลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การพิจารณาว่าดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงที่มาของการขาดดุลควบคู่กันไป ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากการขาดดุลเกิดจากการบริโภคหรือการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจในระยะยาว ย่อมเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง แต่หากการขาดดุลเกิดจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต ความกังวลต่อการขาดดุลดังกล่าวก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลเข้าไทยมากขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอลงหรือแม้แต่ติดลบในบางช่วงเวลาได้ อย่างไรก็ตาม หากการขาดดุลนั้นเป็นผลมาจากการลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต ก็ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก

นายวิทัย เปรียบเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2530-2540 ซึ่งประเทศไทยมีการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ส่งผลให้อัตราการลงทุนอยู่ในระดับสูงจนเงินออมภายในประเทศไม่เพียงพอรองรับ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในบางช่วง แต่เป็นการขาดดุลจากการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการเพิ่มกำลังการผลิต การยกระดับประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากการขาดดุลที่เกิดจากการบริโภค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...