ธปท. ชี้เงินเฟ้อเร่งตัวชั่วคราวจากน้ำมันแพง ไร้แผนขึ้นดอกเบี้ยสกัด ใช้นโยบายแบบ Data Dependent
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลัง “เตรียมตลาด” ให้รับรู้ล่วงหน้าว่าเงินเฟ้อจะขึ้นแรงในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ไม่ต้องตีความว่าเป็นสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย โดยผู้ว่าการ ธปท.สื่อสารอย่างชัดเจนว่า เงินเฟ้อรอบนี้เป็นผลจากราคาพลังงานและปัจจัยชั่วคราว ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้จัดงาน “Governor Connect” โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท. ซึ่งมีประเด็นหลักคือแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การคาดการณ์ GDP อัตราเงินเฟ้อ และดุลการชำระเงิน โดยเน้นย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัจจัยระยะสั้นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
นายวิทัยกล่าวว่า จากการที่ได้เข้ามารับตำแหน่งและทำงานร่วมกับทีมรองผู้ว่าฯ และผู้ช่วยผู้ว่าฯ มาเป็นเวลา 8 เดือนแล้ว ธปท. ได้เร่งปรับบทบาทองค์กรให้เท่าทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยในการสื่อสารครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และมาตรการเฉพาะจุด
มาตรการกระตุ้นพยุงเศรษฐกิจได้หลายไตรมาส
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด โดย ธปท. เตรียมปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.2-2.3% แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามอิหร่าน) ทำให้ต้องปรับลดคาดการณ์ลงมาเหลือ 1.5% อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้สูงถึง 2%
นายวิทัยกล่าวว่า เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมาจากการบริโภคภาคเอกชน โดยคาดว่าจะขยายตัวจาก 1.6% เป็น 2.6% และมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 1.5% ขณะที่ภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักเหมือนในอดีต
“ต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยประคองเศรษฐกิจรายไตรมาสได้ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเริ่มดำเนินการช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ทำให้ GDP ไตรมาส 3 ที่เคยคาดว่าจะโตเพียง 1.9% อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% การกระตุ้นรอบนี้มีผลในการดึงเศรษฐกิจขึ้นมาผ่านด้านการบริโภค ซึ่งทั้งปีเป็นปัจจัยผลักดันหลัก” นายวิทัยกล่าว
สัญญาณ “เงินเฟ้อ” ที่ต้องจับตาแต่อย่าตกใจ
สำหรับเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดและนักลงทุนให้ความสนใจ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต
ธปท. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.0% หลังรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ในบางเดือน โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 เงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5-5.2% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในปีหน้านั้น ผู้ว่าการ ธปท.คาดว่า จะทยอยปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 เดือนเมษายน เนื่องจากฐานตัวเลขเงินเฟ้อของเดือนเมษายนปีนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก ประกอบกับประเมินว่าสถานการณ์สงครามน่าจะคลี่คลายลงแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง แม้ว่าราคาอาจจะไม่กลับไปเท่าเดิม แต่เนื่องจากการคำนวณอัตราเงินเฟ้อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา (Percentage Change) เมื่อเทียบกับฐานที่สูง เงินเฟ้อจึงจะลดลง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีหน้าหลังรวมผลของมาตรการรัฐแล้วจะลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.4%
“เราจับตาเรื่องเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดมาก แต่ด้วยข้อมูล ณ วันนี้ เรายังเชื่อมั่นว่านี่คือการขึ้นของระดับราคาจากน้ำมันในช่วงสั้นๆ เงินเฟ้อคือ Percentage Change ของราคา การที่จะโตทีละ 3-4% ไปได้ทุกปี แปลว่าราคาน้ำมันต้องวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด แต่ถ้าราคาน้ำมันเริ่มคงที่หรือลดลงมา หรือต่อให้ราคาในเดือนเมษายนปีหน้าเท่าเดิม แรงกดดันฝั่งเงินเฟ้อที่เป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงก็ลดลงแล้ว” นายวิทัยกล่าว
“เมื่อคิดแบบนี้ทำให้เราคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินได้ ซึ่งแบงก์ชาติส่วนใหญ่ในหลายประเทศก็คิดเหมือนไทย คือมองว่านี่เป็นผลกระทบระยะสั้นที่ไม่ส่งผลต่อระยะกลางและระยะยาว ดังนั้น แนวโน้มส่วนใหญ่จึงจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เว้นแต่บางประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อสูงมากอยู่แล้ว ของไทยเราโชคดีตรงที่รากฐานเดิมเรามาจากจุดที่เงินเฟ้อติดลบ การที่ตัวเลขขยับขึ้นมาเฉลี่ยที่ 3% จึงเป็นการกลับเข้ามาอยู่ในกรอบเป้าหมาย (Band) แม้อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเห็นเงินเฟ้อรายเดือนพุ่งไปถึง 4% หรือ 5% ในช่วงหลังจากนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในคาดการณ์ของเราอยู่แล้ว และเราเชื่อมั่นว่าในที่สุดมันจะปรับตัวลดลงมา” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัยกล่าวถึงมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดที่ระบุว่าเลือก “มองข้าม” แรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น ซึ่งอาจจะมีคำถามว่าเส้นแบ่งระหว่าง “เงินเฟ้อชั่วคราว” กับ “เงินเฟ้อที่ต้องใช้นโยบายการเงินเข้าไปตอบสนอง” อยู่ตรงจุดใด โดยเฉพาะในช่วงที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีส่วนทั้งในการกระตุ้นการบริโภคและผลักดันอัตราเงินเฟ้อไปพร้อมกัน
นายวิทัยอธิบายว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยให้การขยายตัวของ GDP ในหลายไตรมาสปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลของมาตรการมีลักษณะเป็นการเร่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ฐานการเปรียบเทียบของปีนี้สูงขึ้น และส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีถัดไปอาจชะลอลงตามฐานเปรียบเทียบ
ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า เนื่องจากฐานราคาพลังงานในปีนี้อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ราคาสินค้าบางประเภทอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่โดยรวมแล้วแรงกดดันด้านราคาน่าจะลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 อาจอยู่เพียงราว 1.3% ขณะที่ช่วงปลายปีมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับติดลบหรือบวกเล็กน้อย
จากแนวโน้มดังกล่าว ธปท. จึงยังมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาเงินเฟ้อในระยะกลางถึงระยะยาว และยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวลของภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง แม้จะยังติดตามพัฒนาการด้านราคาอย่างใกล้ชิด แต่ในเวลานี้ยังไม่ได้กังวลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ยึดนโยบายแบบ Data Dependent
ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน มีความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และเงินเฟ้อ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุชัดว่า “ภารกิจหลัก (Core Mandate) ของธนาคารกลางคือการดูแลเสถียรภาพด้านราคา หรือเงินเฟ้อเป็นสำคัญ โดยนโยบายการเงินทั้งหมดถูกออกแบบบนสมมติฐานและการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะกลางเป็นหลัก”
นายวิทัย ย้ำว่า “การดำเนินนโยบายการเงินเป็นแบบ “Data Dependent” หรืออาศัยข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากในอนาคตมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ชะลอลงตามที่คาด แต่กลับเร่งตัวต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาในระยะกลาง นโยบายการเงินก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์”
สำหรับคำถามที่ว่าการมองว่าเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราว หมายความว่า ธปท. กำลังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปจนถึงปีหน้าหรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า แรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply Side) เป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงาน ไม่ใช่การขยายตัวร้อนแรงของอุปสงค์ภายในประเทศ ดังนั้น การใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
“ผมไม่ได้ส่งสัญญาณว่าผมกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ผมกำลังส่งสัญญาณบอกล่วงหน้าว่ามันจะขึ้น… ดังนั้น ช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ตัวเลขจะปรับสูงขึ้นตามที่เราคาดการณ์ไว้ ไม่ต้องตกใจกัน เพราะด้วยข้อมูลปัจจุบันเราเชื่อมั่นว่ามันจะลงมาในไตรมาส 2 ปีหน้าแน่นอน” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว
ภายใต้ข้อมูลในปัจจุบัน ธปท. ยังคงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า ทำให้ยังไม่เห็นความจำเป็นในการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อชะลออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังมีสาเหตุจากปัจจัยด้านอุปทานมากกว่าความร้อนแรงของอุปสงค์ อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากในระยะกลางมีปัจจัยใหม่เข้ามา นโยบายการเงินก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน
นายวิทัยกล่าวอีกว่า ธปท. ระบุว่ายังไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ที่จะเกิด Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง ในบริบทของประเทศไทย แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้หากมีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ยังเป็นเพียงความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มากกว่าจะเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล
ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่น่ากังวล
นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ได้อธิบายเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าอาจกลับมาติดลบ โดยชี้ว่าตัวเลขขาดดุลในเดือนเมษายนเกิดจากการนำเข้าน้ำมันในปริมาณมากเป็นพิเศษเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันโลก โดยการนำเข้าน้ำมันคิดเป็นเกือบทั้งหมดของตัวเลขขาดดุลการค้าในช่วงดังกล่าว
นายวิทัยกล่าวว่า การขาดดุลการค้าในเดือนเมษายนที่สูงถึง 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น มาจากการนำเข้าน้ำมันเป็นสำคัญซึ่งมีมูลค่าประมาณ 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการขาดดุลการค้าทั้งหมดเสียอีก สะท้อนว่าการขาดดุลการค้าแทบทั้งหมดมาจากน้ำมัน ทั้งราคา (price) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลกและปริมาณ (quantity) จากการเร่งนำเข้าน้ำมัน
“ถามว่ากังวลไหม ก็บอกว่าเราเฝ้าติดตามดูความเสี่ยงนี้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่ได้กังวล เราเชื่อว่าเป็นผลระยะสั้น แล้วก็เกิดจากการนําเข้าน้ํามันเป็นหลัก” นายวิทัยกล่าว
ด้านการส่งออกไทยในปีนี้ นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยระบุว่าก่อนหน้านี้เคยประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวราว 8.1% แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการใหม่เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จากการประเมินเบื้องต้น การส่งออกไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัวในระดับเลขสองหลัก โดยอาจอยู่ในช่วงประมาณ 12-13%
แม้การนำเข้าน้ำมันในช่วงเดือนเมษายนจะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดออกมาติดลบในระยะสั้น แต่ ธปท. มองว่าเป็นเรื่องระยะสั้น จึงคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวใกล้ระดับสมดุล หรืออาจติดลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การพิจารณาว่าดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงที่มาของการขาดดุลควบคู่กันไป ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากการขาดดุลเกิดจากการบริโภคหรือการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจในระยะยาว ย่อมเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง แต่หากการขาดดุลเกิดจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต ความกังวลต่อการขาดดุลดังกล่าวก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลเข้าไทยมากขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอลงหรือแม้แต่ติดลบในบางช่วงเวลาได้ อย่างไรก็ตาม หากการขาดดุลนั้นเป็นผลมาจากการลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต ก็ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก
นายวิทัย เปรียบเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2530-2540 ซึ่งประเทศไทยมีการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ส่งผลให้อัตราการลงทุนอยู่ในระดับสูงจนเงินออมภายในประเทศไม่เพียงพอรองรับ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในบางช่วง แต่เป็นการขาดดุลจากการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการเพิ่มกำลังการผลิต การยกระดับประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากการขาดดุลที่เกิดจากการบริโภค