‘เวียดนาม’ แก้เกมประชากรลด งัดมาตรการปั๊มลูก หนีวิกฤติ ‘แก่ก่อนรวย’
รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยกเลิกนโยบายจำกัดจำนวนบุตรไม่เกิน 2 คนที่ใช้มานาน แทนที่ด้วย“กฎหมายประชากรฉบับใหม่” ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ก.ค.69 ที่ผ่านมา มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจให้คู่รักชาวเวียดนามมีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น หลังประเทศกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
อัดฉีดสวัสดิการ ‘กระตุ้นการเกิด’
กฎหมายฉบับใหม่มีสวัสดิการ ครอบคลุมถึงการให้สิทธิพ่อแม่วัยหนุ่มสาวที่มีบุตร 2 คนก่อนอายุ 35 ปี จะได้รับการจัดหาที่อยู่อาศัยก่อนกลุ่มอื่น
รวมถึงได้รับเงินโบนัสสูงสุด 6 ล้านดอง หรือประมาณ 7,500 บาท สิทธิลาคลอดนาน 7 เดือนสำหรับบุตรคนที่ 2 และเงินอุดหนุนค่าตรวจคัดกรองสุขภาพทั้งก่อน และหลังคลอด
สวัสดิการเหล่านี้ออกมาในช่วงที่อัตราการเจริญพันธุ์เวียดนาม “ลดต่ำเป็นประวัติการณ์” เหลือ 1.91 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2024 และขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 1.93 คนในปีถัดมา
กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าดันตัวเลขนี้ให้ถึงเกณฑ์ที่ระดับ 2.1 คน ต่อผู้หญิงหนึ่งคนภายในปี 2030 แต่ทำได้ยาก เนื่องจากปัจจุบันเกือบ 1 ใน 7 ของประชากรมีอายุเกิน 60 ปีแล้ว และรัฐบาลคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ใน 4 ภายในกลางศตวรรษนี้
เศรษฐกิจโตแรง แต่ระบบสวัสดิการโตไม่ทัน
ไม่นานมานี้ “ธนาคารโลก” จะจัดให้เวียดนามเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงถึง 7% และ 8% ในปี 2024 และ 2025 จากอานิสงส์การส่งออกที่พุ่งเกิน 15%
แต่ทว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จำเป็นต่อการดูแลผู้สูงอายุกลับเติบโตไม่ทันความเจริญทางเศรษฐกิจ
อัลเบิร์ต พาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยว่า เวียดนามกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย ทำให้ระบบบำนาญ และการดูแลผู้สูงอายุยังพัฒนาไม่พร้อม ประกอบกับประเทศมีทรัพยากรน้อยกว่าเพราะการพัฒนาในด้านเหล่านี้ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
ศาสตราจารย์ จาง ทันห์ ลอง (Giang Thanh Long) จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติในฮานอย เรียกสิ่งนี้ว่าความเสี่ยงของอาการ "แก่ก่อนรวย" เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างร่ำรวยก่อนที่ประชากรจะสูงวัย ทำให้มีเวลาสร้างระบบบำนาญ และสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง
ต่างจากเวียดนามที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า จึงมีเวลาน้อยลงในการจัดหาเงินทุนสำหรับบำนาญ และการดูแลระยะยาว ในขณะที่ยังต้องรักษาระดับการลงทุนในด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก คือ แรงงานเวียดนามส่วนใหญ่เป็น “แรงงานนอกระบบ” ที่ไม่มีประกันสังคมรองรับ
ทั้งอัลเบิร์ต พาร์ค และศาสตราจารย์ลอง ต่างเห็นตรงกันว่า การแจกเงินโบนัสหรือให้สิ่งจูงใจระยะสั้นมักไม่ได้ผลในการเพิ่มประชากรอย่างยั่งยืน ดูได้จากบทเรียนในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
ดังนั้น สิ่งที่เวียดนามควรทำมากกว่าคือ การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมระยะยาว เช่น บำนาญ สาธารณสุข บริการดูแลเด็ก และที่อยู่อาศัยราคาประหยัด แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลก็ตาม
รวมทั้งสวัสดิการลาคลอดอาจส่งผลเสียในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ และเสื้อผ้า ทำให้นายจ้างแอบเลือกปฏิบัติอย่างเงียบๆ โดยไม่จ้างงาน ไม่เลื่อนตำแหน่ง หรือไม่ลงทุนกับพนักงานหญิงวัยเจริญพันธุ์เพราะกลัวเสียประโยชน์
ลองเสนอให้รัฐเปลี่ยนแผนจากการพยายามเพิ่มประชากร มาเป็นการปรับตัวเข้าสู่สังคมสูงวัยแทน เช่น การใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต ดึงผู้หญิง และผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงาน รีสกิลทักษะใหม่ และขับเคลื่อน "เศรษฐกิจสีเงิน" ที่เน้นประชากรสูงวัย
อ้างอิง SCMP
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์