โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยผงาดเบอร์ 2 อาเซียน! "ธนาคารโลก" ชี้ GNI ปี 68 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ธนาคารโลกเผย GNI ไทยปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ แตะ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รั้งอันดับ 2 อาเซียน รัฐบาลเร่งใช้กลไก กรอ. ดันการลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ.

"ธนาคารโลก" เปิดข้อมูลไทยยังแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์

รัฐบาลเผยข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลกสะท้อนว่าไทยยังคงมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน โดยรายได้มวลรวมประชาชาติ หรือ GNI (Gross National Income) ของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลของธนาคารโลกเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติของประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและฐานรายได้ขนาดใหญ่ของอาเซียน

สำหรับ GNI เป็นตัวชี้วัดรายได้รวมที่ประชาชนและภาคธุรกิจของประเทศได้รับจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการทำงาน การผลิต การค้า หรือการลงทุน จึงเป็นหนึ่งในดัชนีสำคัญที่ใช้ประเมินระดับการพัฒนาและศักยภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า อินโดนีเซียมี GNI สูงสุดในอาเซียนที่ 1.41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยไทยที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมาเลเซียมี GNI อยู่ที่ 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกรัฐบาลระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งภาคการผลิต การบริการ การท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบโลจิสติกส์ รวมถึงบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักดีว่าประเทศไทยยังต้องเร่งยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว โดยมุ่งผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้าและบริการสมัยใหม่ ธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ตลอดจนอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับประเทศ

รัฐบาลเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่าน กรอ.

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) อย่างใกล้ชิด โดยการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เห็นชอบการตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อเร่งผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ ด้านการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาคอขวดทางเศรษฐกิจ ลดอุปสรรคการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ ที่ประชุม กรอ. นัดที่ 2 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จะติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอจากภาคเอกชน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเปลี่ยนศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยให้กลายเป็นการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ใหม่ของประชาชน

รัฐบาลย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เร็วขึ้น กระจายผลประโยชน์ได้ทั่วถึงมากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งเดิมของประเทศเป็นฐานต่อยอดสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...