ไทยผงาดเบอร์ 2 อาเซียน! "ธนาคารโลก" ชี้ GNI ปี 68 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์
"ธนาคารโลก" เปิดข้อมูลไทยยังแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์
รัฐบาลเผยข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลกสะท้อนว่าไทยยังคงมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน โดยรายได้มวลรวมประชาชาติ หรือ GNI (Gross National Income) ของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลของธนาคารโลกเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติของประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและฐานรายได้ขนาดใหญ่ของอาเซียน
สำหรับ GNI เป็นตัวชี้วัดรายได้รวมที่ประชาชนและภาคธุรกิจของประเทศได้รับจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการทำงาน การผลิต การค้า หรือการลงทุน จึงเป็นหนึ่งในดัชนีสำคัญที่ใช้ประเมินระดับการพัฒนาและศักยภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า อินโดนีเซียมี GNI สูงสุดในอาเซียนที่ 1.41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยไทยที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมาเลเซียมี GNI อยู่ที่ 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โฆษกรัฐบาลระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งภาคการผลิต การบริการ การท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบโลจิสติกส์ รวมถึงบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักดีว่าประเทศไทยยังต้องเร่งยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว โดยมุ่งผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้าและบริการสมัยใหม่ ธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ตลอดจนอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับประเทศ
รัฐบาลเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่าน กรอ.
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) อย่างใกล้ชิด โดยการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เห็นชอบการตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อเร่งผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ ด้านการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาคอขวดทางเศรษฐกิจ ลดอุปสรรคการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ ที่ประชุม กรอ. นัดที่ 2 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จะติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอจากภาคเอกชน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของโครงการเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเปลี่ยนศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยให้กลายเป็นการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ใหม่ของประชาชน
รัฐบาลย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เร็วขึ้น กระจายผลประโยชน์ได้ทั่วถึงมากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งเดิมของประเทศเป็นฐานต่อยอดสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง