ผู้หญิงก็เป็นผู้นำได้ ‘Cartier Women’s Initiative’ โครงการที่สนับสนุนให้ผู้หญิง ได้เป็นทุกอย่างที่อยากเป็น
ผู้หญิงสามารถเป็นอะไรได้บ้าง?
แน่นอนว่าผู้หญิงสามารถเป็นได้ทุกอย่างที่พวกเธออยากจะเป็น ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัป นักออกแบบ หรือผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ เพียงแต่ในหลายครั้ง สิ่งที่ขาดหายไปในสมการนี้ไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นโอกาสและพื้นที่ที่จะให้พวกเธอได้แสดงศักยภาพเต็มที่ต่างหาก
ถึงแม้โลกของเราจะหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เราอาจต้องยอมรับความจริงที่ว่า ผู้หญิงยังคงไม่ได้รับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม อ้างอิงข้อมูลจาก UN Women ผู้หญิงมีโอกาสน้อยกว่าผู้ชายที่จะเข้าถึงสถาบันทางการเงินหรือมีบัญชีธนาคาร ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงทั่วโลกยังมีโอกาสเข้าร่วมตลาดแรงงานน้อยกว่าผู้ชายอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ช่องว่างระหว่างเพศ เรื่องการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน อยู่ที่ประมาณ 30% มาโดยตลอด หรือก็คือผู้ชายมีอัตราการเข้าร่วมตลาดแรงงานราว 80% ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ประมาณ 50%
จากข้อมูลคร่าวๆ นี้น่าจะพอทำให้ทุกคนเห็นได้ชัดขึ้นว่ายังมีผู้หญิงอีกหลายคนบนโลกที่ยังคงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่ได้รับโอกาสอย่างที่ควรจะเป็น
ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นใคร แต่ผู้หญิงทุกคนก็ควรได้เป็นในสิ่งที่เธอต้องการ คาร์เทียร์ (Cartier) หรือที่หลายคนอาจรู้จักจากการเป็นแบรนด์เครื่องประดับสุดหรู จึงได้ริเริ่มทำโครงการ ‘Cartier Women’s Initiative (CWI)’ ตั้งแต่ปี 2006 บนความเชื่ออันแน่วแน่ว่า ผู้หญิงที่ได้รับโอกาสในการเป็นผู้นำจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ โครงการได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกได้ลุกขึ้นมาแก้ไขความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน ที่ได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงมาแล้วกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศทั่วโลก มอบเงินทุนสนับสนุนไปแล้วทั้งสิ้น 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลกที่สมาชิกคอมมูนิตี้ยังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันมากกว่า 520 ราย ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ
ซีริลล์ วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ มองว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โครงการ Cartier Women's Initiative ไม่เพียงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแพลตฟอร์มการมอบรางวัลสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่พร้อมสนับสนุนสมาชิกในทุกมิติและขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเธออย่างต่อเนื่อง ตลอด 2 ทศวรรษนี้ ธุรกิจของสมาชิกส่วนใหญ่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ และหลายธุรกิจก็เติบโตขึ้น จนสามารถสร้างผลเชิงบวกให้แก่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก และได้กลายมาเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ และช่วยจุดประกายส่องสว่างเส้นทางแห่งอนาคตให้แก่ผู้อื่น
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดหลักของงาน อย่าง ‘Women Lighting the Path’ ที่ยกย่องผู้ประกอบการหญิงที่เต็มเปี่ยมด้วยความกล้าหาญ ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจในการขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกทางสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 คาเทียร์จึงได้จัดพิธีมอบรางวัลประจำปี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันเป็นการยกย่องเหล่าสมาชิก หรือ ‘Fellows’ ประจำปี 2026 ของโครงการระดับสากลโดยเมซงคาร์เทียร์ ประกอบไปด้วยผู้ประกอบการหญิงทั้งหมด 30 คน ครอบคลุม 10 หมวดรางวัล แบ่งเป็นรางวัลระดับภูมิภาค จำนวน 9 รางวัล และรางวัลผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology Pioneer Award) จำนวน 1 รางวัล
ส่วนเหตุว่าทำไมโครงการ Cartier Women’s Initiative ถึงได้มาฉลองครบรอบ 20 ปี และจัดพิธีมอบรางวัลที่ประเทศไทยนั้น เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คิโยะ ทากะ (Kiyo Taga) ผู้อำนายการโครงการ Cartier Women’s Initiative โดยเธอได้อธิบายว่า “การได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบครั้งสำคัญของ Cartier Women’s Initiative ที่กรุงเทพฯ ถือเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก เพราะประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านผู้ประกอบการหญิงที่น่าตื่นเต้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลานี้”
นอกจากนี้คิโยะยังพูดถึงรายงานด้านผู้ประกอบการสตรีฉบับล่าสุดจาก Global Entrepreneurship Monitor ที่พบว่า ผู้หญิงไทยวัยผู้ใหญ่กว่า 20% กำลังทำธุรกิจในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดจากการสำรวจพบ ทำให้การจัดพิธีมอบรางวัลที่กรุงเทพฯ ถือเป็นโอกาสอันดีในการฉายแสงให้ผู้ประกอบการหญิงไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น ภายในสถานที่จัดงานยังมีนิทรรศการแบบ Immersive ที่นำเสนอธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคม ซึ่งผ่านโครงการความร่วมมือระหว่าง Cartier Women’s Initiative และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สอดคล้องไปกับธีมงานในปีนี้ อย่าง ‘Women Lighting the Path’ ที่คิโยะต้องการเปรียบเส้นทางของผู้หญิงทุกคนเป็นเหมือนแสงสว่างที่ไม่ได้ส่องเพียงความสำเร็จของแต่ละคน แต่ยังแผ่ขยายแรงบันดาลใจไปสู่ผู้คนรอบข้าง และแสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าจะเปล่งประกายได้อย่างแท้จริงเมื่อมีการแบ่งปันร่วมกัน ทั้งหมดนี้เพื่อมอบโอกาสให้ผู้หญิงทุกคนได้ถ่ายทอดเรื่องราวว่าพวกเธอสามารถเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนแนวคิดให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมกับคาดหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงอีกมากมายลุกขึ้นมาทำเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้เรายังได้ถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของคาร์เทียร์ต่อแผนการสนับสนุนธุรกิจไทยในอนาคต ซึ่งคิโยะก็ได้ตอบกับ The MATTER เอาไว้ว่า “เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหญิงมีเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็นในการเร่งการเติบโต Cartier Women’s Initiative จึงได้เปิดตัว Cartier Women’s Initiative Entrepreneurial Program ในปี 2025 ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยโครงการนี้มีเป้าหมายในการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการหญิง มีทักษะและองค์ความรู้ด้านธุรกิจที่จำเป็น เพื่อยกระดับธุรกิจให้ได้มาตรฐานสากล เปิดโอกาสในการเติบโตในอนาคต และขยายผลเชิงบวกที่ธุรกิจของพวกเธอสร้างขึ้น”
ท้ายสุด คิโยะคาดหวังไว้เป็นอย่างยิ่งที่ Cartier Women’s Initiative จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคมรุ่นใหม่ของไทย ให้กล้าที่จะคิด กล้าที่จะลงมือ และมุ่งมั่นสร้างสรรค์ทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ได้ เพราะสำหรับเธอแล้ว โลกใบนี้ยังต้องการพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมจากพวกผู้หญิงอีกมากมาย
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพธุรกิจ การทำงาน ตลอดจนแง่มุมต่างๆ ในฐานะผู้ประกอบการหญิงที่ทำหน้าที่เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง The MATTER จึงได้พูดคุยกับ โมนิกา ชูกลา (Monika Shukla) ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งประจำภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลาง เธอคือเจ้าของธุรกิจ Humble Bee ธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำงานร่วมกับผู้เลี้ยงผึ้งรายย่อยทั่วอินเดีย เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งอย่างยั่งยืน อนุรักษ์แมลงผสมเกสร และสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับชุมชนท้องถิ่น ผ่านการรับซื้อน้ำผึ้งโดยตรงจากผู้ผลิต
เราเริ่มต้นถามโมนิกาเกี่ยวกับแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นธุรกิจ Humble Bee เพราะธุรกิจนี้สามารถรับมือกับปัญหาระดับโลกได้ถึง 2 เรื่องพร้อมกัน ทั้งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้หญิงในชนบท และการฟื้นฟูประชากรแมลงผสมเกสรที่สถานะปัจจุบันกำลังลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเธอกล่าวว่า “พวกเราได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Amul สหกรณ์ผลิตภัณฑ์นมของอินเดีย ซึ่งประสบความสำเร็จจากการสร้างห่วงโซ่คุณค่าครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เราจึงตั้งคำถามว่ารูปแบบเดียวกันนี้จะสามารถนำมาปรับใช้กับอาชีพอื่นได้หรือไม่ และสุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกการเลี้ยงผึ้ง เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะให้กับผู้หญิงในชนบท”
ทั้งนี้โมนิกายังเสริมต่อว่า เมื่อเริ่มลงมือทำจริง เธอกลับค้นพบว่าผลประโยชน์ของการเลี้ยงผึ้งมีมากกว่าการผลิตน้ำผึ้ง ผึ้งช่วยผสมเกสรให้พืชผล เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยเสริมความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นจึงทำให้เธอเล็งเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ธุรกิจน้ำผึ้ง แต่เป็นการสร้างผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
หลังจากที่ Humble Bee ได้ฝึกอบรมผู้หญิงไปมากกว่า 2,500 คน ช่วยให้พวกเธอสร้างอาชีพที่มั่นคง ซ้ำยังช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น เราจึงลองตั้งคำถามต่อกับโมนิกาเกี่ยวกับการนำโมเดลธุรกิจของเธอมาขยายผลหรือปรับใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะภูมิภาคบ้านเรานี้ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ทั้งความจนในชนบท ความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโมนิกายืนยันกับเราว่าโมเดลธุรกิจของเธอสามารถนำไปปรับใช้กับภูมิภาคอื่นได้แน่นอน โดยเฉพาะเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ มีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกันและมีการเพาะปลูกพืชที่ต้องอาศัยการผสมเกสรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือผัก หากนำผึ้งเข้าไปในพื้นที่เกษตรในช่วงที่พืชออกดอก ก็จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้”
**โมนิกามองว่าประเทศไทยมีบริบทหลายอย่างคล้ายคลึงกับอินเดีย โดยเฉพาะการมีภาคการเกษตรเป็นฐานสำคัญของเศษฐกิจ เธอจึงเชื่อว่าโมเดลที่เธอพัฒนาขึ้นมาในอินเดียจะมีศักยภาพมากพอสำหรับนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือธุรกิจเหล่านี้ ต้องการระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน การให้คำปรึกษา เครือข่ายความร่วมมือ และนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน โมนิกาก็ยังพูดกับเราต่อว่า การส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งมีส่วนช่วยผลักดันให้เกษตรกรหันมา ใช้แนวทางเกษตรที่พึ่งพาธรรมชาติมากขึ้น เพราะการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อผึ้ง เมื่อเกษตรกรเห็นว่าการเลี้ยงผึ้งสามารถเพิ่มทั้งผลผลิตและรายได้ พวกเขาก็มีแรงจูงใจที่จะลดการใช้สารเคมี นำไปสู่การทำเกษตรเชิงฟื้นฟู และระบบอาหารที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
“สำหรับภูมิภาคที่เกษตรกรส่วนใหญ่ถือครองที่ดินขนาดเล็ก อย่าง เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเกสรเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านรายได้อย่างมหาศาล จึงเป็นเหตุผลที่เรามองเห็นศักยภาพในการขยายโมเดลนี้ไปยังภูมิภาคอื่นในอนาคต”
**หลังจากพูดคุยกันถึงแนวโน้มการนำโมเดลของธุรกิจไปใช้ต่อในภูมิภาคอื่นๆ แล้ว โมนิกายังพูดคุยถึงความใฝ่ฝันที่อยากเห็นต่อไปจาก Humble Bee ด้วยเช่นกัน โดยตอนนี้เธอกำลังผลักดันระบบการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งแบบเคลื่อนที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อรังผึ้งในพื้นที่ใดพร้อมเก็บเกี่ยว ก็จะมีรถปฏิบัติการเดินทางเข้าไปถึงหน้างาน การมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะสามารถรักษาคุณภาพของน้ำผึ้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคนทำงานได้
เทคโนโลยีที่โมนิกาคิดว่าจะช่วยต่อยอดธุรกิจของเธอได้ คือการนำข้อมูลจากระบบ Remote Sensing และ GIS มาวิเคราะห์ช่วงเวลาการออกดอกของพืชในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ โดยระบบนี้จะแนะนำให้ผู้เลี้ยงผึ้งควรย้ายรังผึ้งไปยังพื้นที่ใดและเมื่อใด เพื่อให้ผึ้งมีแหล่งอาหารอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยง และทำให้การเลี้ยงผึ้งมีความยั่งยืนมากขึ้น
นอกจากนี้ Humble Bee ยังกำลังทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งที่เป็นห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจด้านกาแฟ ฝ้าย และพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด ทั้งหมดนี้เพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์และพิสูจน์ให้เห็นว่าผึ้งช่วยเพิ่มผลผลิตทางเกษตรได้จริง ทั้งยังเอื้อต่อการให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนหลังถึงผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาได้ด้วย
ทั้งเรื่องของการนำโมเดลไปสานต่อในภูมิภาคอื่น ตลอดจนความคาดหวังต่อตัวธุรกิจในอนาคต เหล่านี้จึงน่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ผู้หญิงที่อยากริเริ่มเป็นผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงกับธีมของงานในปีนี้ อย่าง Women Lighting the Path สำหรับโมนิกาแล้ว ธีมนี้สามารถสะท้อนการเดินทางของ CWI ได้เป็นอย่างดี โดยการพบผู้เข้าร่วมโครงการจากหลายรุ่น ตั้งแต่ปี 2010 2013 2014 ไปจนถึงรุ่นอื่นๆ ที่กลับมาร่วมงานอีกครั้งเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่าตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา CWI ไม่ได้เป็นเพียงโครงการมอบรางวัล แต่เป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าและช่วยเร่งการเติบโตให้กับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
โดยโมนิกาเชื่อมั่นว่า เส้นทางที่ถูกปูไว้ในงานนี้ก็จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับผู้ประกอบการหญิงของไทยด้วยเช่นกัน และคาดหวังว่าทุกอย่างจะไม่ได้จบลงเพียงแค่งานในครั้งนี้ แต่จะเติบโตไปเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้คนได้เห็นคุณค่าของผู้หญิงที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม
เหมือนที่ สาลินี เฮอร์ลีย์ ผู้ประกอบการชาวไทยที่เคยได้รับรางวัลจาก Cartier Women’s Initiative เมื่อปี 2013 จากการพัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ โดยเธอได้กลับมาร่วมงานในปีนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับโมนิกาแล้ว เธอเชื่อว่าประเทศไทยยังมีผู้หญิงที่มีศักยภาพเช่นเดียวกับเธออีกมาก
“สิ่งที่พวกเธอต้องการไม่ใช่เพียงเงินทุน แต่รวมถึงเครือข่าย การให้คำปรึกษา และเวทีที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงศักยภาพในระดับโลก ซึ่ง Cartier Women’s Initiative พยายามสร้างมาตลอด”
**การพูดคุยกับคิโยะ ทากะ และโมนิกา ชูกลา ทำให้เราเห็นว่า ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่พร้อมแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้โลกได้เห็น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือโอกาสและพื้นที่ที่จะช่วยพาให้เธอได้เฉิดฉาย ฉะนั้นแล้ว การสนับสนุนผู้หญิงทุกคนจึงเป็นการเปิดทางให้ไอเดีย นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงที่อาจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนอีกนับล้านได้เกิดขึ้นจริง
Cartier Women’s Initiative จึงเป็นประตูบานสำคัญที่พร้อมจะเปิดให้ผู้หญิงทุกคนได้ก้าวต่อไปสู่การเป็นผู้ประกอบการหญิงที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมอย่างแท้จริง
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk**