ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์ “ราคาน้ำมัน” ลดได้ขึ้นได้ตามใบสั่ง? เมื่อกลไกไม่มีอยู่จริง
“ราคาน้ำมัน” ลดได้ขึ้นได้ตามใบสั่ง? เมื่อกลไกไม่มีอยู่จริง
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
สิ้นเสียงสั่งของนายกรัฐมนตรี ราคาน้ำมันในประเทศก็ลดฮวบเหมือนใจอยาก โดยล่าสุด กบง.-กบน. มีมติปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซินทุกชนิดลง 2.51 บาทต่อลิตร มีผลทันทีตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น แว็บแรกหลายคนอาจร้องเฮ แต่แว็บต่อมาพอตั้งสติได้ เสียงที่ออกมาอาจจะเป็น “หือ” พร้อมด้วยคำถามว่าเอากันอย่างนี้จริงๆ หรือ
เพราะการขึ้นลงได้ตามสั่งขนาดนี้แปลความหมายได้อย่างเดียวว่าระบบควบคุมหรือกลไกตลาดทั้งหมดได้พังทลายลงไปแล้ว
เรื่องนี้ถ้าตั้งต้นก็คือ มีคนตั้งคำถามว่า ราคาน้ำมันดิบโลกตอนนี้ลดลงจนใกล้เคียงระดับก่อนสงคราม “สหรัฐฯ – อิหร่าน” แล้ว แต่ทำไมราคาน้ำมันในประเทศของเรากลับยังสูงกว่าตอนก่อนเกิดสงครามเสียอีก
เอาจริงๆ คำตอบก็ไม่ยากนัก เพราะเรามีกลไกที่เรียกว่า “กองทุนน้ำมัน” วันที่ราคาน้ำมันโลกแพงหูฉี่ เราก็ชะลอไม่ให้พุ่งสูงทะลุเพดานด้วยกองทุนน้ำมัน จนถึงวันนี้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมไปแล้วกว่า 57,362 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 5 กรกฎาคม)
แม้บางคนจะออกมาโชว์ว่าเป็นฝีมือตัวเอง แต่ถ้าเปรียบเทียบง่ายก็คือ เราไม่จ่ายแพงที่สุดในวันนั้น และเอาส่วนต่างเก็บมาจ่ายในวันที่ราคาถูกในวันนี้
ทำให้ราคาน้ำมันบ้านเรา “ไม่ขึ้นสุด และ ไม่ลงสุด” วันที่ชาวบ้านแพง เราก็ไม่แพงเท่าเขา แต่วันที่เขาใช้กันถูกๆ เราก็ไม่ได้ใช้ของถูกเท่าเขา
และนี่ไม่ใช่บุญคุณของใคร เพราะทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากการควักจ่ายของคนเติมน้ำมันทั้งสิ้น
แต่ปัญหาของกรณีนี้ซับซ้อนกว่านั้น เพราะเมื่อรัฐสั่งขึ้นได้ ลงได้ แปลว่าระบบที่วางเอาไว้กำลังถูกแทรกแซงใช่หรือไม่
รัฐบาลให้เหตุผลและที่มาของการลดว่า ส่วนหนึ่งใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งก็แปลว่าคือเงินประชาชนที่ต้องจ่ายอย่างไม่รู้จบสิ้น
ประการต่อมาคือให้ใช้นโยบายให้ราคาสะท้อนต้นทุนน้ำมันดิบที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว โดยไม่รออิงราคาสินค้าน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์
และอย่างที่สามคือ ควบคุมและปรับโครงสร้างค่าการกลั่น ซึ่งก็คือการแทรกแซงโรงกลั่นนั่นเอง
ทั้งสามเหตุผลอาจจะฟังดูดี แต่เอาเข้าจริงสองข้อหลัง คือ ระบบกลไกตลาดและการยอมรับของ “โลก”
การที่เราอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ก็ไม่ใช่มีที่มาที่ไปลอยๆ ก่อนหน้านี้ที่เราเลือกใช้ก็เพราะราคาที่นี่เชื่อถือได้ เนื่องจากตลาดน้ำมันสิงคโปร์มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมหาศาล ทั้งกลุ่มผู้ผลิต โรงกลั่น และบริษัทค้าน้ำมันระดับโลก ปริมาณการซื้อขายที่สูงมากทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปแทรกแซงหรือผูกขาดราคาได้ ราคาที่ออกมาจึงโปร่งใสและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด
แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วย เพราะสภาผู้บริโภคเคยออกมาเสนอให้เลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ไปเลย โดยชี้ว่าเป็น “ราคาสมมติ” ที่บวกต้นทุนขนส่งทิพย์เป็นภาระผู้บริโภคปีละกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อสรุปตายตัว
และที่หลายคนอาจจะลืมเรื่องกลไกการตลาด เราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตหรือส่งออกน้ำมันรายใหญ่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเราตั้งราคาขายถูกกว่าสิงคโปร์มากๆ โรงกลั่นในไทยก็จะเลือกส่งออกน้ำมันไปขายสิงคโปร์ หรือไปขายประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำกำไรตามกลไกตลาดโลก และอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนภายในประเทศ
ภาพการกักตุนและน้ำมันขาดแคลนสมัยสงครามเริ่มอาจจะยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน
เข้าใจอยู่ว่าใครหลายๆ คนอาจอยากเห็นน้ำมันราคาถูก แต่อย่างที่บอกว่าเราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก หรือกระทั่งไม่ใช่ประเทศที่คุมช่องทางการซื้อขาย เราอยู่ในสถานะผู้บริโภคปลายน้ำอย่างเต็มขั้น
มิพักต้องพูดถึงนโยบายเรื่องค่าการกลั่น ที่กำลังหาทางทำกับโรงกลั่น ซึ่งแม้จะบังคับกับโรงกลั่นในกำกับของรัฐได้ แต่เมื่อทำแล้วทุนหายกำไรหดไปเรื่อยๆ การพัฒนาก็จะขาดแคลน
โรงกลั่นต่างชาติก็ไม่ใช่องค์กรการกุศลที่จะเข้ามาให้บริการ แต่พวกเขาก็ต้องหวังที่จะทำกำไร หากถูกแทรกแซงมากๆ ไม่เพียงแต่จะอยู่ไม่ได้ แต่ในอนาคตก็จะไม่มีใครมาลงทุนเรื่องนี้ในประเทศไทย
ดังนั้น การจัดการกับค่าการกลั่น จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่จะบาลานซ์ทั้งการที่ไม่ให้โรงกลั่นได้กำไรจนเกินควร แต่ก็ไม่กดดันจนอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะออกทางไหนก็ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบทั้งสิ้น
การปรับโครงสร้างราคาพลังงานจึงมีความจำเป็นมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้าอย่างยิ่ง การมีกฎเกณฑ์กลางที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามคำสั่งผู้เป็นรัฐบาลจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน
แม้แต่ฝ่ายค้านเองก็มองไปในทิศทางเดียวกัน โดย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการลดราคาน้ำมันครั้งนี้ยังเป็นการ “แก้หน้างาน” มากกว่าการปฏิรูปที่ยั่งยืน
เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่นวันนี้ที่จู่ๆ หลังสั่งลดราคาน้ำมัน “สหรัฐฯ” ก็โจมตี “อิหร่าน” อีกครั้ง จนราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นทันทีกว่า 2% แล้วเราจะแก้แบบนี้อีกกี่ครั้ง เพราะสุดท้ายทุกบาทที่แก้ก็มาจากเงินของประชาชนทั้งสิ้น