แห่สต๊อกสินค้ารับไทยช่วยไทย กระตุ้น GDP-เงินหมุน 2 แสนล้าน
ทั่วประเทศคึกคักรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ทั้งคนไทย-ร้านค้าแห่ลงทะเบียน คลังมั่นใจ 30 ล้านสิทธิเพียงพอ “วิจัยกรุงศรี” เผยช่วยกระตุ้นระยะสั้นได้ดีถึงไตรมาส 3 คาดมีเงินหมุนเวียน 2 แสนล้านบาท สมาคมภัตตาคารฯ หนุนช่วยร้านค้ารายเล็ก ขณะที่ค้าปลีกภูธรเร่งสต๊อกสินค้ารับกระแสใช้จ่าย
ความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลอัดฉีดเงินแจกประชาชนรายละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วน 60/40 ว่า ได้รับผลตอบรับดี โดยช่วงแรกมีผู้ลงทะเบียนหนาแน่น ซึ่งระบบสามารถรองรับได้ คาดว่าจำนวน 30 ล้านสิทธิจะเพียงพอต่อความต้องการในการช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน
“เหตุผลคือ 1.ประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป มีจำนวน 53 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน และอีก 10 ล้านคนไม่เคยเข้าร่วมโครงการใด ๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้น 30 ล้านสิทธิสำหรับโครงการนี้จึงน่าจะเพียงพอ และ 2.ที่ผ่านมาในโครงการปลายเปิดของรัฐบาลที่ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ มีผู้ลงทะเบียนสูงสุดที่ 28 ล้านคน ดังนั้นจำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิจึงคาดว่าเพียงพอแน่นอน”
ร้านค้าแห่เข้าร่วมคึกคัก
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของการลงทะเบียนประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนและร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 24,439,670 ราย
ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส และลงทะเบียนสำเร็จ 18,322,038 ราย เป็นผู้ที่ลงทะเบียนใหม่และอยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ 5,705,982 ราย และผู้ที่ลงทะเบียนใหม่และไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 411,650 ราย
ขณะที่ร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว มีจำนวน 490,856 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านค้ารายเดิม 485,701 ราย และร้านค้ารายใหม่ 5,155 ราย ทั้งนี้ ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร มีจำนวน 499,170 ราย โดยอยู่ระหว่างรอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ 492,285 ราย และรอดำเนินการตรวจสอบอีก 6,885 ราย
เตือนรายใหม่ลงก่อน 31 ก.ค.นี้
ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขโครงการกำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส หรือร้านค้าที่ลงทะเบียนใหม่และได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ขอให้ตรวจสอบการยินยอม รับทราบ และยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขในแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ด้วย เพื่อให้การลงทะเบียนร้านค้าสำเร็จ
เตรียมคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หลังจากนี้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น เงินเฟ้อกำลังจะสูงขึ้น ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เป็นการช่วยลดค่าครองชีพ ขณะที่ผลต่อเศรษฐกิจคำนวณว่าจะช่วยให้ GDP โตเพิ่มขึ้นได้ 0.4% เพราะจะมีเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ออกมาใช้ก้อนแรกประมาณ 2 แสนล้านบาท
สำหรับการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทาง สศช.ดำเนินการกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำร่างคำชี้แจง และมีการส่งคำชี้แจงทั้งหมดไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
“วิจัยกรุงศรี” ชี้ช่วยกระตุ้นสั้น
ด้านวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วิเคราะห์ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ประกอบด้วย 2 มาตรการ 1) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเติมเงินอีก 700 บาท เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จำนวนผู้มีสิทธิรอบที่แล้ว 13.2 ล้านคน คาดวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการลงทะเบียนเพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิในระยะที่สองต่อไป และ 2) ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รัฐบาลร่วมจ่าย 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.) โดยรัฐบาลจ่ายในสัดส่วน 60% ประชาชน 40% ผู้เข้าร่วม 30 ล้านคน วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท โดยมาตรการนี้มีแหล่งเงินมาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
มาตรการไทยช่วยไทยพลัสคาดว่าช่วยกระตุ้นการบริโภค ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) จึงอาจน้อยกว่ามาตรการรอบก่อน
“ในกรณีฐานคาดว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.5% อย่างไรก็ดีมาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นการบริโภคล่วงหน้าและลดทอนการใช้จ่ายหลังมาตรการสิ้นสุดลง (Payback Effect) จึงอาจส่งผลต่อ GDP ในระยะต่อไปได้”
เงินหมุนเวียน 2 แสนล้านบาท
นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะเป็นแรงกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 โดยประเมินว่าจะช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% หากมีผู้เข้าร่วมโครงการเต็มจำนวน 30 ล้านคน
เม็ดเงินจากภาครัฐ รวมกับมาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.75 แสนล้านบาทและเมื่อรวมเงินประชาชนที่จูงใจให้ใช้จ่ายเพิ่มเติม อาจทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 2 แสนล้านบาท
ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
นายอัทธ์กล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการคือ การช่วยกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีกำลังซื้อจำกัด รวมถึงช่วยให้ประชาชนตัดสินใจจับจ่ายมากขึ้น เพราะมีภาครัฐร่วมจ่ายบางส่วน ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็ก พ่อค้าแม่ค้า และเอสเอ็มอี จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น แม้อยู่ภายใต้ภาวะต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลว่าผลประโยชน์จากโครงการอาจกระจุกตัวไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากสินค้าจำนวนมากที่วางขายในต่างจังหวัดยังเชื่อมโยงกับระบบการผลิตและกระจายสินค้าของรายใหญ่ ทำให้เม็ดเงิน บางส่วนถูกดูดกลับเข้าสู่ส่วนกลาง มากกว่าจะกระจายอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่น อย่างเต็มที่
“โครงการนี้ช่วยต่อลมหายใจให้เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายเล็ก และพ่อค้าแม่ค้าในตลาด เพราะตอนนี้บรรยากาศการค้าค่อนข้างเงียบ เมื่อมีคนซื้อเพิ่มผู้ขายก็กล้าซื้อของเข้ามาขาย แม้กำไรต่อหน่วยอาจลดลง แต่ดีกว่าไม่มียอดขายเลย” นายอัทธ์กล่าว
ในระยะถัดไปรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริม โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินลงทุนอีกส่วนหนึ่งให้เกิดผลชัดเจนต่อภาคการผลิตและเอสเอ็มอี เพราะหากพึ่งพาเพียงมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายอาจทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงการเติบโตไปถึงช่วงปลายปี
ต่ออายุร้านอาหารรายเล็ก
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งมีระยะเวลานานถึง 4 เดือนจะมาช่วยต่ออายุให้กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กหรือระดับไมโครได้ ทั้งในด้านต้นทุนวัตถุดิบและการกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้า เห็นได้จากช่วงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วงที่ผ่านมาที่ช่วยต่อชีวิตผู้ประกอบการได้หลายราย เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบหนักจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ทำให้ผู้บริโภคลดความถี่ของการรับประทานอาหารนอกบ้านลงไปมาก
โดยเฉพาะมื้อเย็นที่เป็นรายได้หลักของร้านอาหาร ซึ่งผู้บริโภคหลายรายลดเหลือ 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรืออาจถึง 1 ครั้ง/เดือน เช่นเดียวกับมูลค่าการใช้จ่ายต่อมื้อที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 100 บาทสำหรับมื้อกลางวัน และประมาณ 300 บาทสำหรับมื้อเย็น ทำให้ร้านอาหารหลายร้านยอดขายลดจาก 5,000-7,000 บาท/วัน เหลือเพียง 3,000 บาท/วันเท่านั้น
“ตอนนี้การทำอาหารทานเองที่บ้านกำลังกลายเป็นตัวเลือกที่ราคาถูกและคุ้มค่ากว่าการทานนอกบ้านแล้ว”
นางฐนิวรรณกล่าวว่า สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กมากหรือระดับไมโคร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดขายไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี เช่น สตรีตฟู้ด หรือร้านข้าวแกงตกอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากขาดเม็ดเงินหมุนเวียนและไม่มีเงินทุนสำรอง
ค้าปลีกภูธรสต๊อกเพิ่ม 3 เท่า
นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางแจ่มฟ้าได้เข้าร่วมโครงการนี้ในเฟสแรก ซึ่งเน้นกลุ่มผู้ถือ “บัตรประชารัฐ” ที่ได้รับการเพิ่มวงเงินจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท โดยมองว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะช่วยสร้างความคึกคักและกระตุ้นกำลังซื้อได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้บริโภคได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว
เดิมทีกลุ่มลูกค้าที่ใช้สิทธิผ่านบัตรประชารัฐมีสัดส่วน 10-20% ทางร้านจึงเตรียมความพร้อมรองรับกำลังซื้อที่จะเข้ามา ด้วยการสำรองสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่า เน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ซอส ซีอิ๊ว น้ำมันพืช น้ำปลา ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น
ได้อานิสงส์จากร้านโชห่วย
นายแพทย์ณัฐพลกล่าวต่อว่า นอกจากกลุ่มผู้ถือบัตรประชารัฐแล้วแจ่มฟ้ายังคาดหวังอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งกลุ่มนี้จะมีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านโชห่วยเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อ โดยปัจจุบันฐานลูกค้ากลุ่มโชห่วยคิดเป็น 10% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะช่วยให้ร้านโชห่วยในชุมชนสามารถสต๊อกสินค้าเพิ่มและมียอดขายที่ดีขึ้นเช่นกัน
เมื่อประเมินภาพรวมตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ ตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยผลักดันให้ยอดขายของแจ่มฟ้าเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20-30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อตัวเลข GDP ในภาคการบริโภคอย่างแน่นอน
ทั้งนี้เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและดึงดูดเม็ดเงิน แจ่มฟ้าได้จัดแคมเปญโปรโมชั่น โดยมีการปรับลดราคาสินค้ากลุ่มหลัก ๆ เพิ่มเติมอีก 5-10% จากเดิมที่จัดรายการลดราคาสูงสุดอยู่แล้วถึง 60% แม้ว่าอัตรากำไรจะค่อนข้างบาง แต่เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายและให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน
กระตุ้นกำลังซื้อฐานราก 4 เดือน
เช่นเดียวกับ น.ส.ฐิตานันท์สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลังจากที่เคยไปให้กลับมาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง 4 เดือน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี ส่งผลประชาชนและฐานรากและผู้ประกอบการ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเพื่อลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น บริษัทเตรียมสินค้าในสต๊อกและสั่งซื้อเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค เช่น น้ำมันพืช ผงซักฟอกข้าวสาร ฯลฯ
น.ส.ฐิตานันท์กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต อยากให้ร้านธงฟ้าที่เป็นนิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย ที่ผ่านมามีลูกค้าจำนวนมากสอบถามเข้ามาเพราะต้องการใช้บริการ เนื่องจากทางห้างมีสินค้าโปรโมชั่นหมุนเวียนเป็นประจำ มีราคาปกติ และไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงโครงการของรัฐบาล
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แห่สต๊อกสินค้ารับไทยช่วยไทย กระตุ้น GDP-เงินหมุน 2 แสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net