โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แห่สต๊อกสินค้ารับไทยช่วยไทย กระตุ้น GDP-เงินหมุน 2 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 08.11 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 00.15 น.

ทั่วประเทศคึกคักรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ทั้งคนไทย-ร้านค้าแห่ลงทะเบียน คลังมั่นใจ 30 ล้านสิทธิเพียงพอ “วิจัยกรุงศรี” เผยช่วยกระตุ้นระยะสั้นได้ดีถึงไตรมาส 3 คาดมีเงินหมุนเวียน 2 แสนล้านบาท สมาคมภัตตาคารฯ หนุนช่วยร้านค้ารายเล็ก ขณะที่ค้าปลีกภูธรเร่งสต๊อกสินค้ารับกระแสใช้จ่าย

ความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลอัดฉีดเงินแจกประชาชนรายละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วน 60/40 ว่า ได้รับผลตอบรับดี โดยช่วงแรกมีผู้ลงทะเบียนหนาแน่น ซึ่งระบบสามารถรองรับได้ คาดว่าจำนวน 30 ล้านสิทธิจะเพียงพอต่อความต้องการในการช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

“เหตุผลคือ 1.ประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป มีจำนวน 53 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน และอีก 10 ล้านคนไม่เคยเข้าร่วมโครงการใด ๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้น 30 ล้านสิทธิสำหรับโครงการนี้จึงน่าจะเพียงพอ และ 2.ที่ผ่านมาในโครงการปลายเปิดของรัฐบาลที่ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ มีผู้ลงทะเบียนสูงสุดที่ 28 ล้านคน ดังนั้นจำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิจึงคาดว่าเพียงพอแน่นอน”

ร้านค้าแห่เข้าร่วมคึกคัก

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของการลงทะเบียนประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนและร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 24,439,670 ราย

ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส และลงทะเบียนสำเร็จ 18,322,038 ราย เป็นผู้ที่ลงทะเบียนใหม่และอยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ 5,705,982 ราย และผู้ที่ลงทะเบียนใหม่และไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 411,650 ราย

ขณะที่ร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว มีจำนวน 490,856 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านค้ารายเดิม 485,701 ราย และร้านค้ารายใหม่ 5,155 ราย ทั้งนี้ ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร มีจำนวน 499,170 ราย โดยอยู่ระหว่างรอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ 492,285 ราย และรอดำเนินการตรวจสอบอีก 6,885 ราย

เตือนรายใหม่ลงก่อน 31 ก.ค.นี้

ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขโครงการกำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส หรือร้านค้าที่ลงทะเบียนใหม่และได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ขอให้ตรวจสอบการยินยอม รับทราบ และยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขในแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ด้วย เพื่อให้การลงทะเบียนร้านค้าสำเร็จ

เตรียมคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หลังจากนี้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น เงินเฟ้อกำลังจะสูงขึ้น ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เป็นการช่วยลดค่าครองชีพ ขณะที่ผลต่อเศรษฐกิจคำนวณว่าจะช่วยให้ GDP โตเพิ่มขึ้นได้ 0.4% เพราะจะมีเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ออกมาใช้ก้อนแรกประมาณ 2 แสนล้านบาท

สำหรับการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทาง สศช.ดำเนินการกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำร่างคำชี้แจง และมีการส่งคำชี้แจงทั้งหมดไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“วิจัยกรุงศรี” ชี้ช่วยกระตุ้นสั้น

ด้านวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วิเคราะห์ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ประกอบด้วย 2 มาตรการ 1) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเติมเงินอีก 700 บาท เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จำนวนผู้มีสิทธิรอบที่แล้ว 13.2 ล้านคน คาดวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการลงทะเบียนเพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิในระยะที่สองต่อไป และ 2) ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รัฐบาลร่วมจ่าย 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.) โดยรัฐบาลจ่ายในสัดส่วน 60% ประชาชน 40% ผู้เข้าร่วม 30 ล้านคน วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท โดยมาตรการนี้มีแหล่งเงินมาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

มาตรการไทยช่วยไทยพลัสคาดว่าช่วยกระตุ้นการบริโภค ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) จึงอาจน้อยกว่ามาตรการรอบก่อน

“ในกรณีฐานคาดว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.5% อย่างไรก็ดีมาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นการบริโภคล่วงหน้าและลดทอนการใช้จ่ายหลังมาตรการสิ้นสุดลง (Payback Effect) จึงอาจส่งผลต่อ GDP ในระยะต่อไปได้”

เงินหมุนเวียน 2 แสนล้านบาท

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะเป็นแรงกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 โดยประเมินว่าจะช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% หากมีผู้เข้าร่วมโครงการเต็มจำนวน 30 ล้านคน

เม็ดเงินจากภาครัฐ รวมกับมาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.75 แสนล้านบาทและเมื่อรวมเงินประชาชนที่จูงใจให้ใช้จ่ายเพิ่มเติม อาจทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 2 แสนล้านบาท

ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

นายอัทธ์กล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการคือ การช่วยกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีกำลังซื้อจำกัด รวมถึงช่วยให้ประชาชนตัดสินใจจับจ่ายมากขึ้น เพราะมีภาครัฐร่วมจ่ายบางส่วน ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็ก พ่อค้าแม่ค้า และเอสเอ็มอี จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น แม้อยู่ภายใต้ภาวะต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลว่าผลประโยชน์จากโครงการอาจกระจุกตัวไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากสินค้าจำนวนมากที่วางขายในต่างจังหวัดยังเชื่อมโยงกับระบบการผลิตและกระจายสินค้าของรายใหญ่ ทำให้เม็ดเงิน
บางส่วนถูกดูดกลับเข้าสู่ส่วนกลาง มากกว่าจะกระจายอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่น
อย่างเต็มที่

“โครงการนี้ช่วยต่อลมหายใจให้เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายเล็ก และพ่อค้าแม่ค้าในตลาด เพราะตอนนี้บรรยากาศการค้าค่อนข้างเงียบ เมื่อมีคนซื้อเพิ่มผู้ขายก็กล้าซื้อของเข้ามาขาย แม้กำไรต่อหน่วยอาจลดลง แต่ดีกว่าไม่มียอดขายเลย” นายอัทธ์กล่าว

ในระยะถัดไปรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริม โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินลงทุนอีกส่วนหนึ่งให้เกิดผลชัดเจนต่อภาคการผลิตและเอสเอ็มอี เพราะหากพึ่งพาเพียงมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายอาจทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงการเติบโตไปถึงช่วงปลายปี

ต่ออายุร้านอาหารรายเล็ก

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งมีระยะเวลานานถึง 4 เดือนจะมาช่วยต่ออายุให้กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กหรือระดับไมโครได้ ทั้งในด้านต้นทุนวัตถุดิบและการกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้า เห็นได้จากช่วงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วงที่ผ่านมาที่ช่วยต่อชีวิตผู้ประกอบการได้หลายราย เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบหนักจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ทำให้ผู้บริโภคลดความถี่ของการรับประทานอาหารนอกบ้านลงไปมาก

โดยเฉพาะมื้อเย็นที่เป็นรายได้หลักของร้านอาหาร ซึ่งผู้บริโภคหลายรายลดเหลือ 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรืออาจถึง 1 ครั้ง/เดือน เช่นเดียวกับมูลค่าการใช้จ่ายต่อมื้อที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 100 บาทสำหรับมื้อกลางวัน และประมาณ 300 บาทสำหรับมื้อเย็น ทำให้ร้านอาหารหลายร้านยอดขายลดจาก 5,000-7,000 บาท/วัน เหลือเพียง 3,000 บาท/วันเท่านั้น

“ตอนนี้การทำอาหารทานเองที่บ้านกำลังกลายเป็นตัวเลือกที่ราคาถูกและคุ้มค่ากว่าการทานนอกบ้านแล้ว”

นางฐนิวรรณกล่าวว่า สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กมากหรือระดับไมโคร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดขายไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี เช่น สตรีตฟู้ด หรือร้านข้าวแกงตกอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากขาดเม็ดเงินหมุนเวียนและไม่มีเงินทุนสำรอง

ค้าปลีกภูธรสต๊อกเพิ่ม 3 เท่า

นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางแจ่มฟ้าได้เข้าร่วมโครงการนี้ในเฟสแรก ซึ่งเน้นกลุ่มผู้ถือ “บัตรประชารัฐ” ที่ได้รับการเพิ่มวงเงินจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท โดยมองว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะช่วยสร้างความคึกคักและกระตุ้นกำลังซื้อได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้บริโภคได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว

เดิมทีกลุ่มลูกค้าที่ใช้สิทธิผ่านบัตรประชารัฐมีสัดส่วน 10-20% ทางร้านจึงเตรียมความพร้อมรองรับกำลังซื้อที่จะเข้ามา ด้วยการสำรองสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นจากปกติ 2-3 เท่า เน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ซอส ซีอิ๊ว น้ำมันพืช น้ำปลา ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น

ได้อานิสงส์จากร้านโชห่วย

นายแพทย์ณัฐพลกล่าวต่อว่า นอกจากกลุ่มผู้ถือบัตรประชารัฐแล้วแจ่มฟ้ายังคาดหวังอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งกลุ่มนี้จะมีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านโชห่วยเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อ โดยปัจจุบันฐานลูกค้ากลุ่มโชห่วยคิดเป็น 10% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะช่วยให้ร้านโชห่วยในชุมชนสามารถสต๊อกสินค้าเพิ่มและมียอดขายที่ดีขึ้นเช่นกัน

เมื่อประเมินภาพรวมตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ ตั้งเป้าหมายว่าโครงการนี้จะช่วยผลักดันให้ยอดขายของแจ่มฟ้าเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20-30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อตัวเลข GDP ในภาคการบริโภคอย่างแน่นอน

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและดึงดูดเม็ดเงิน แจ่มฟ้าได้จัดแคมเปญโปรโมชั่น โดยมีการปรับลดราคาสินค้ากลุ่มหลัก ๆ เพิ่มเติมอีก 5-10% จากเดิมที่จัดรายการลดราคาสูงสุดอยู่แล้วถึง 60% แม้ว่าอัตรากำไรจะค่อนข้างบาง แต่เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายและให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

กระตุ้นกำลังซื้อฐานราก 4 เดือน

เช่นเดียวกับ น.ส.ฐิตานันท์สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลังจากที่เคยไปให้กลับมาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง 4 เดือน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี ส่งผลประชาชนและฐานรากและผู้ประกอบการ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเพื่อลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น บริษัทเตรียมสินค้าในสต๊อกและสั่งซื้อเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค เช่น น้ำมันพืช ผงซักฟอกข้าวสาร ฯลฯ

น.ส.ฐิตานันท์กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต อยากให้ร้านธงฟ้าที่เป็นนิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย ที่ผ่านมามีลูกค้าจำนวนมากสอบถามเข้ามาเพราะต้องการใช้บริการ เนื่องจากทางห้างมีสินค้าโปรโมชั่นหมุนเวียนเป็นประจำ มีราคาปกติ และไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงโครงการของรัฐบาล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แห่สต๊อกสินค้ารับไทยช่วยไทย กระตุ้น GDP-เงินหมุน 2 แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...