หมดยุคเผาเงินอุ้มน้ำมัน ดร.กอบศักดิ์ เสนอโยกงบพ.ร.บ.เงินกู้ แสนล้านลุยโซลาร์เซลล์-EV คุ้มค่ากว่า
รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ สลัดลุคมองโลกในแง่ดี เตือนเอกชนไทยกำลังเผชิญทางลาดชันภูเขา ชี้ภัยสงคราม-มาตรการภาษี "ทรัมป์" ส่อทุบส่งออกพังพินาศ แนะยุทธศาสตร์ชาติเร่งหั่นสัดส่วนพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เหลือ 10% พร้อมประสานมือรัฐดันมาตรการ "BOI to IPO" ดึงทุนไฮเทคกู้ชีพตลาดหุ้นไทย
26 พฤษภาคม 2569 - ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์ในงาน “TRIAM UDOM Dinner Talk 2026 : เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบและเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายด้าน และเชื่อว่าในครึ่งหลังของปี 2569 จะยังคงมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้นซ้ำเติม ซึ่งจะส่งแรงกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในหลากหลายรูปแบบ
ดังนั้น โจทย์และเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศในปีนี้ ไม่ใช่การวิ่งหาอัตราการเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้ได้ 3% หรือ 4% แต่คือการบริหารจัดการให้ทุกภาคส่วนสามารถ "อยู่รอดปลอดภัย" ท่ามกลางมรสุมรอบด้าน
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักการธนาคาร ดร.กอบศักดิ์ ยอมรับว่า ปกติแล้วตนเองเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีที่สุดคนหนึ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย แต่สำหรับปี 2569 นี้ ถือเป็นปีที่น่ากังวลใจและต้องคิดหนักอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมการรับมือและดำเนินนโยบายเชิงอนุรักษ์นิยมเพื่อรักษาสายป่านและสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนกิจการ
โดยการวางกลยุทธ์ธุรกิจในปีนี้ต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง หากผู้ประกอบการรายใดตั้งเป้าหมายสร้างยอดขายให้เติบโต 5% หรือหวังผลกำไรระดับ 10% ถึง 20% เหมือนช่วงปกติ จะประสบกับความยากลำบากในภายหลัง เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในขณะนี้เปรียบเสมือนการที่ธุรกิจกำลังเดินลงจากภูเขาที่มีความลาดชันสูง สิ่งที่ต้องทำคือการควบคุมความเร็วให้ผ่านพ้นโค้งอันตรายต่าง ๆ ไปได้อย่างปลอดภัยเพื่อไปรอเริ่มต้นกันใหม่ในปีหน้า
"ในครึ่งหลังของปีก็จะมีอีกหลายอย่างที่เราเกินคาดเช่นเดียวกัน ทั้งหมดเนี่ยจะนำมาถึงเรื่องของแรงกระทบให้กับเศรษฐกิจไทยที่มาในหลายรูปแบบ… ในปีนี้ครับ ไม่ต้องเอาเศรษฐกิจโต 3% 4% แต่ที่สำคัญคือว่า ทำยังไงให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย นั่นคือเป้าหมายที่สำคัญของเศรษฐกิจปีนี้ครับ"
บี้ลดสัดส่วนพึ่งพาอเมริกาเหลือ 10% หนีตายกำแพงภาษีมาตรา 301 ของ "ทรัมป์"
สำหรับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือระยะสั้นต่าง ๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาสามารถช่วยแบ่งเบาภาระได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติคือ ทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งระหว่างประเทศน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างการส่งออกของไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนที่สูงมากเกือบ 23% ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาอเมริกาในระดับนี้ได้อีกต่อไปแล้ว และมีความจำเป็นต้องเร่งหาทางลดสัดส่วนการพึ่งพาดังกล่าวให้ลงมาเหลือประมาณ 10%
เหตุผลสำคัญเนื่องจากหากไทยยังคงพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก ในไม่ช้าภาคการส่งออกไทยจะต้องเผชิญกับการถูกปรับขึ้นภาษีภายใต้มาตรการมาตรา 301 (Section 301) ตลอดจนมาตรการกีดกันทางภาษีอื่น ๆ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายที่จะดำเนินการ ซึ่งจะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อภาคการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทย
ขณะที่สถานการณ์สงครามในต่างประเทศ ประเมินว่าหลังจากความขัดแย้งที่ประเทศอิหร่านยุติลง สงครามในจุดดังกล่าวอาจจะจบลงได้ แต่โลกยังคงมีจุดเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตรายและพร้อมปะทุขึ้นมาใหม่อีกหลายแห่ง เช่น จุดเสี่ยงที่ควีนแลนด์ และกรณีความตึงเครียดที่เกาะไต้หวัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นชนวนเหตุที่พร้อมจะส่งแรงกระแทกต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยได้ตลอดเวลา
จี้รัฐหยุดเผาเงินแสนล้านอุ้มน้ำมัน โยกงบ พ.ร.บ.เงินกู้ ลุยโซลาร์เซลล์-EV
ดร.กอบศักดิ์ ได้เสนอแนะถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและนโยบายพลังงานของภาครัฐ โดยระบุว่า แนวคิดของรัฐบาลในการพิจารณาใช้งบประมาณจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ เข้ามาขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างทางด้านพลังงานของประเทศถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์เหลืออยู่เพียงประมาณ 100 กว่าวันเท่านั้น หากในอนาคตสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางลุกลามและทวีความรุนแรงขึ้น น้ำมันสำรองที่มีอยู่เพียง 100 วันจะหมดลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ทางออกและความมั่นคงที่แท้จริงของประเทศไทยคือการหันมาพึ่งพาพลังงานที่ประเทศสามารถผลิตได้เองภายใน โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐบาลควรถอดบทเรียนจากอดีตช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤตการณ์ในประเทศยูเครนซึ่งภาครัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณไปมากกว่า 200,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการแทรกแซงและพยุงราคาน้ำมันดิบไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและใช้งบประมาณไปโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา
"แทนที่จะเอาเงินแสนกว่าล้านเนี่ยไปใช้ในการพยุงราคาน้ำมัน… แล้วสุดท้ายเสียเงินไป 200,000 ล้านเหมือนตอนที่เกิดปัญหายูเครน เอาเงิน 200,000 ล้านนี้ มาขับเคลื่อนเรื่องโซล่าเซลล์ดีมั้ย แล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องของ EV เพราะทุกอย่างเป็นการลงทุนที่จะได้เงินคืนมาอยู่แล้ว"
ส้มหล่นภูมิรัฐศาสตร์ ดึงเม็ดเงิน FDI แปดแสนล้านกู้ชีพเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความขัดแย้งและการแบ่งแยกขั้วอำนาจ ดร.กอบศักดิ์ มองว่าเป็นโอกาสและโชคดีของประเทศไทยภายใต้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากในขณะที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลไทยมีจำกัด ติดเงื่อนไขเพดานหนี้สาธารณะ และมีเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่ในทางกลับกัน ปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จำนวนมหาศาลที่พร้อมจะเคลื่อนย้ายเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ รัฐบาลจึงต้องใช้โอกาสนี้ปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมกับประกาศเงื่อนไขให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนของประเทศ
ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพียงแห่งเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 800,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งหากเกิดการลงทุนจริงจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแทนงบประมาณรัฐ
"เราเป็นเป้าหมายในการลงทุน เราคือคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดของการทะเลาะกันครั้งนี้ ถ้าเขาทะเลาะกันมากขึ้น เราก็จะดีมากขึ้นเรื่อย ๆ… เพราะตะวันออกกลางก็ไปไม่ได้ ดูไบก็ไปไม่ได้ ไปจีนก็ไม่ได้ ไปยุโรปก็กังวลใจ… ก็มีที่เดียวที่ดูเหมือนจะดีที่สุดขณะนี้ก็คือเอเชียและไทย"
จับมือรัฐคลอดสูตร "BOI to IPO" ล่อซื้อทุนไฮเทคดันดัชนีหุ้นคืนฟลอร์ 1,500 จุด
สำหรับทิศทางอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ธนาคารกรุงเทพได้ประมาณการตัวเลข GDP ของไทยไว้ที่ระดับ 1.5% ถึง 2% ซึ่งตอกย้ำว่าปีนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการมุ่งเน้นการเติบโต แต่เป็นปีแห่งการประคองตัวให้อยู่รอด ในส่วนของตลาดทุนไทย ปัจจุบันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถฟื้นตัวกลับมายืนที่ระดับ 1,500 จุดได้อีกครั้ง แต่อนาคตการเติบโตที่ยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพามาตรการร่วมระหว่างตลาดทุนและภาครัฐ โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตรียมนำเสนอแนวคิด "BOI to IPO" ร่วมกับรัฐบาล
มาตรการ "BOI to IPO" มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและดึงดูดบริษัทต่างชาติชั้นนำที่เข้ามาลงทุนผ่าน BOI ให้เข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างจุดเปลี่ยน (Delta) และปรับโครงสร้างกระดานซื้อขายให้มีสัดส่วนของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อทดแทนกลุ่มธุรกิจแบบดั้งเดิม
ในด้านนโยบายการเงิน ดร.กอบศักดิ์ เสนอแนะว่า การพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นและผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน ประเมินว่าระดับค่าเงินบาทที่เหมาะสมและเอื้อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจมากที่สุดควรอยู่ที่ประมาณ 34 ถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นระดับที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการส่งออก สินค้าเกษตร และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับความแข็งแกร่งของภาคสถาบันการเงิน ดร.กอบศักดิ์ ในฐานะตัวแทนของธนาคารพาณิชย์ยืนยันว่า ภาคธนาคารไทยในปัจจุบันมีความพร้อมและมีภูมิต้านทานสูงในการรองรับความผันผวน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาหลายธนาคารมีผลประกอบการที่ดีและได้บริหารจัดการนำผลกำไรเหล่านั้นไปจัดสรรเป็นเงินสำรองส่วนเกินตุนไว้ในระบบเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีสภาพคล่องและเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง พร้อมมีโปรโมชั่นช่วยเหลือสนับสนุน หากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายใดเริ่มประสบปัญหาทางธุรกิจจากภาวะวิกฤต สามารถเข้ามาหารือเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและประคองตัวผ่านโค้งอันตรายของเศรษฐกิจปีนี้ไปด้วยกัน
อ่านข่าวอื่น ๆ
- ปิดฉากยุคเสวยสุขกำไร 10% ดร.กอบศักดิ์ เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤตดันต้นทุนพลังงาน-ราคาน้ำมันโลกผันผวนสุดขีด
- TDRI ชี้ไทยเจอ 4 มรสุมโลกเขย่าเศรษฐกิจ จี้รัฐเร่งสร้าง “ฐานราก” เลิกหวังน้ำบ่อหน้า-ชูเอกชนทางรอดเดียว
- “ดร.สมคิด” อดีตรองนายกฯ เตือนไทยเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จี้รัฐผ่าโครงสร้างน้ำมัน-ดึงทุนนอกพลิกโฉมเศรษฐกิจ