แอร์เอเชีย มูฟ ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวQ1 คนอยากเที่ยวเน้นทริปด่วน-จองสั้น
ดีมานด์ในภูมิภาคโตพุ่ง ตัวเลขบุ๊กกิ้งสะท้อนภาพชัด การเดินทางภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลัก แบกรับสัดส่วนสูงถึง 89% ของการจองทั้งหมด ท่ามกลางปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ผู้บริโภคปรับตัวสู่โหมด "ยืดหยุ่นสูง" หันวางแผนเดินทางสั้นลงล่วงหน้า 14–30 วัน ไทยจองสั้นที่สุดในภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียโตแรงด้วยกลุ่ม Solo Traveller ส่วนฟิลิปปินส์ครองแชมป์พำนักยาวนานที่สุด
30 พฤษภาคม 2569—ภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงเริ่มต้นปี 2569 ยังคงแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน โดยล่าสุด AirAsia MOVE (แอร์เอเชีย มูฟ) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า ดัชนีความต้องการเดินทางของประชากรในอาเซียนยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดหลักอย่าง มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนดุลภาคการท่องเที่ยวในครั้งนี้
อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะอยู่ในเกณฑ์บวก แต่เมื่อเจาะลึกไปถึงโครงสร้างพฤติกรรมกลับพบสัญญาณของ “ความระมัดระวัง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ประกอบกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพ กลายเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไปสู่รูปแบบที่รัดกุมและเน้นความยืดหยุ่นเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน
ตลาดในภูมิภาคคือ “Safe Zone” ที่แท้จริง
จากฐานข้อมูลการจองสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านการเดินทางในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนเทรนด์สำคัญที่นักวิเคราะห์และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดใน 3 มิติหลัก:
- Intra-Regional Travel ยืนหนึ่ง: กว่า 89% ของปริมาณยอดจองทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม เป็นการเดินทางหมุนเวียนอยู่ภายในขอบเขตประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำชัดเจนว่าภูมิภาคนี้ได้กลายเป็นตลาดพึ่งพาตนเองที่แข็งแกร่งและลดการพึ่งพิงการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว
- Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด: ระยะเวลาในการจองล่วงหน้า (Booking Window) เฉลี่ยของนักเดินทางในปัจจุบันหดตัวลงมาอยู่ที่ 14–30 วันเท่านั้น พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ต้องการล็อกเงินสดไว้ล่วงหน้านานๆ และเลือกที่จะตัดสินใจเดินทางใกล้ๆ วันเพื่อประเมินสถานการณ์หน้างาน
- Hub สำคัญยังครองแชมป์: กัวลาลัมเปอร์ และ กรุงเทพฯ ยังคงรักษาเสถียรภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสูงสุดในมิติของการเดินทางเชื่อมโยงภายในอาเซียน โดยมี บาหลี ตามมาเป็นอันดับสาม ขณะที่เส้นทางนอกอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ คุนหมิง (จีน), โตเกียว (ญี่ปุ่น) และ นิวเดลี (อินเดีย) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าระหว่างกัน
"แม้ว่าความเชื่อมั่นและความต้องการเดินทางของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในหลายพื้นที่ทั่วโลกได้เพิ่มปัจจัยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการจองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น" — รายงานข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1/2569 โดย AirAsia MOVE
นอกจากนี้ ในมิติของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) พบว่า กลุ่มประเทศจากฝั่งยุโรปและทวีปอเมริกายังคงปักหมุดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมายหลักในการพักผ่อน โดยมีประเทศไทยและเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสองแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภูมิภาค
Insights 4 ตลาดเสาหลัก ต่างเจเนอเรชั่น ต่างกำลังซื้อ
เมื่อนำข้อมูลมาแยก Segmentation ตามภูมิศาสตร์และโครงสร้างประชากรศาสตร์ จะพบว่าแต่ละประเทศมีโครงสร้างการใช้จ่ายและระยะเวลาในการพำนักที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการใชวางแผนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์
- มาเลเซีย: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 28 วัน
- ไทย: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.8 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 21 วัน
- อินโดนีเซีย: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.0 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 25 วัน
- ฟิลิปปินส์: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 6.8 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 35 วัน
มาเลเซีย: ศูนย์กลางการเดินทางแบบกลุ่มและครอบครัว
ตลาดมาเลเซียขับเคลื่อนด้วยกลุ่มมิลเลนเนียลและกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือดิจิทัล โดยสถิติระบุว่าการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัวมีสัดส่วนสูงถึง 65% มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน และจองล่วงหน้าประมาณ 28 วัน พฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนใหญ่จะทุ่มไปกับหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมสันทนาการที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัยในทริป
ไทย: ผู้บริโภคสายดิจิทัลที่เน้น "ความคุ้มค่าและความเร็ว"
ผู้บริโภคชาวไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีอัตราการเข้าถึงบริการดิจิทัลสูงที่สุด นำโดยกลุ่มมิลเลนเนียล 48% และ Gen Z 25% ทว่าลักษณะเด่นคือ มีระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยเพียง 21 วัน ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนของนักเดินทางคนเดียว (Solo Traveller) ถึง 35% พฤติกรรมการซื้อนิยมการจองแบบแพ็กเกจ (ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พัก) เพื่อควบคุมงบประมาณ แต่พร้อมที่จะไปใช้จ่ายเพิ่มในหมวดช้อปปิ้งและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ปลายทาง
อินโดนีเซีย: การเติบโตของพลังหนุ่มสาวและโครงสร้าง Solo Traveller
ตลาดอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของประชากรรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสัดส่วนของกลุ่มมิลเลนเนียล 35% ใกล้เคียงกับ Gen Z ที่ตามมาติดๆ ที่ 32% จุดเด่นที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่ม Solo Traveller ที่มีสัดส่วนสูงถึง 58% (เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ทริปส่วนใหญ่เน้นความคล่องตัว พักระยะสั้นเฉลี่ย 3 วัน และเลือกที่จะจัดสรรงบประมาณไปกับประสบการณ์ด้านอาหารและกิจกรรมท้องถิ่นมากกว่าการเลือกที่พักราคาแพง
ฟิลิปปินส์: กลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักยาวและวางแผนล่วงหน้าเป็นระบบ
ในทางกลับกัน ตลาดฟิลิปปินส์แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับอินโดนีเซียและไทย โดยชาวฟิลิปปินส์จัดเป็นกลุ่มที่วางแผนการเดินทางรัดกุมที่สุด มีระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยสูงถึง 35 วัน โครงสร้างประชากรศาสตร์ประกอบด้วยกลุ่มมิลเลนเนียล 40% และ Gen X 35% เน้นการเดินทางแบบครอบครัว 55% และที่น่าสนใจที่สุดคือ ครองแชมป์ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวนานที่สุดในภูมิภาคถึง 6.8 วัน ส่งผลให้เม็ดเงินการใช้จ่ายกระจายตัวไปสู่ธุรกิจโรงแรมระดับกลางถึงระดับบนอย่างมีนัยสำคัญ
โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ: ปรับโครงสร้างต้นทุน สู้ศึกกำลังซื้อระมัดระวัง
จากข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด แอร์เอเชีย มูฟ ได้ถอดสลักข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่ธุรกิจสายการบิน โรงแรม ไปจนถึงผู้จัดกิจกรรม นำไปปรับใช้ในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ท่ามกลางยุคที่ผู้บริโภคคำนวณความคุ้มค่าในทุกตารางนิ้วของเม็ดเงิน:
แนะกลยุทธ์ Unbundling และ Pricing หลายระดับ เพื่อทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณ
- Customized & Segmented Offers: เลิกใช้กลยุทธ์แบบเหมาเข่ง (One-size-fits-all) แต่ให้หันมาแยกย่อยบริการตามพฤติกรรมรายประเทศ เช่น สำหรับตลาดอินโดนีเซีย ควรออกโปรโมชันยกเว้นค่าธรรมเนียมพักเดี่ยวสำหรับ Solo Traveller ขณะที่ตลาดมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ต้องเน้นแพ็กเกจแฟมิลี่ที่รวมค่าอาหารและกิจกรรมในราคาพิเศษ ส่วนตลาดไทยควรใช้กลยุทธ์แยกขายบริการเสริม เพื่อให้ผู้ซื้อเลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและรู้สึกว่าควบคุมค่าใช้จ่ายได้
- Booking Flexibility: ในสภาวะที่ผู้บริโภคมีความกังวลต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการที่นำเสนอระบบ "ล็อกราคาล่วงหน้า" นโยบายการันตีราคาที่ดีที่สุด หรือการให้สิทธิ์เปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้โดยไม่มีค่าปรับ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเชื่อมั่นและปิดการขายได้เร็วกว่า
- Experiential Bundling: ปรับปรุง Value Proposition ของที่พักโดยไม่ใช้สงครามราคา แต่ให้ดึงพันธมิตรท้องถิ่นมาร่วมทำแพ็กเกจ เช่น ห้องพักรวมเวิร์กช็อปทางวัฒนธรรม หรือบัตรรับประทานอาหารร้านมิชลินท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่โหยหาประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่าแค่เตียงนอน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพฤติกรรมสู่การเป็นผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและยืดหยุ่นในไตรมาส 1/2569 นี้ ไม่ใช่สัญญาณของการหยุดชะงักงันทางการท่องเที่ยว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว นำ Data Insights มาซ่อมแซมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวให้ตรงจุด เพราะในสมรภูมิปัจจุบัน ผู้ที่เข้าใจความต้องการที่จำเพาะเจาะจงของแต่ละน่านน้ำเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน