โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แอร์เอเชีย มูฟ ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวQ1 คนอยากเที่ยวเน้นทริปด่วน-จองสั้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 พ.ค. เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. เวลา 08.48 น.

ดีมานด์ในภูมิภาคโตพุ่ง ตัวเลขบุ๊กกิ้งสะท้อนภาพชัด การเดินทางภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลัก แบกรับสัดส่วนสูงถึง 89% ของการจองทั้งหมด ท่ามกลางปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ผู้บริโภคปรับตัวสู่โหมด "ยืดหยุ่นสูง" หันวางแผนเดินทางสั้นลงล่วงหน้า 14–30 วัน ไทยจองสั้นที่สุดในภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียโตแรงด้วยกลุ่ม Solo Traveller ส่วนฟิลิปปินส์ครองแชมป์พำนักยาวนานที่สุด

30 พฤษภาคม 2569—ภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงเริ่มต้นปี 2569 ยังคงแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน โดยล่าสุด AirAsia MOVE (แอร์เอเชีย มูฟ) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า ดัชนีความต้องการเดินทางของประชากรในอาเซียนยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดหลักอย่าง มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนดุลภาคการท่องเที่ยวในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะอยู่ในเกณฑ์บวก แต่เมื่อเจาะลึกไปถึงโครงสร้างพฤติกรรมกลับพบสัญญาณของ “ความระมัดระวัง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ประกอบกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพ กลายเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไปสู่รูปแบบที่รัดกุมและเน้นความยืดหยุ่นเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน

ตลาดในภูมิภาคคือ “Safe Zone” ที่แท้จริง

จากฐานข้อมูลการจองสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านการเดินทางในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนเทรนด์สำคัญที่นักวิเคราะห์และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดใน 3 มิติหลัก:

  • Intra-Regional Travel ยืนหนึ่ง: กว่า 89% ของปริมาณยอดจองทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม เป็นการเดินทางหมุนเวียนอยู่ภายในขอบเขตประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำชัดเจนว่าภูมิภาคนี้ได้กลายเป็นตลาดพึ่งพาตนเองที่แข็งแกร่งและลดการพึ่งพิงการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว
    • Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด: ระยะเวลาในการจองล่วงหน้า (Booking Window) เฉลี่ยของนักเดินทางในปัจจุบันหดตัวลงมาอยู่ที่ 14–30 วันเท่านั้น พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ต้องการล็อกเงินสดไว้ล่วงหน้านานๆ และเลือกที่จะตัดสินใจเดินทางใกล้ๆ วันเพื่อประเมินสถานการณ์หน้างาน
    • Hub สำคัญยังครองแชมป์: กัวลาลัมเปอร์ และ กรุงเทพฯ ยังคงรักษาเสถียรภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสูงสุดในมิติของการเดินทางเชื่อมโยงภายในอาเซียน โดยมี บาหลี ตามมาเป็นอันดับสาม ขณะที่เส้นทางนอกอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ คุนหมิง (จีน), โตเกียว (ญี่ปุ่น) และ นิวเดลี (อินเดีย) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าระหว่างกัน

"แม้ว่าความเชื่อมั่นและความต้องการเดินทางของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในหลายพื้นที่ทั่วโลกได้เพิ่มปัจจัยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการจองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น" — รายงานข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1/2569 โดย AirAsia MOVE

นอกจากนี้ ในมิติของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) พบว่า กลุ่มประเทศจากฝั่งยุโรปและทวีปอเมริกายังคงปักหมุดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมายหลักในการพักผ่อน โดยมีประเทศไทยและเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสองแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภูมิภาค

Insights 4 ตลาดเสาหลัก ต่างเจเนอเรชั่น ต่างกำลังซื้อ

เมื่อนำข้อมูลมาแยก Segmentation ตามภูมิศาสตร์และโครงสร้างประชากรศาสตร์ จะพบว่าแต่ละประเทศมีโครงสร้างการใช้จ่ายและระยะเวลาในการพำนักที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการใชวางแผนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์

  • มาเลเซีย: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 28 วัน
    • ไทย: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.8 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 21 วัน
    • อินโดนีเซีย: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.0 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 25 วัน
    • ฟิลิปปินส์: ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 6.8 วัน | ระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ย 35 วัน

มาเลเซีย: ศูนย์กลางการเดินทางแบบกลุ่มและครอบครัว

ตลาดมาเลเซียขับเคลื่อนด้วยกลุ่มมิลเลนเนียลและกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือดิจิทัล โดยสถิติระบุว่าการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัวมีสัดส่วนสูงถึง 65% มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน และจองล่วงหน้าประมาณ 28 วัน พฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนใหญ่จะทุ่มไปกับหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมสันทนาการที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัยในทริป

ไทย: ผู้บริโภคสายดิจิทัลที่เน้น "ความคุ้มค่าและความเร็ว"

ผู้บริโภคชาวไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีอัตราการเข้าถึงบริการดิจิทัลสูงที่สุด นำโดยกลุ่มมิลเลนเนียล 48% และ Gen Z 25% ทว่าลักษณะเด่นคือ มีระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยเพียง 21 วัน ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนของนักเดินทางคนเดียว (Solo Traveller) ถึง 35% พฤติกรรมการซื้อนิยมการจองแบบแพ็กเกจ (ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พัก) เพื่อควบคุมงบประมาณ แต่พร้อมที่จะไปใช้จ่ายเพิ่มในหมวดช้อปปิ้งและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ปลายทาง

อินโดนีเซีย: การเติบโตของพลังหนุ่มสาวและโครงสร้าง Solo Traveller

ตลาดอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของประชากรรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสัดส่วนของกลุ่มมิลเลนเนียล 35% ใกล้เคียงกับ Gen Z ที่ตามมาติดๆ ที่ 32% จุดเด่นที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่ม Solo Traveller ที่มีสัดส่วนสูงถึง 58% (เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ทริปส่วนใหญ่เน้นความคล่องตัว พักระยะสั้นเฉลี่ย 3 วัน และเลือกที่จะจัดสรรงบประมาณไปกับประสบการณ์ด้านอาหารและกิจกรรมท้องถิ่นมากกว่าการเลือกที่พักราคาแพง

ฟิลิปปินส์: กลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักยาวและวางแผนล่วงหน้าเป็นระบบ

ในทางกลับกัน ตลาดฟิลิปปินส์แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับอินโดนีเซียและไทย โดยชาวฟิลิปปินส์จัดเป็นกลุ่มที่วางแผนการเดินทางรัดกุมที่สุด มีระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยสูงถึง 35 วัน โครงสร้างประชากรศาสตร์ประกอบด้วยกลุ่มมิลเลนเนียล 40% และ Gen X 35% เน้นการเดินทางแบบครอบครัว 55% และที่น่าสนใจที่สุดคือ ครองแชมป์ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวนานที่สุดในภูมิภาคถึง 6.8 วัน ส่งผลให้เม็ดเงินการใช้จ่ายกระจายตัวไปสู่ธุรกิจโรงแรมระดับกลางถึงระดับบนอย่างมีนัยสำคัญ

โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ: ปรับโครงสร้างต้นทุน สู้ศึกกำลังซื้อระมัดระวัง

จากข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด แอร์เอเชีย มูฟ ได้ถอดสลักข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่ธุรกิจสายการบิน โรงแรม ไปจนถึงผู้จัดกิจกรรม นำไปปรับใช้ในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ท่ามกลางยุคที่ผู้บริโภคคำนวณความคุ้มค่าในทุกตารางนิ้วของเม็ดเงิน:

แนะกลยุทธ์ Unbundling และ Pricing หลายระดับ เพื่อทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณ

  • Customized & Segmented Offers: เลิกใช้กลยุทธ์แบบเหมาเข่ง (One-size-fits-all) แต่ให้หันมาแยกย่อยบริการตามพฤติกรรมรายประเทศ เช่น สำหรับตลาดอินโดนีเซีย ควรออกโปรโมชันยกเว้นค่าธรรมเนียมพักเดี่ยวสำหรับ Solo Traveller ขณะที่ตลาดมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ต้องเน้นแพ็กเกจแฟมิลี่ที่รวมค่าอาหารและกิจกรรมในราคาพิเศษ ส่วนตลาดไทยควรใช้กลยุทธ์แยกขายบริการเสริม เพื่อให้ผู้ซื้อเลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและรู้สึกว่าควบคุมค่าใช้จ่ายได้
    • Booking Flexibility: ในสภาวะที่ผู้บริโภคมีความกังวลต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการที่นำเสนอระบบ "ล็อกราคาล่วงหน้า" นโยบายการันตีราคาที่ดีที่สุด หรือการให้สิทธิ์เปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้โดยไม่มีค่าปรับ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเชื่อมั่นและปิดการขายได้เร็วกว่า
    • Experiential Bundling: ปรับปรุง Value Proposition ของที่พักโดยไม่ใช้สงครามราคา แต่ให้ดึงพันธมิตรท้องถิ่นมาร่วมทำแพ็กเกจ เช่น ห้องพักรวมเวิร์กช็อปทางวัฒนธรรม หรือบัตรรับประทานอาหารร้านมิชลินท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่โหยหาประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่าแค่เตียงนอน

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพฤติกรรมสู่การเป็นผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและยืดหยุ่นในไตรมาส 1/2569 นี้ ไม่ใช่สัญญาณของการหยุดชะงักงันทางการท่องเที่ยว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว นำ Data Insights มาซ่อมแซมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวให้ตรงจุด เพราะในสมรภูมิปัจจุบัน ผู้ที่เข้าใจความต้องการที่จำเพาะเจาะจงของแต่ละน่านน้ำเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...