“กรุงเดลี” อากาศแย่อันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง โมดีถูกกดดันให้เร่งแก้วิกฤตหมอกพิษ
"กรุงเดลี" อากาศแย่อันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง สะท้อนปัญหาการประสานงานที่ติดขัดระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลกลาง แม้อินเดียโตแรงกว่า 8% แต่รัฐกลับไร้ประสิทธิภาพ
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 04.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กรุงเดลีเผชิญหมอกควันพิษหนาทึบอีกครั้ง จนขึ้นแท่นเมืองที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกเมื่อเดือนที่ผ่านมา แม้ชาวเมืองจะพยายามปลอบใจตัวเองว่าเป็นเพียงหมอกฤดูหนาว แต่ความจริงกลับปรากฏผ่านอาการไอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบจากฝุ่น และดวงตาที่แสบแดงจนเหมือนไม่ได้นอน
นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ชาวเดลีต้องเผชิญทุกปี ทั้งที่เมืองนี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญ และอินเดียเพิ่งประกาศอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ 8.2% ในไตรมาสล่าสุด คำถามสำคัญคือ ทำไมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้แปลว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปัญหามลพิษในเดลีไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องสภาพอากาศเท่านั้น แต่สะท้อนการทำงานของรัฐที่ขาดเอกภาพ หน่วยงานรับผิดชอบกระจัดกระจายหลายระดับ ทั้งรัฐบาลกรุงนิวเดลีที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง
รัฐโดยรอบที่มีการเผาตอซังส่งผลให้ควันไหลเข้าสู่เมือง และเทศบาลเมืองที่เป็นผู้ดำเนินมาตรการควบคุมมลพิษแต่กลับมีท่าทีไม่ลงรอยกับรัฐบาลเดลี ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางซึ่งก็อยู่ในเดลีเหมือนกันกลับไม่เร่งผลักดันการประสานงานเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหานี้ยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกปี
นักวิชาการชี้ว่า นี่คือปัญหาการประสานงานพื้นฐานที่ต้องแก้จากระดับบนลงล่าง แต่กลับไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ไม่เคยลังเลในการรวมศูนย์อำนาจเมื่อเป็นประโยชน์ในประเด็นอื่น ๆ ความแตกต่างจึงชัดเจนเมื่อเทียบกับจีน ซึ่งเร่งแก้ปัญหาหมอกควันรุนแรงในปี 2556 เพราะมองว่ามลพิษกระทบโดยตรงต่อความชอบธรรมของรัฐบาล หรือกรณีอังกฤษที่ปฏิรูประบบหลัง Great Smog ปี 1952 จนเกิดกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง
แม้รัฐบาลอินเดียจะอ้างว่าคุณภาพอากาศเฉลี่ยดีขึ้นเล็กน้อย แต่วิถีชีวิตของชาวเดลียังคงได้รับผลกระทบหนัก อากาศในฤดูหนาวยังเลวร้ายจนทำให้ผู้คนป่วย และยังไม่เห็นความเร่งด่วนจากผู้มีอำนาจในการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ความแตกต่างจากประสบการณ์ของจีนยิ่งทำให้คำถามชัดขึ้นว่า เหตุใดประเทศประชาธิปไตยอย่างอินเดีย ซึ่งอำนาจกำลังรวมศูนย์อยู่กับรัฐบาลกลางมากขึ้น กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ประชาชนทุกคนเผชิญเหมือนกันได้
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเพิกเฉยต่อปัญหานี้อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในระบบการเมือง เพราะมลพิษไม่ใช่ปัญหาที่แบ่งขั้ว ไม่มีฝ่ายไหนสนับสนุน และไม่มีใครหนีผลกระทบได้ แม้กลุ่มคนรวยจะมีเครื่องฟอกอากาศ แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านได้ตลอดเวลา การประท้วงเรื่องคุณภาพอากาศที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใหญ่โต แต่เป็นการแสดงออกแบบธรรมชาติของประชาชนที่ไม่ได้ถูกชี้นำทางการเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรทำให้รัฐบาลกังวล
ฐานเสียงหลักของพรรค BJP คือชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ ผู้ที่มองโมดีเป็นตัวแทนของประสิทธิภาพและความเด็ดขาด แต่เมื่อชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยตาแดง ไอแห้ง และอากาศที่ทำให้ป่วย ความเชื่อมั่นต่อรัฐและผู้นำอาจค่อย ๆ สั่นคลอน ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นความท้าทายด้านความชอบธรรมของรัฐในระยะยาว
ท้ายที่สุด อินเดียไม่จำเป็นต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ และรัฐบาลก็มีอำนาจมากพอที่จะแก้ได้ แต่ตราบใดที่มลพิษไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าต่อการใช้ทุนทางการเมือง ความไม่พอใจของประชาชนจะยิ่งเพิ่มขึ้น และอาจย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ใหญ่กว่าเดิมในอนาคต
อ้างอิง : bloomberg.com