"ชูวิทย์" ไม่ได้ค้านหัวชนฝา! หนุนไอเดีย "The Professional" ล้างระบบบ้านใหญ่ แต่เตือนระวัง "ธนาธร" ทำพังซ้ำรอย
เปิดใจหมดเปลือก! 'ชูวิทย์' ร่ายยาวแจงเหตุผลพลิกขั้วจากกองหนุนมาเป็นคนต้านพรรคส้ม แฉปม 'ธนาธร' อ่อนชั้นเชิงการเมืองจนโดนนักการเมืองเก๋าหลอกใช้ผ่านดีลลับ 'พายเรือให้หนูนั่ง' ทำคะแนนนิยมวูบกู้ศรัทธาลำบาก พร้อมตอกกลับวาทกรรมคนรุ่นเก่าทำประเทศฉิบหาย ชี้เป็นจุดแตกหักที่ไม่สามารถสนับสนุนได้อีกต่อไป
จากกรณี ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองได้เคยออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับสมาชิคพรรคประชาชนหลายคน ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ม.ค. เจ้าตัวได้ออกมาชี้แจงว่าทำไมตนเองถึงต่อต้านพรรคประชาชน โดยมีใจความว่า
"คำชี้แจงจากหัวใจ
“ทำไมชูวิทย์ต่อต้านพรรคส้ม”
.
ผู้คนสงสัยว่า เพราะเหตุใดจากที่ผมเคยสนับสนุนพรรคส้ม กลับมาต่อต้านพรรคส้มอย่างแข็งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้
.
ทำไมชูวิทย์ถึงเปลี่ยนไป?
.
ผมขอชี้แจงจากใจ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเอาเอง
.
แต่ผมมีหลักฐานยืนยันคำพูดทุกประการ
.
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ พรรคการเมืองใหม่
.
ความเบื่อการเมืองเก่าๆ ที่มีระบบมุ้งรวมตัวกันแล้วต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีโดยใช้ระบบโควต้า
.
มีการซื้อตัว มีรัฐมนตรีซ้ำๆ ใช้กรอบความคิดเดิมๆ ทำงาน และมีการคอรัปชั่นทั้งใต้ดิน บนดิน หรือตามน้ำ เพื่อนำไปเป็น “ทุนการเมือง“ ในครั้งถัดไป
.
ใช่ครับ “ผมเบื่อ” เพราะผมเคยเป็นนักการเมืองตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน
.
เคยเป็น “รองหัวหน้าพรรคชาติไทย” จนทะเลาะกับท่านบรรหารก็เรื่อง “การเมืองเก่า” นี่แหละ
.
จนท่านบรรหารนำไปฟ้องศาล แต่ศาลยกฟ้องทั้งชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์
.
แล้วทำไมผมจึงต่อต้านพรรคส้ม?
.
ผมต่อต้านพรรคส้มโดยมีธนาธรเป็นตัวบงการหลัก จึงต้องเน้นไปที่ธนาธร ไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ ของพรรคส้ม
.
ธนาธรไปตกลงดีลลับกับอนุทิน ในการสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
.
อนุทินได้เป็นนายกฯ แลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 4 เดือน แล้วยุบสภา
.
ผมไม่ได้มองว่าอนุทินไม่เหมาะสม แต่มันเป็นเรื่องของหลักการ
.
เพราะผมรู้ทันว่าเป็นการ “พายเรือให้หนูนั่งนายกฯ“ (โพสต์ไว้เมื่อ 30 ส.ค. 68) โดยสาระสำคัญ คือ
.
หากให้อนุทินเป็นนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล จะไม่ได้มาแก้รัฐธรรมนูญให้ แต่จะมาเตรียมการในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทน
.
รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่อง ฮั้ว สว. และเขากระโดง
.
โดยในระหว่างนั้นพรรคส้มยังไม่ได้เลือกตกลงสนับสนุนกับพรรคใด
.
แต่จากประสบการณ์ผมแน่ใจว่า ข้อตกลงใดที่พรรคส้มเสนอให้ทั้งภูมิใจไทย และเพื่อไทย ทั้งสองพรรคจะรับได้หมด
.
แลกกับการได้เป็นรัฐบาลในทำนองนักการเมืองเก่า คือ ”รับๆ ไว้ก่อน แล้วไปหาทางแก้กันทีหลัง”
.
เพราะการได้เป็นรัฐบาลคือการคุมอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
.
ในส่วนพรรคภูมิใจไทยนั้น ผมยังบอกพรรคส้มว่า “จะดูไม่ออกเชียวหรือว่าพรรคน้ำเงินจะไม่มีวันแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจ สว.”
.
ใครจะแก้เพื่อลดอำนาจตัวเอง?
.
ผมยังลงลึกในโพสต์นี้ว่า “หากพรรคส้มตัดสินใจพลาดคะแนนพรรคจะตกต่ำกว่าเดิม จะพังเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยพังมาแล้วในอดีต“
.
โดยผมเสนอในขณะนั้นว่า ”ทางออกคือยุบสภา ล้างไพ่ใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชน“
.
ในโพสต์ยังทิ้งท้ายว่า ”อย่ามั่นใจเกินไป ว่าการพายเรือให้บรรดานักการเมืองเขี้ยวลากดินทั้งหลายนั่ง จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่แว้งมากัดคนพายเมื่อถึงฝั่ง มันไม่มีสัจจะในหมู่นักการเมือง”
.
วันที่ 1 ก.ย. 68 ผมโพสต์ “พรรคประชาชนเสียงแตก” เพราะมีคนในพรรคส้มไม่เห็นด้วยกับการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ตั้ง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” มันผิดหลักการ
.
2 ก.ย. 68 โพสต์เน้น “ยุบสภาเป็นไฟต์บังคับ ดีกว่าปล่อยอนุทินเป็นนายก“
.
โดยขณะนั้นเพื่อไทยยื่นข้อเสนอ ”หากเลือกเพื่อไทยยุบสภาทันที“
.
พอถึง 4 ก.ย. 68 เท้งหัวหน้าพรรคส้ม ประกาศสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ และบอกว่าตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล ยอมไปเป็นฝ่ายค้าน
.
ผมได้โพสต์อีกในวันเดียวกันหลังทราบผลว่า ”เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ“
.
พรรคส้มจะโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ โดยขณะนั้นอนุทินได้รวบรวมพรรคอื่นๆ เช่น พรรคกล้าธรรม เข้ามาร่วมด้วย
.
เพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุด แล้วตั้งรัฐบาลด้วยการสนับสนุนของพรรคส้ม
.
สุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญไปติดที่ สว. ตามที่ผมบอกไว้ล่วงหน้าทุกประการ
.
และพรรคส้มยังถูกเยาะเย้ยเรียกว่าเป็น ”ฝ่ายค้ำ“ จากปากอนุทิน
.
ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยเติบใหญ่ขึ้นมาเป็น ”คู่แข่งของพรรคส้ม“ ด้วยความสนับสนุนจากพรรคส้มเอง
.
ส่วนพรรคส้มกลับ ”ความนิยมถดถอย“ จากผลโพลล์ 40% ที่ยังลังเลไม่เลือกใคร
.
นี่คือสิ่งที่ผมเตือนมาตลอดว่าเป็น ”ก้าวที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของพรรคส้ม”
.
แต่พรรคส้มไม่ฟังใคร ดื้อรั้น จนมองข้ามผู้สนับสนุนพรรคส้ม
.
ด้วยการเอาคะแนน 14.4 ล้านเสียง ไปมอบให้อีกฝั่ง (อนุรักษ์นิยม) ที่ว่าเป็นการเมืองเก่า ด้วยความสมยอมของตัวเอง
.
หลังจากอนุทินยุบสภา พรรคส้มไปจัดปิกนิก ”ขอโทษประชาชน“ แต่ไม่ได้ขอโทษที่เลือกพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน
.
กลับกลายเป็นขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จแทน
.
นอกจากดื้อรั้นแล้ว ยังไม่ยอมรับความจริงอีก
.
แล้วธนาธรยังมาขอโอกาสจากประชาชนให้สนับสนุนต่อ
.
ผมบอกว่า ”พรรคส้มทำผิดพลาดโดยไม่ฟังคำเตือนจากผู้สนับสนุน ด้วยความอ่อนประสบการณ์จนโดนหลอก แล้วยังมาขอโอกาสอีกครั้ง เดี๋ยวจะทำพังอีก“
.
แต่ธนาธรย้อนว่า
.
”ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าไม่ใช่หรือ? ที่ทำให้ประเทศฉิบหายมาถึงทุกวันนี้“
.
ดูเอาแล้วกัน นี่หรือคือ ”การเมืองใหม่“ ที่ธนาธรขายฝันให้บรรดาผู้สนับสนุน
.
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผมไม่สามารถสนับสนุนบุคคลนี้ได้อีกต่อไป
.
แล้วในวันจัดอีเวนท์ “ปิกนิกขอโทษประชาชน”
.
ยังเปิดแผลบาดลึกเองอีกว่า “หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
.
และแล้วคลิปของพิธาที่เคยพูดว่า ”ทหารมีไว้ทำไม?“ จึงถูกขุดขึ้นมาประจานเป็นหอกทิ่มแทงพรรคส้มจนถึงทุกวันนี้
.
ทุกสิ่งทุกอย่างที่พังล้วนเกิดจากปากธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้มทั้งสิ้น
.
มันเป็น ”ความรั้น” ของคนรวยเสียนิสัยที่ถูกตามใจมาแต่เด็ก
.
ทำให้โหวตเตอร์ที่เคยเป็นผู้สนับสนุนพรรคส้มต้องมาอยู่ฝั่งตรงข้าม
.
ภาพตามตลาดที่พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไปไล่ผู้สมัคร สส. พรรคส้ม ปรากฏตามสื่อไม่เว้นแต่ละวัน
.
แทนที่จะได้รับการต้อนรับชี้แจงนโยบายของพรรค
.
กลับต้องมาชี้แจงคลิปด้อยค่าทหารของพิธา ด้วยการเริ่มต้นจากธนาธร
.
เห็นหรือยังว่าคนอย่างธนาธรเป็นคนประหลาดที่ไม่ได้รู้จักการเมืองดีพอ และที่สำคัญ ไม่รู้จักตัวเองเสียด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป
.
คนอย่างนี้หรือจะรู้จักประชาชน ในเมื่อแม้แต่ตัวเองยังไม่รู้จัก"
และล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้งในประเด็น "The Professional
แก้ระบบ “มุ้งบ้านใหญ่” การเมืองไทย" โดยมีใจความว่า
"The Professional
แก้ระบบ “มุ้งบ้านใหญ่” การเมืองไทย
.
ผมต่อต้านพรรคส้มจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต่อต้านหัวชนฝาเสียทุกเรื่อง
.
ผมไม่ได้เป็นศัตรูของพรรคส้ม เพราะไม่ใช่คู่แข่งขัน
.
เป็นเพียงประชาชนที่รู้ทัน จึงถอดประสบการณ์ให้นักการเมืองรุ่นใหม่นำไปใช้ในระบบการเมืองใหม่ที่พรรคประชาชนใฝ่ฝัน
.
ผมมีความคิดเดียวกันว่า “ระบบการเมืองเก่า“ ที่มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย “ระบบโควต้า“ โดย สส. จำนวน 8-10 คน ได้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง
.
เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่ทันกับยุคสมัยที่ต้องการคนมีความรู้เฉพาะด้านมาทำงานการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ
.
บรรดาผู้มากบารมี ผู้มีอิทธิพล ที่ใช้การมัดรวมจำนวน สส. ไปต่อรองตำแหน่งต่างๆ เป็นระบบการเมืองเก่า
.
ในระบบ “โควต้า” นี้ แน่นอนอาจมีเงื่อนไขในการเจรจา และมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย
.
ทั้งหมดยังขึ้นอยู่กับ “ผู้จัดการรัฐบาล” ที่เป็นคนกลางเจรจาต่อรองพรรคการเมืองตาม “คณิตศาสตร์จำนวน สส.“ ที่ได้รับเลือกมา
.
ใครจะเคยเป็นศัตรูคู่แข่งกันมา ก็จะลืมกันไป หันมาสมประโยชน์แสวงหาอำนาจก่อน
.
อันทำให้บางรัฐมนตรีหน้าซ้ำๆ วนเวียนกันอยู่แทบทุกกระทรวง จากการสนับสนุนของ สส. ในก๊วนสังกัด
.
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สมศักดิ์ เทพสุทิน
สุชาติ ชมกลิ่น
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ตระกูล คุณปลื้ม
ตระกูล ศิลปอาชา
ตระกูล ชิดชอบ
ตระกูล พร้อมพัฒน์
ตระกูล รัชกิจประการ
ตระกูล เทียนทอง
ตระกูล ลิปตพัลลภ
ตระกูล ชินวัตร
และอีกประมาณ 10 กว่าตระกูล
.
ทุกยุคทุกสมัยตระกูลต่างๆ เหล่านี้มีขึ้นมีลง วนเวียนครองอำนาจในการเมืองไทย
.
ตระกูลการเมืองสืบทอดไปถึงลูกหลาน เมีย และเครือญาติ โดยอาจไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีจิตใจเป็นนักการเมืองรับใช้ประชาชน
.
แต่ต้องการเก็บอำนาจไว้กับตระกูลเสมือนทรัพย์สมบัติส่วนตัว
.
กระทรวงที่เข้าไปบริหารได้มาจากจำนวน สส. ที่สังกัดในมุ้ง หรือก๊วนที่ตัวเองควบคุม
.
เรียกว่า “รัฐมนตรี 10 กระทรวง” ก็มี จนหน้าช้ำจำไม่ได้ว่าอยู่กระทรวงไหนกันแน่
.
นี่เป็น “ระบบการเมืองเก่า” ตามที่พรรคประชาชนนิยามไว้ทุกประการ
.
ผมเห็นด้วยไม่โต้แย้ง เพราะบอกแล้วอะไรที่ดีผมก็สนับสนุน ไม่ใช่ค้านหัวชนฝาเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อน
.
ผมจึงวิจารณ์ด้วยใจเป็นธรรมได้อย่างเสรีไม่มีอคติ
.
การนำเสนอไอเดีย “The Professional“ ของพรรคส้มมุ่งแก้ปัญหา “ระบบมุ้ง” ในการเมืองเก่า
.
เอาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านรวมกันเป็น “คณะบริหารมืออาชีพ”
.
โดยโครงสร้างย่อมขึ้นตรงกับ “คณะโปลิสบูโร” ของพรรค ที่จะสั่งการคนในคนนอกที่อยู่ในคณะนี้ให้เป็นรัฐมนตรี หรือแม้แต่เป็นที่ปรึกษาเฉพาะทาง
.
ถามผมว่าดีไหม?
.
ตอบตามตรงว่าดี เพราะเมื่อพรรคส้มโตเร็วเกินไป สส. ยังวัยวุฒิน้อยกว่า 35 ปี ยังเป็นรัฐมนตรีกันไม่ได้ด้วยซ้ำ
.
อย่าง สส. ผลงานโดดเด่นแบบไอซ์ยังอายุแค่ 30 ปี โรมยังไม่ถึง 35 ปี และ สส. รุ่นใหม่อีกมากที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเป็นรัฐมนตรี
.
จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเอาผู้เชี่ยวชาญที่มีอาวุโสในแต่ละด้านมาร่วมงาน
.
แต่การคัดเลือก The Professional มีขั้นตอนมาจากไหน?
.
นี่เป็นปัญหา เพราะในระบบเก่ามีการยึดโยงจาก สส. ในสังกัด แล้วยกให้ 1 คนที่เป็นหัวหน้ามุ้ง เป็นตัวแทนนั่งตำแหน่งรัฐมนตรี
.
แต่ระบบการเมืองใหม่ของพรรคส้มนำเอาคนนอกที่มีความรู้ มีประสบการณ์มาแบบสำเร็จรูป
.
ทว่าไม่ได้ยึดโยงจาก สส. อันถือเป็น ”ผู้แทน“ ของประชาชนที่เลือกมา
.
ตรงนี้สำคัญ เพราะแม้ สส. ไม่ได้เก่ง ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นผู้แทนประชาชน จึงย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคนนอก
.
วันนี้พรรคส้มยังไม่เคยเป็นรัฐบาล และ สส. หน้าใหม่ยังอายุน้อย และวุฒิภาวะไม่มาก ได้เป็น สส. เพราะกระแสพรรค
.
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปย่อมต้องการเจริญเติบโตทางการเมืองอันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเมื่อได้เป็นรัฐบาลได้ลิ้มชิมอำนาจรัฐ
.
ย่อมตั้งข้อสงสัยกับ “คุณสมบัติของคนนอก” ที่ไม่ใช่แค่บริหารงานกระทรวงเท่านั้น แต่ต้องบริหารจัดการกระจายอำนาจให้ สส. ด้วย
.
เพราะการได้เป็น สส. นับเป็น “จำนวนคน” เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล
.
เมื่อไม่ได้ สส. เกิน 251 ที่นั่ง หรือเกินครึ่งของจำนวนเต็ม 500 ในสภา
.
ก็ต้องเป็น “รัฐบาลผสม“ อันหมายความว่าต้องไปผสมกับพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ ที่ใช้ระบบโควต้าอยู่
.
พรรคส้มจึงจะประสบความสำเร็จกับ The Professional ได้ก็ต่อเมื่อนายกฯ ต้องชื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเท่านั้น
.
แต่หากเป็นรัฐบาลผสมย่อมเกิดการต่อรองเสมือน “รถที่ดัดแปลงจากใช้น้ำมันเป็นใช้ก๊าซ” มันก้ำกึ่งไม่เต็มที่
.
พรรคส้มมีความคิดที่ดี ผมไม่ได้ค้าน จึงขอให้เข้าใจว่า
.
”หลักการของผมค้านในบางเรื่อง และสนับสนุนในบางเรื่อง“
.
สิ่งใดเป็นโทษ ผมเตือนจากประสบการณ์
.
หากมันเป็นประสบการณ์ที่แย่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะคนทำงานการเมืองอย่างธนาธรย่อมต้องได้เห็นความแย่ ความเลวร้ายมามากพอควรแล้ว
.
สิ่งแย่ๆ เหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอามาใช้ตาม แต่ต้องจดจำไว้เป็น ”บทเรียน“ ที่ล้ำค่า
.
ไม่ว่าการหาเสียงด้วยการพาดพิงสถาบันหลักต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อศรัทธาของคนไทย ไม่ควรทำ
.
หรือการถูกนักการเมืองที่เชี่ยวกรากหลอกลวง ทั้งที่มีคนคอยเตือนแล้ว
.
ผมไม่ได้เก่ง แต่ผมถูกหลอกมามากด้วยเล่ห์เหลี่ยมสารพัด
.
เรื่องพวกนี้มันไม่มีในตำรา ”รัฐศาสตร์“ เล่มใดที่บรรดาอาจารย์สอน แต่มาจากประสบการณ์จริง
.
วันนี้พรรคประชาชนพูดถูกใจ ทำถูกต้อง และไม่ใช่เรื่องใหม่ที่สังคมไทยไม่รู้
.
คนที่เข้ามาในการเมืองใหม่ๆ ต้องการแก้ไขอย่างที่พรรคส้มคิดจะทำ
.
แต่การเปลี่ยนแปลงระบบของไทยต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีชั้นเชิง
.
ลองหันย้อนไปในปี 2544 มีนักการเมืองชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่แรกเริ่มตั้ง “พรรคไทยรักไทย”
.
ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง “ระบบการเมือง” ในขณะนั้น
.
แต่ขนาดยังไม่ได้เปลี่ยนรวดเร็วอย่างพรรคประชาชน
.
ด้วยระยะเวลาเพียง 20 กว่าปีเท่านั้นเอง
.
ความเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ ”มหาเศรษฐี“ และ ”นายกรัฐมนตรี“ คนเดียวที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ
.
ปัจจุบันท่านต้องไปอยู่ที่ “คลองเปรม“"
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO