โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กับดัก “รวยเร็ว” ที่คนธรรมดาต้องเจ็บ ถอดรหัสจิตวิทยาความเสี่ยง ทำไมรวยง่ายแต่มักรวยไม่นาน?

Thairath Money

อัพเดต 04 ม.ค. เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 01.00 น.
ภาพไฮไลต์

ในยุคโซเชียลมีเดียที่เรามักเห็นภาพความสำเร็จแบบ “อายุน้อยร้อยล้าน” ทั้งการขับรถหรูหรือใช้ชีวิตที่ดูเหมือนง่ายผ่านคำโฆษณาชวนเชื่อ เช่น “เทรดวันเดียวได้หลักแสน” หรือ “ลงทุนหลักหมื่น เปลี่ยนชีวิตเป็นหลักล้าน” ภาพเหล่านี้สร้างความรู้สึกว่าทางลัดสู่ความรวยนั้นหาได้ง่ายและใครก็ทำได้

แต่ในความเป็นจริง “ความฝันอยากรวยเร็ว” มักแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่อาจทำให้เราต้องเจ็บตัวหนักกว่าเดิม เพื่อให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างมั่นคง นี่คือ "กับดักรวยเร็ว" ที่เราต้องรู้ทันเพื่อหลีกเลี่ยง

กับดักแรก: ลงทุนในสิ่งที่ “ไม่เข้าใจ แต่กลัวตกรถ”

ถ้าย้อนไปช่วงปี 2564 - 2565 คริปโตเคอร์เรนซียังเป็นเรื่องใหม่ มีเหรียญ Meme และอีกหลายอย่างเกิดขึ้นมา ในช่วงที่ฝุ่นตลบนั้นเองมีคนไทยจำนวนไม่น้อย กระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโตฯ โดยบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหรียญที่ซื้อไปทำอะไรได้…

รู้แค่ว่า “เพื่อนซื้อแล้วได้” และ “อินฟลูฯ บอกว่าจะขึ้น” แม้บางเหรียญราคาจะพุ่งขึ้น แต่เมื่อไม่เข้าใจตลาด ไม่เข้าใจพฤติกรรมคนในสนาม ไม่ได้วางแผนซื้อขายให้ดี พอราคาดิ่งลงมา ก็ต้องตัดใจขายขาดทุนไป

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวงการคริปโตฯ เท่านั้น แต่เกิดขึ้นมานานแล้วในตลาดหุ้น ที่รายย่อยได้ยินข่าวลือมาว่า หุ้น A จะขึ้น กลัวจะไม่ทันขาขึ้น ก็กระโดดเข้าไปซื้อ โดยไม่รู้จักบริษัทนั้นๆ ด้วยซ้ำ สุดท้ายก็เจ็บตัวกันไปมากมาย

พฤติกรรมกลัวตกรถแบบนี้เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) ที่นักลงทุนใช้อารมณ์และความรู้สึกในการลงทุน จึงเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทางแก้: คำนี้อาจจะดูน่าเบื่อ แต่ก่อนลงทุน “ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด” วางแผนทั้งการเข้าซื้อหรือขายออกไว้เสมอ ที่สำคัญคือ ทำความเข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน พร้อมแค่ไหนที่จะขาดทุน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

กับดักที่สอง: กำไรที่ได้มาก เสี่ยงได้เต็มที่…

เคยไหมที่รู้สึกว่า ได้กำไรมาแล้ว เราพร้อมจะเสี่ยงมากขึ้นอีก! ตามหลักจิตวิทยาการลงทุนจะเรียกว่า The House Money Effect เช่น ถ้าเราเข้าคาสิโน หรือลงทุนหุ้นสักตัวแล้วได้กำไรมาแบบง่ายๆ แบบฟลุกๆ อาจกล้ามากขึ้นและทุ่มเงินลงทุนเพิ่มอีก

ถึงจะขาดทุนไปบ้าง ก็ยังไม่รู้สึกเสียดาย หรือคิดว่ายังไม่เข้าเนื้อตัวเอง แต่ความรู้สึก “กล้าเสี่ยง” แบบนี้อาจพาเราลงเหวได้ถ้าเราลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้วางแผนให้ดี

ทางแก้: กำไรแล้วมีความสุขได้ แต่เบรกตัวเองไว้ก่อนตัดสินใจลงทุนครั้งใหม่ เพื่อป้องกันการ Overtrade หรือการลงทุนเกินความเสี่ยงที่ตัวเรารับไหว เพราะหากนำกำไรทั้งหมดไปลงทุนต่อโดยไม่วางแผนให้ชัดเจน จากพอร์ตกำไรอาจกลายเป็นขาดทุนได้โดยไม่รู้ตัว

กับดักที่สาม: ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำมีจริง?

“รับดอกเบี้ย 5 - 8% ต่อปี มีหลักประกัน ไม่เสี่ยง” ใครๆ ก็อยากได้กำไรง่ายๆ แบบนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ หรือการลงทุนประเภทไหน เราต้องตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของตัวเองอยู่เสมอว่า รับได้ไหมถ้าเขาเบี้ยว

อย่างปี 2568 นี้ มีหุ้นกู้ในไทยที่ผิดนัดชำระหนี้ (บางเจ้าของเลื่อน/ผ่อนจ่ายผู้ถือหุ้นกู้) ถ้าย้อนไปยังมีเคสบริษัททุจริตที่ทำให้ เงินเก็บของหลายคนสูญไปอย่างไม่คาดคิด หรือเคสที่แย่ที่สุด บางคนเจอมิจฉาชีพหลอกลงทุนหมดเงินไปหลายแสนหลายล้านบาท

ทางแก้: กระจายความเสี่ยง แบ่งสัดส่วนในการลงทุนทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเราต้องเช็ก ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เช่น ความน่าเชื่อถือของบริษัท, ผลการดำเนินงาน, การจดทะเบียน, ใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการโอนเงินไปสู่มิจฉาชีพ

กับดักที่สี่: รวยแล้วจะใช้เงินยังไงก็ได้

ถูกหวย 60 ล้าน แต่ต่อมาจนกว่าเดิม… หรือเคสที่คนทำธุรกิจรวยหลายสิบล้านแต่ไม่นานก็จนลง เราเห็นข่าวแบบนี้กันบ่อยครั้งในไทย ส่วนหนึ่งก็เพราะทักษะการรักษาเงินไม่ง่าย หลายคนติดกับดักความหรู (Lifestyle Inflation) พอมีเงินเข้าเร็ว เรามักยกระดับการใช้ชีวิตทันทีเพื่อตอบสนองอัตตา รายจ่ายเหล่านี้เป็น “ค่าใช้จ่ายถาวร” ในขณะที่รายได้จากความเสี่ยงนั้นเป็น “สิ่งชั่วคราว”

ในด้านการลงทุน บางคนติดกับดักความมั่นใจ (Self-Serving Bias) เช่น เมื่อลงทุนได้กำไรก้อนโตในเวลาสั้นๆ สมองจะสั่งให้เราเชื่อว่านั่นคือ “ฝีมือ” ไม่ใช่ “โชค” ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เราละเลยการกระจายความเสี่ยง และทุ่มสุดตัวในครั้งต่อไปจนหมดตัว

ทางแก้: วางแผนชีวิตให้ตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ ของเรา ไม่ว่าจะ เงินสด, สภาพคล่อง, หนี้สิน, ของที่อยากได้, ทรัพย์สินที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า เท่าไรถึงจะเพียงพอ และสิ่งที่กำลังจะซื้อเพิ่ม จำเป็นแค่ไหน สิ่งที่จะลงทุนเพิ่มเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน

ที่สำคัญ อย่าลืมวางแผนเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3 - 6 เดือน (บางคนอาจวางแผนยาว 6 - 24 เดือน) ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด พร้อมถอนเมื่อเจอเรื่องไม่คาดคิด

ที่มาข้อมูล: yahoo!finance, Investopedia, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, PI SECURITIES PCL

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กับดัก “รวยเร็ว” ที่คนธรรมดาต้องเจ็บ ถอดรหัสจิตวิทยาความเสี่ยง ทำไมรวยง่ายแต่มักรวยไม่นาน?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...