โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปีทอง ‘โซลาร์รูฟ’ จุดเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดภาคธุรกิจ-ประชาaน

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 ม.ค. เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 03.45 น. • The Bangkok Insight

จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ กระแสสิ่งแวดล้อม ประกอบกับต้นทุนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ถูกลง ล้วนส่งผลให้ปี 2569 กลายเป็นปีทองของ โซลาร์รูฟ ในประเทศไทย

ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟ จะเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือประหยัดไฟ นั่นคือ การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะประจำบ้านและธุรกิจ รวมทั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่ยุคพลังงานสะอาดของภาคประชาชนและธุรกิจ โดยมีปัจจัยบวกสนับสนุนรอบด้าน ดังนี้

โซลาร์รูฟ

1. มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการให้เจ้าของบ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟสามารถนำค่าใช้จ่าย (ค่าอุปกรณ์และติดตั้ง) มา หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 2 แสนบาท (สำหรับระบบขนาดไม่เกิน 10 kWp) ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมช่วงปี 2568-2571 ทำให้ปี 2569 เป็นช่วงที่ตลาดคึกคักที่สุดโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รวมทั้งมาตรการรับซื้อไฟคืน 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ช่วยให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลง

2. เทคโนโลยีและต้นทุนราคาอุปกรณ์ถูกลง

ในปี 2569 ราคาแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์จะลดลงต่อเนื่องจากการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scale) ในตลาดโลกยุคของแบตเตอรี่ (ESS) ระบบ Hybrid ที่มาพร้อมแบตเตอรี่จะได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะราคาแบตเตอรี่ลิเธียมถูกลง ทำให้สามารถเก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้คุ้มค่ากว่าเดิม รวมทั้งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยแผงโซลาร์เทคโนโลยีใหม่ เช่น N-Type หรือ TOPCon) จะกลายเป็นมาตรฐานหลัก ซึ่งให้กำลังผลิตสูงขึ้นในพื้นที่ติดตั้งเท่าเดิม

3. ปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมหนีค่าไฟแพง

แม้แนวโน้มค่าไฟอาจมีการปรับลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติ (คาดการณ์ที่ราว 3.70 - 3.90 บาท/หน่วย) แต่การติดตั้งโซลาร์เองยังคงคุ้มค่ากว่าในระยะยาว (คืนทุนเฉลี่ย 4–6 ปี) อีกทั้งการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2569 ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในบ้านเพิ่มขึ้น การติดตั้งโซลาร์รูฟจึงกลายเป็นโซลูชันหลักในการลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถ

4. ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมกระแส Net Zero

ภาคธุรกิจ จะเร่งติดตั้งพลังงานโซลาร์เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน (ESG) และหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีคาร์บอนในการส่งออก โดยผู้ประกอบการจะนิยมทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ให้บริการแทนการลงทุนเอง แต่ได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกกว่าการไฟฟ้า

จากปัจจัยบวกดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้แนวโน้มตลาดโซลาร์รูฟในประเทศไทยปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่การแข่งขันจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาด สามารถแยกออกได้เป็นโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาครัฐ และโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาคเอกชน ได้แก่

โครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาครัฐ

รายได้รวมจากขายไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ให้ภาครัฐในปี 2569 มีเเนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 7% โดยรายได้จากของแต่ละโครงการค่อนข้างจะมั่นคง เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าเต็มปริมาณที่ผลิตได้ ภายในระยะเวลาสัญญาของแต่ละโครงการ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับรายได้ต่อการขายไฟต่อหน่วย ได้แก่ ราคารับซื้อตามสัญญาของภาครัฐ ซึ่งมีการปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 2.1679 บาท/หน่วย ส่งผลให้รายได้ต่อหน่วยจากการขายไฟลดลง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราวกว่า 30% สำหรับโครงการที่จะเริ่มดำเนินการซื้อขายในปี 2569

โครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาคเอกชน

รายได้รวมจากการขายไฟฟ้าให้ภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโต ตามความต้องการซื้อที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากถึง 21% ในปี 2569 เนื่องจากผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หันมาเลือกใช้บริการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Private PPA มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้นทุนของผู้ให้บริการก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สะท้อจากต้นทุนรวมในการติดตั้ง และ LCOE เฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะลดลง 8% และ 11% ตามลำดับ จากปีก่อนหน้า

การแข่งขันและกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

สภาพการแข่งขันในปี 2569 จะไม่ใช่การแข่งขันที่ราคาของแผงโซลาร์เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการแข่งกันที่ ระบบนิเวศพลังงาน เพื่อสร้างแต้มต่อและดึงใจลูกค้า

นอกจากนี้ ตลาดจะเปลี่ยนจากระบบ On-grid (ใช้ไฟจากแผงเฉพาะกลางวัน) ไปเป็น Hybrid ที่มีแบตเตอรี่ (BESS) มากขึ้น เนื่องจากราคาแบตเตอรี่โลกลดลงจนถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น (ราว 5-6 ปี) ผู้เล่นรายใหญ่จะแข่งกันนำเสนอโซลูชันที่ทำให้บ้านใช้ไฟฟรีได้เกือบ 24 ชั่วโมง

อีกประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ การรุกคืบของบริษัทอสังหาฯ ที่จะไม่เพียงแค่ติดโซลาร์เป็นของแถม แต่จะตั้งบริษัทลูกมาเป็นผู้ให้บริการพลังงานของโครงการเอง ขณะที่ค่ายเทคโนโลยีอย่าง Huawei หรือ Tesla จะเน้นขายซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงานที่ฉลาดกว่าเดิม

ขณะเดียวกันเนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาในตลาดมากขึ้น จะส่งผลให้ลูกค้าเริ่มกังวลเรื่องการทิ้งงานในปีที่ 3-5 ดังนั้นแบรนด์ที่การันตีการดูแลระยะยาว 20-25 ปีด้วยเทคโนโลยี Monitoring (AI ตรวจจับจุดเสียล่วงหน้า) จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

สิ่งที่น่าจับตาคือ แบรนด์ที่ต้องการครองใจผู้บริโภค ต้องใช้กลยุทธ์ที่เน้นความง่ายและสร้างความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ด้านบริการเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว นั่นคือ การจัดการตั้งแต่การออกแบบ ขออนุญาต ติดตั้ง ยื่นลดหย่อนภาษี 2แสนบาท ให้จบในที่เดียว รวมถึงการร่วมมือกับธนาคารออกแพ็กเกจ ผ่อนจ่ายด้วยค่าไฟที่ประหยัดได้ ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้นเนื่องจากไม่ต้องควักเงินก้อน

อีกจุดขายสำคัญคือ การรับประกันด้านความปลอดภัย เช่น ระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดความร้อนผิดปกติ (Rapid Shutdown) ซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่ลูกค้ามองหาเป็นอันดับแรกเพื่อความสบายใจในการติดบนหลังคาบ้าน และการกล้ารับประกันหน่วยไฟที่ผลิตได้จริง หากผลิตไม่ถึงเป้า ยินดีชดเชยส่วนต่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...