โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ระบบไฮบริด ... เบื้องหลังการบริหารจัดการภาครัฐที่น่าทึ่งของจีน (จบ)

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ระบบไฮบริด … เบื้องหลังการบริหารจัดการภาครัฐที่น่าทึ่งของจีน (จบ) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

คุยกันต่อเลยว่า สายบังคับบัญชาแบบ “แนวนอน” ที่อัตลักษณ์เฉพาะอย่างไร และระบบไฮบริดเผชิญกับความท้าทายอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจีนแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร …

การบริหารงานแบบแนวนอน (Horizontal) ที่จีนเรียกว่า “ไคว่” (Kuai) ระบบมีลักษณะของการบริหารงานโดยท้องถิ่นที่ครอบคลุมทุกหน่วยงานในเขตอาณาและมีความยืดหยุ่นสูง อันนำไปสู่ “ความคล่องตัวของท้องถิ่น” ในการตอบสนองต่อสภาพความจริงในพื้นที่

รัฐบาลท้องถิ่นในจีน ไม่ว่าจะเป็นระดับมณฑล จังหวัด เขต … ต่างมีงบประมาณและอำนาจในการบริหารจัดการหน่วยงานในพื้นที่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและการดำเนินงานรายวัน

ยกตัวอย่างเช่น ภารกิจในการจัดการด้านงบประมาณและทรัพยากรอื่น การแต่งตั้งบุคลากรทั่วไปในท้องถิ่น การใช้ที่ดินและการพัฒนาท้องถิ่น การจัดการทางสังคม และการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นโดยรวม รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ คณะกรรมการพรรคฯ ในท้องถิ่นมักจะครอบงำการบริหารจัดการผ่านบทบาทความเป็นผู้นำในพื้นที่

การมีระบบ “แนวนอน” ที่แข็งแกร่งก็เป็นการปกป้องลำดับความสำคัญของการพัฒนาระดับท้องถิ่น เราจึงเห็นหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการในเรื่องสำคัญจากภายในพื้นที่

ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานการศึกษาของมณฑลจะรับงบประมาณและนโยบายจากผู้ว่าการมณฑลเป็นหลักมากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ หรือสำนักงานสาธารณสุขของเมือง ดูแลงานด้านสุขภาพในเมืองภายใต้นโยบายและงบประมาณของรัฐบาลเมืองนั้นๆ เป็นสำคัญ

ในภาพใหญ่ การวางแผนและออกแบบโครงการเป็นภารกิจของส่วนกลาง แต่การดำเนินโครงการเป็นของท้องถิ่นที่ต้องปรับใช้แนวทางที่ได้รับลงสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี ระบบไฮบริดที่ว่ามีประสิทธิภาพดีก็ยังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายในหลายด้าน อาทิ ความขัดแย้งในลำดับความสำคัญ เพราะในบางครั้ง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาจให้ความสำคัญกับการติบโตในท้องถิ่นมากกว่ากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในระดับประเทศ หรือส่วนกลางอาจประสบปัญหาในการบังคับใช้วินัยในแนวดิ่งหากไม่ได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่น

ความท้าทายยังอาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาทิ การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน และการจัดการมลพิษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจพยายามผลักความรับผิดชอบออกให้พ้นตัว หรือความไร้ประสิทธิภาพของการรายงานและการตัดสินใจที่ล่าช้าอันเนื่องจากการรอการตัดสินใจจากหน่วยงานทั้งสองสาย (หน้าที่และพื้นที่)

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงพยายามปรับปรุงระบบการบริหารจัดการอยู่อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น การเสริมสร้างอำนาจแนวดิ่งในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านการผลิต การกำกับควบคุมตลาด และสินค้าที่อ่อนไหว อาทิ อาหารและยา

ยิ่งไปกว่านั้น จีนในสมัยสี จิ้นผิง เป็นผู้นำ ยังให้ความสำคัญกับหลายเรื่องที่ต้องการความเป็นมาตรฐานในระดับที่สูงขึ้น อาทิ การจัดเก็บภาษีอากร การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงสาธารณะที่เป็นมาตรฐาน รวมทั้งการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นที่เข้มข้นจากส่วนกลางมากขึ้น

นั่นเท่ากับว่า จีนต้องประสานระบบสายบังคับบัญชา “แนวดิ่ง” และ “แนวนอน” ที่แนบแน่นและมีพลวัตมากขึ้น โดยปรับปรุงกลไกการตรวจสอบจากส่วนกลางที่เข้มข้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของหน่วยงานกลาง

ของพรรคฯ นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่เราเห็นจีนอาจจัดตั้ง “ผู้นำกลุ่มเล็ก” เพื่อเป็นกลไกในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการลดการแทรกแซงในท้องถิ่น

ประการสำคัญ ในช่วงหลายปีหลัง ผมยังสังเกตเห็นว่า จีนได้รับเอาเทคโนโลยีและระบบการจัดการข้อมูลที่ดีมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มข้อมูลระดับประเทศหรือ “บิ๊กดาต้า” เพื่อรวมศูนย์การกำกับดูแลด้านดิจิตัล และการนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้ การดำเนินงานยังอยู่บนหลักการ “เดินข้ามลำธารโดยใช้เท้าสัมผัสหิน” ที่ค่อยๆ ทดลองทำทีละส่วนงานหรือพื้นที่จน “ตกผลึก” ก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในระยะยาว ผมยังสังเกตเห็นว่า รัฐบาลจีนจึงได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองโดยลำดับ โดยกำหนดแนวทางการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และซอฟท์แวร์ของจีนเป็นสำคัญก่อนดังที่ปรากฏตามแผน 5 ปีฉบับที่ 15 (2026-2030)

ในทางกลับกัน รัฐบาลจีนยังอาจให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในบางด้าน อาทิ การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมาย และบริการสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและความเหมาะสมกับท้องถิ่น

ไม่ว่ารัฐบาลจีนจะมี “หน้าตัก” ใหญ่ขนาดไหน แต่ภารกิจในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนก็มีอยู่อย่างมากมาย นั่นหมายความว่า ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนผ่านการดำเนินโครงการใหญ่ที่ผ่านมาไม่ได้ถูก “ผูกขาด” ให้อยู่ในมือของภาครัฐเท่านั้น

โดยรัฐบาลจีนเลือกที่จะให้ความสำคัญกับ “การทำงานเป็นทีม” ดั่งคำกล่าวที่ว่า “อยากไปเร็วให้ไปคนเดียว อยากไปไกลให้ไปเป็นกลุ่ม” ฟังดูคล้ายแคมเปญโฆษณาของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งของไทยเลยนะครับ

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “อยากทำเรื่องใหญ่ ต้องมีพลัง” ยกตัวอย่างเช่น ในการดำเนินแคมเปญเพื่อต่อสู้กับปัญหาความยากจนของพรรคฯ รัฐบาลจีนที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ก็สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมด้วยการออกแบบโครงการ “10,000 บริษัท 10,000 หมู่บ้าน” ที่ดึงเอาภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริมสร้างรายได้และขจัดปัญหาความยากจนแก่ภาคประชาชนให้เกิดเป็นรูปธรรม และพรรคฯ ได้จัดงานฉลองความสำเร็จในการขจัดปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นจากแผ่นดินจีนไปเมื่อกลางปี 2020 ที่ผ่านมา

และเพื่อความต่อเนื่องและยั่งยืนในการพัฒนา พรรคฯ ยังได้ปรับแคมเปญ “การแก้ไขปัญหาความยากจน” ไปสู่ “การสร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับพื้นที่ชนบท” ในเวลาต่อมา

แต่พอมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา “การบูรณาการ” ดูจะเป็น “หลุมดำ” ที่สุดเวิ้งว้างของระบบราชการไทยในปัจจุบันเลยทีเดียว จึงแถบไม่ต้องนึกถึงการบูรณาการในวงกว้างระหว่างภาครัฐและเอกชน!!!

พูดถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างเหล่านี้ หลายคนก็มักนึกถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เบ็ดเสร็จสำหรับคนในรุ่นถัดไป โดยบางส่วนเห็นว่าเราอาจต้องออกแบบระบบการเรียนการสอนที่ “ท่องให้น้อย คิดวิเคราะห์ให้มาก” และปูพื้นฐานสำหรับ “การทำงานเป็นทีม” “ความยืดหยุ่น” และ “เปิดรับการเปลี่ยนแปลง”

นอกจากนี้ เรายังอาจต้องคิดสร้างกลไกใหม่เพื่อ “การเรียนรู้ตลอดชีพ” และอาจส่งบุคลากรของเราไปศึกษาเรียนรู้และฝึกงานกับเอกชนจีนเพื่อการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาวัฒนธรรม และนวัตกรรมบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งอาจช่วยให้เกิดความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการสไตล์จีน และโครงสร้างอำนาจ “แนวนอนและแนวดิ่ง” ของภาครัฐ รวมทั้งการปรับทัศนคติการทำงานที่ดีสำหรับโลกอนาคตผ่านกรณีศึกษาของจีน

ระบอบสังคมนิยมอาจไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เราเห็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจและสังคมจีน มิฉะนั้นแล้วเราคงเห็นหลายประเทศที่มีระบอบเดียวกันเติบใหญ่และเข้มแข็งดั่งเช่นจีน แต่อาจเพราะการมีระบบการเมืองการปกครองที่เข้มแข็งต่างหาก

ดังนั้น ความสมดุลของ “มาตรฐาน” และ “ความยืดหยุ่น” ของระบบการบริหารจัดการแบบ “ไฮบริด” ที่มีพลวัต อาจกลายเป็น “คำตอบ” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของจีนในที่สุด …

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...